เมื่อ ‘น้ำมัน’ ไม่มีทางออกทะเล
คอลัมน์ : ชีพจรเศษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในแวดวงการค้านํ้ามันดิบของโลกตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า หากเป็นภาวะปกติทั่วไปภายใต้สถานการณ์การสู้รบอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ราคานํ้ามันดิบจะต้องไม่อยู่ในระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ควรต้องเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “ออยล์ช็อก” ขึ้นแล้วอย่างแน่นอน
สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ก็คือ การที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปนิ่งอยู่ที่ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั้นเป็นเพราะมีเหตุ 3 ประการ ที่ช่วยเป็นกันชนไม่ให้เกิดภาวะช็อกขึ้นกับตลาด อย่างแรกก็คือ ความต้องการน้ำมันที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างที่สองก็คือ การที่ประเทศนอกอ่าวเปอร์เซียกลับผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นได้สูงมาก และสุดท้ายก็คือการที่คลังสำรองน้ำมันเริ่มลดลงอย่างน่าใจหาย
แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการน้ำมันกลับเตือนพร้อมกันด้วยว่า กันชนดังกล่าวมีอยู่ก็จริง แต่จะเบาบางลงมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่า แม้ช่องทางขนส่งจะกลับมาเปิดเป็นทางสะดวกตามปกติแล้ว แต่ปริมาณน้ำมันดิบที่จะไหลออกสู่ตลาดจะยังจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนจึงจะฟื้นตัวขึ้นมาสู่ระดับปกติ แถมในเวลานี้ปริมาณน้ำมันในคลังน้ำมันสำรองก็ลดลงจนใกล้ระดับวิกฤตเข้าไปเต็มทีแล้ว ซึ่งทำให้อนาคตหากเกิดภาวะช็อกทำนองเดียวกันขึ้นมาอีกแนวป้องกันก็จะเหลือเบาบางเต็มทีแล้วนั่นเอง
คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญก็คือ เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดเริ่มลดลง จากการยุติสงครามในตะวันออกกลางสิ่งที่จำเป็นต้องทำเป็นลำดับแรกก็คือ การหาน้ำมันมาเติมใส่คลังสำรองน้ำมันให้อยู่ในระดับปกติเสียโดยเร็ว ในขณะเดียวกันก็ควรหาแหล่งพลังงานสำรองให้หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม (รวมทั้งพลังงานทางเลือก) รวมทั้งการควานหาเส้นทางลำเลียงใหม่ ๆ เพื่อนำน้ำมันสู่ตลาดให้ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อจำกัดภาวะผันผวนของราคาน้ำมันลงให้มากที่สุด และเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังในอนาคต
นักวิชาการมองว่า สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ควรจะเรียกได้ว่าเป็นการ “ดิสรัปต์” ตลาดน้ำมันโลกขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งควรจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นติดจรวด แต่หลังจากพุ่งสูงขึ้นไปในระยะแรกของสงคราม ราคากลับลดลงมาแกว่งตัวอยู่ที่ระหว่าง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าที่หลาย ๆ คนเคยกังวลกันไว้มาก เหตุผลเป็นเพราะมีแนวกันชนป้องกันภาวะช็อกเอาไว้ เพียงแต่ว่าแนวกันชนที่ว่าบัดนี้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ยังมีเหตุผลอีกมากมายที่จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจนทำให้ราคาแพงชนิดทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบของประเทศใดประเทศหนึ่งพิการได้ในทันที นั่นเพราะในทางปฏิบัติตอนนี้ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางผ่านของน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันยังใช้การไม่ได้ และในเวลาเดียวกันผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปก็หดหายไปในราว 1 ใน 5 ของปริมาณที่โลกบริโภคในแต่ละวัน ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียพยายามหาเส้นทางทางเลือกที่จะส่งน้ำมันของตนออกสู่ตลาด
อย่างเช่น ซาอุดีอาระเบียหันมาส่งน้ำมันผ่านท่อลำเลียงที่ผ่านท่าเรือยันบุในทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หันไปส่งออกผ่านท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งอยู่ด้านนอกของช่องแคบฮอร์มุซจนเกือบเต็มกำลัง แต่เส้นทางเหล่านี้ก็ทดแทนน้ำมันที่ลำเลียงผ่านเส้นทางเดิมได้แค่เพียงส่วนเสี้ยวเท่านั้นเอง
นอกจากน้ำมันดิบแล้วปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปของประเทศอ่าวเปอร์เซียก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ป้อนให้กับทั้งโลกราว 10% ของปริมาณที่บริโภคทั้งหมด
ตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม น้ำมันดิบราว 1.1 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณที่ทั้งโลกใช้ได้ประมาณ 10 วัน กลับเดินทางไปไม่ถึงตลาด อันเป็นสภาวะขาดแคลนที่นักวิชาการระบุว่า รุนแรงกว่าภาวะช็อกเมื่อปี 1973, หรือเมื่อเกิดสงครามอิรัก-อิหร่านและสงครามอ่าวเปอร์เซียเสียอีก เป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากแต่เดิม ซึ่งมีปริมาณน้ำมันลำเลียงผ่านช่องแคบนี้ถึงวันละราว 2 ล้านบาร์เรล สูงกว่าปริมาณที่โลกต้องการด้วยซ้ำไป
เพียงแต่ว่าในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม มีปัจจัยที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนกันชนไม่ให้เกิดภาวะช็อกรุนแรงขึ้นมาหลายอย่าง ตั้งแต่ความต้องการน้ำมันของโลกถูกกดให้ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศในเอเชีย ที่ราคาน้ำมันแพงส่งผลให้การบริโภคลดฮวบและหันมาใช้พลังงานทางเลือกกันแทน อาทิ ถ่านหินและพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นต้น
การบริโภคน้ำมันในภาคขนส่งก็ลดลง ส่วนหนึ่งเพราะมีการตั้งเพดานราคา มีการให้เงินอุดหนุ่นและการยอมให้มีการคืนภาษี โดยปล่อยให้เป็นภาระทางการคลังแทนที่
ขณะเดียวกันผลผลิตน้ำมันดิบในประเทศนอกอ่าวเปอร์เซียสูงขึ้นมามากกว่าที่คาดหมายกันไว้ โดยเพิ่มขึ้นราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับระดับที่เคยผลิตได้ในปี 2025 สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการผลิตของกลุ่มนี้ ต่อด้วยเวเนซุเอลา, กายอานา และรัสเซีย ทุกประเทศล้วนยกระดับการผลิตของตนเองขึ้นทั้งนั้น
น้ำมันที่ขาดหายไปในส่วนที่เหลือ ซึ่งตกประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ถูกชดเชยจากการดึงออกมาจากคลังสำรองน้ำมันทั้งที่เป็นคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ และที่เป็นคลังสำรองเชิงพาณิชย์อย่างเช่นในจีน
ก่อนที่ความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะลุกลามออกไปในครั้งหลังสุดนี้ กรอบความตกลงระหว่างสองฝ่ายกดให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนัก เพราะเชื่อกันว่าบรรดาน้ำมันที่คั่งค้างอยู่จะสามารถผ่องถ่ายออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงแล้วคนในวงการอุตสาหกรรมน้ำมันชี้ว่า ยังจำเป็นต้องใช้เวลา 2 – 3 เดือน สัดส่วนการไหลเวียนของน้ำมันจึงจะกลับสู่สภาพปกติ
ข้อกังวลระยะยาวก็คือ การหยุดการผลิตไปเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียกำลังการผลิตไปโดยถาวร โดยเฉพาะในกรณีที่เม็ดเงินสำหรับการเริ่มต้นการผลิตของบ่อน้ำมันแต่ละแห่งขึ้นมาใหม่ อยู่ในสภาพขาดแคลนเช่นในตอนนี้ และเมื่อการผลิตเริ่มกลับมาเต็มขีดความสามารถ ภาวะขาดแคลนน้ำมันของตลาดจะค่อย ๆ หายไปอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการซื้อน้ำมันเพื่อเติมกลับเข้าใส่คลังสำรองให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดที่จะปฏิบัติการได้
นั่นคือเหตุผลที่ว่า ในที่สุดภาวะออยล์ช็อกก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้อยู่ดี เพราะสิ่งที่เคยเป็นกันชนไว้ในตอนแรกหมดไปแล้ว เมื่อความตึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้งในช่องแคบฮอร์มุซ ช่องว่างที่เคยมีกลับหดแคบลงและจะยิ่งลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เมื่อปริมาณสำรองถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้น เว้นเสียแต่ว่าปริมาณการผลิตจะเริ่มกลับมามีมหาศาล ไม่เช่นนั้นทั้งโลกก็จะเริ่มเผชิญหน้ากับภาวะช็อกในสภาพที่อ่อนแอกว่าเดิมแน่นอน เมื่อภาวะช็อกครั้งใหม่มาถึง