Phaya Thai-Paolo
“พญาไท-เปาโล” เผย ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเปลี่ยนผ่านจากการรักษาโรคสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หลังสัดส่วนรายได้ Preventive Care เพิ่มจาก 30% เป็น 40-45% พร้อมตั้งเป้าขยับเกินครึ่งภายใน 3 ปี เดินหน้าจับมือ Shop.BeDee เสริม Digital Health Ecosystem ขยายฐานลูกค้าออนไลน์จาก 30% เป็น 50% รับเทรนด์ Personalized Healthcare และตลาด Expat
นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือ รพ.พญาไท-เปาโล กล่าวว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากโมเดลรายได้ที่พึ่งพาการรักษาพยาบาลไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) มากขึ้น หลังผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนป่วย ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การค้นหาข้อมูลสุขภาพ การเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากบริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพิ่มขึ้นเป็น 40-45% จากเดิมประมาณ 30% ขณะที่รายได้จากการรักษาพยาบาลอยู่ที่ราว 60% โดยบริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จาก Preventive Care ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายใน 3 ปี สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองสุขภาพเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่าการเข้ารับการรักษาเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย
ทั้งนี้เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลจึงประกาศความร่วมมือกับ Shop.BeDee แพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลในเครือ BDMS เพื่อยกระดับ Digital Health Ecosystem และเชื่อมต่อการดูแลสุขภาพตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การเลือกโปรแกรมสุขภาพ การนัดหมาย การเข้ารับบริการ ไปจนถึงการติดตามผลสุขภาพให้อยู่ในระบบเดียวกัน

โดยข้อมูลของเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลสะท้อนการเติบโตของตลาดสุขภาพดิจิทัลอย่างชัดเจน ด้วยยอดจำหน่ายแพ็กเกจสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เติบโตมากกว่า 32% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการและจำนวนแพ็กเกจที่จำหน่ายผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นมากกว่า 45%
นายศุภกรกล่าวต่อไปว่า ช่องทางออนไลน์ยังเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-20% และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ โดยปัจจุบันลูกค้าใหม่จากช่องทางออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของลูกค้าทั้งหมด สูงกว่าช่องทาง Walk-in ที่มีลูกค้าใหม่เพียง 10% เท่านั้น
นอกจากนี้ จุดแข็งสำคัญของแพลตฟอร์มคือการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Asset Light ใช้ AI ช่วยบริหารจัดการ ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำและสามารถนำเสนอแพ็กเกจสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพในวงกว้าง


นายศุภกรระบุว่า ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่าความต้องการด้านสุขภาพแตกต่างกันในแต่ละเจเนอเรชั่น โดย Gen Y อายุ 35-45 ปี เป็นฐานลูกค้าหลักของช่องทางออนไลน์ เนื่องจากต้องดูแลทั้งตนเอง บุตร และพ่อแม่ในเวลาเดียวกัน ทำให้บริการสุขภาพดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยบริหารจัดการเวลาและการดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว
ขณะที่ Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ความงาม และการดูแลผิวพรรณมากขึ้น โดยบริการด้าน Mental Health เป็นหนึ่งในบริการที่ได้รับความสนใจสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทที่ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับภาวะความเครียดและภาวะหมดไฟในการทำงาน
ด้าน Gen X ให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากขึ้น โดยหนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความนิยมคือ All You Can Check ซึ่งสามารถติดตามผลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส
“ปัจจุบันคนเริ่มใช้ AI เพื่อสอบถามข้อมูลสุขภาพมากขึ้น ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว พญาไท-เปาโลจึงนำข้อมูลลูกค้ากว่า 3.8 ล้านรายมาวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อพัฒนาบริการแบบ Personalized Healthcare และ Personalized Marketing โดยใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบโปรแกรมสุขภาพ ข้อเสนอ และการสื่อสารที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย
นางสาววัชราภรณ์ เจริญธรรมวัชณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการออกแบบและสร้างสรรค์ประสบการณ์ บริหารความสัมพันธ์องค์กร และผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการออกแบบและสร้างสรรค์กลยุทธ์ การสื่อสารการตลาดดิจิตอล เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เปรียบเทียบประสบการณ์ของโรงพยาบาลกับโรงพยาบาลด้วยกันเองอีกต่อไป แต่เปรียบเทียบกับประสบการณ์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นบริษัทจึงพัฒนากลยุทธ์ Omnichannel เชื่อมต่อทุกจุดสัมผัสระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ข้อมูลในการพัฒนา Personalized Recommendation และ Customized Communication เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการในแต่ละช่วงวัย
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมองว่าตลาดผู้ป่วยต่างชาติและกลุ่ม Expat จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเมียนมา
นายศุภกรกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการมองว่าเป็น Safe Zone ของนักเดินทางและชาวต่างชาติ ส่งผลให้รายได้จากกลุ่ม Expat และลูกค้าต่างชาติเติบโตต่อเนื่อง โดยหากไม่นับตลาดกัมพูชารายได้จากตลาดต่างชาติเติบโตประมาณ 30% ในปีนี้
“กลุ่มต่างชาติยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกาที่ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันตลาดเมียนมายังต้องการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน ทั้งโรคหัวใจ สมอง และกระดูก”
ในระยะต่อไปการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลจะมาจากความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล บริษัทประกัน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

ด้านนายศิวดล มาตยากูร Managing Director, BeDee Powered by BDMS กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน Digital Health Ecosystem และขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยในระยะยาว