Skip to content

เปิดต้นทุนเงียบ ‘สุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์’ กระทบเด็ก-เศรษฐกิจไทย 6.8 หมื่นล้าน

08 มิ.ย. 2569 | 16:39น.
เปิดต้นทุนเงียบ ‘สุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์’ กระทบเด็ก-เศรษฐกิจไทย 6.8 หมื่นล้าน

ปัญหาสุขภาพจิตของแม่ตั้งครรภ์ อีกหนึ่งปัญหาสำคัญด้านสุขภาพ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทั้งแม่และเด็ก และประเด็นดังกล่าว ยังถูกมองข้ามในการดูแล ทั้งจากในระดับครอบครัว จนถึงระดับนโยบาย และปัญหาดังกล่าวที่ไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอย่างจริงจัง กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ PAM Foundation และ Care Policy and Evaluation Centre แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) เปิดตัวรายงานวิจัยว่าด้วยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

โดยรายงาน “The Costs of Perinatal Mental Health Problems: A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand” จัดทำโดยนักวิจัยจาก Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ

เกิดต้นทุนเศรษฐศาสตร์ 6.8 หมื่นล้านบาทต่อปี

ผลการศึกษาระบุว่า ปัญหาสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทยที่ยังขาดการดูแลอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ราว 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 12% ของ GDP)

หากคิดเป็นจำนวนต้นทุนต่อปี ต่อผู้หญิง 1 คน อยู่ที่ราว 3,250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 105,500 บาท และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ ไม่ได้มีเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิต ศักยภาพในการทำงาน การสูญเสียผลิตภาพ และภาระด้านสุขภาพในอนาคต

และในจำนวนต้นทุนทั้งหมดนั้น ราว 31,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 เป็นผลกระทบที่ส่งตรงไปยังเด็ก ทั้งทางสุขภาพ พัฒนาการ การศึกษา รายได้ในอนาคต จนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้านการรักษาพยาบาล

ที่น่าสนใจคือ ต้นทุนกว่า 97% เป็น “ต้นทุนแฝง” ที่อยู่นอกระบบสาธารณสุข เช่น การสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน (Productivity losses) และการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs)

ทั้งนี้ ในประเทศไทย มีผู้หญิงประมาณ 20,000 คนต่อปี เผชิญปัญหาสุขภาพจิตระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังคลอด โดยส่วนใหญ่เป็นภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางสังคม เช่น ความยากจน ความรุนแรง และความไม่เท่าเทียมทางเพศ และภาวะเหล่านี้ กระทบต่อแม่และเด็กในระยะยาวอย่างรุนแรง

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลการศึกษาถึงผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ อันเกิดจากภาวะสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับมารดา ครอบครัว และเด็กในประเทศไทย ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

ผลการศึกษายิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในฐานะการลงทุนที่สำคัญต่อทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป

“คณะจิตวิทยาเห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยในเรื่องนี้ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางการดูแลและสนับสนุนสุขภาพจิตของมารดาในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน” ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าว

ต้นทุน 6.8 หมื่นล้าน มาจากไหน ?

เมื่อเจาะลึกลงไปในต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากปัญหาสุขภาพจิตของแม่ตั้งครรภ์ ราว 68,000 ล้านบาทต่อปี จะแบ่งออกเป็นดังนี้

  • การสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน – 37,000 ล้านบาท
  • การสูญเสียคุณภาพชีวิต – 29,000 ล้านบาท
  • ค่ารักษาพยาบาล – 2,000 ล้านบาท

ผลกระทบทั้งแม่และเด็ก

ขณะที่มุมของปัญหาผลกระทบต่อชีวิตของแม่และเด็ก งานวิจัยระบุเป็น 2 ส่วน ดังนี้

ผลกระทบต่อแม่

รายงานระบุว่า แม่ 1 ใน 3 ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย และรายได้ปานกลาง เผชิญปัญาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด และ 13% ของภาระด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่สูญเสียไปในผู้หญิงอายุ 15-49 ปีทั่วโลก มีสาเหตุจากปัญหาสุขภาพจิต

ผลกระทบต่อเด็ก

รายงานระบุว่า ในประเทศไทย มีแม่เพียง 14% ที่ให้นมแม่ล้วน (ต่ำกว่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 70%) และมี 7% ที่หยุดให้นม เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงมีข้อมูลว่า มีเด็กในไทย 9,500 คนต่อปี ซึ่งมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น เชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้าของมารดา

นอกจากนี้ ในแต่ละปี ประเทศไทยใช้งบประมาณ 64 ล้านบาท เพื่อดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการรักษา

Assoc. Prof. Annette Bauer จาก CPEC-LSE กล่าวถึงต้นทุนของการปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิต ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขพบว่ามีมูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบที่ขยายวงกว้างเกินกว่าระบบการดูแลสุขภาพ ทั้งต่อคุณภาพชีวิตของสตรี โอกาสในอนาคตของเด็ก และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ

“ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ในระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน การลดลงของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ผลกระทบจากความพิการในระยะยาว และผลลัพธ์เชิงลบต่อเด็กตลอดช่วงชีวิต”

Infographic รายงาน สุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์

4 ประเด็นช่องโหว่ ดูแลสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์

รายงานยังระบุช่องโหว่ในระบบสาธารณสุข ที่แม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งด้านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) มีอัตราการเข้ารับการฝากครรภ์ที่สูง และมีการนำเครื่องมือคัดกรองภาวะซึมเศร้า เช่น EPDS และ 2Q มาใช้ในบริการอนามัยแม่และเด็กแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังคงเผชิญกับช่องโหว่และความท้าทายที่สำคัญ ใน 4 ประเด็น

ความไม่ต่อเนื่องของระบบการดูแลและการส่งต่อ : การคัดกรองในแต่ละพื้นที่ยังใช้เกณฑ์และเครื่องมือที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปัญหาหลัก คือ เมื่อพบว่ามารดามีความเสี่ยง มักจะขาดแนวทางหรือระบบการส่งต่อ (Referral pathways) ไปยังผู้เชี่ยวชาญที่ชัดเจน ทำให้การดูแลไม่ต่อเนื่อง

งบประมาณและบุคลากรทางการแพทย์ : การลงทุนด้านสุขภาพจิตยังมีข้อจำกัด โดยในปี 2024 กรมสุขภาพจิตได้รับจัดสรรงบประมาณเพียง 1.8% ของงบประมาณสาธารณสุขระดับชาติ

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีจิตแพทย์เพียง 800 กว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อมารดาในพื้นที่ห่างไกลในการเข้าถึงการรักษา

อุปสรรคจากค่านิยมของสังคม : วัฒนธรรมที่คาดหวังให้แม่ต้องอดทน เข้มแข็ง และการรักษาภาพลักษณ์ของครอบครัว (Saving face) ทำให้มารดาจำนวนมากรู้สึกอับอายหรือกลัวที่จะเปิดเผยความทุกข์ทางจิตใจ หลายคนจึงเลือกที่จะเก็บปัญหาไว้เพียงลำพังและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นแม่ที่ไม่ดี

ช่องโหว่ของสวัสดิการและนโยบายแรงงาน : สิทธิการลาคลอดพร้อมรับค่าจ้างตามกฎหมายครอบคลุมเฉพาะแรงงานในระบบเท่านั้น ในขณะที่แรงงานไทยเกือบ 50% เป็นแรงงานนอกระบบ (Informal sector) ซึ่งไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ทำให้มารดากลุ่มนี้ต้องแบกรับความเครียดทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และขาดโอกาสในการพักฟื้นหรือดูแลบุตรอย่างเหมาะสม

‘สุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์’ ต้องทำงานร่วมกัน

ศ. (เกียรติคุณ) พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการดูแลจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์เพียงสาขาเดียว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเพื่อรองรับประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรสุขภาพหลายสาขา ทั้งพยาบาล พยาบาลจิตเวช พยาบาลกุมารเวชศาสตร์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักจิตวิทยาการปรึกษา การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับบริการฝาก ครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

เปิดตัว ‘PAM Thailand’ ขับเคลื่อนด้านสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์

นอกจากการเปิดตัวรายงานวิจัย ที่นำเสนอข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์จากปัญหาสุขภาพจิตของแม่ตั้งครรภ์แล้ว ยังมีการประกาศจัดตั้งพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือ Perinatal Alliance for Mental Health Thailand (PAM Thailand) อย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านสุขภาพจิตมารดา ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การผลักดันเชิงนโยบาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน

โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนา ภาคเอกชน และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันยกระดับการสนับสนุนแม่ เด็ก และครอบครัวทั่วประเทศ

Mr. Hamish Magoffin ผู้ก่อตั้ง PAM Thailand กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบอย่างลึกซึ้งของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่มีต่อแม่ เด็ก ครอบครัว และสังคม เพื่อดึงความสนใจ ความร่วมมือ และการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสนับสนุนครอบครัวทั่วประเทศไทย

“การศึกษาวิจัยด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจของปัญหาสุขภาพจิตมารดาในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับประเทศอย่างชัดเจน ทั้งต่อมารดา เด็ก ครอบครัว และระบบเศรษฐกิจ การประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทำให้ภาครัฐและสังคมตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามากขึ้น นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรและการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม”

5 แนวทาง ขับเคลื่อนนโยบาย

ขณะที่มุมของการขับเคลื่อนเชืงนโยบายเพื่อดูแลสุขภาพจิตของแม่ตั้งครรภ์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน รายงานและผู้เชี่ยวชาญได้นำเสนอ 5 แนวทางเชิงรุก

สร้างความร่วมมือและเครือข่ายระดับชาติ (Stakeholder Collaboration & Engagement) หัวใจสำคัญคือการดึงทุกภาคส่วนให้มาทำงานร่วมกัน ผ่านการจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรระดับชาติ เพื่อรวมพลังบุคลากรข้ามสายงาน ทั้งสูติแพทย์ กุมารแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล นักวิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน และเพิ่มน้ำหนักในการผลักดันนโยบายระดับประเทศให้เกิดขึ้นจริง

บูรณาการบริการเข้ากับระบบอนามัยแม่และเด็ก (Integration of Care) ผนวกการประเมินและการดูแลจิตใจเข้าไปในบริการที่มารดาต้องเข้ารับอยู่แล้วเป็นประจำ เช่น การตรวจคัดกรองในคลินิกฝากครรภ์ (ANC) หรือ คลินิกเด็กสุขภาพดี (Well-baby clinic) เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแม่และเด็กได้ดีที่สุด และช่วยลดการถูกตีตราจากสังคม ทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องปกติของการดูแลครรภ์และการเลี้ยงดูบุตร

แบ่งปันภาระงานและการพัฒนาบุคลากร (Task-sharing & Workforce Development) นำโมเดล Task-Sharing มาใช้ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ขาดแคลนจิตแพทย์อย่างหนัก และส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง โดยการฝึกอบรมเพิ่มพูนทักษะให้แก่บุคลากรด่านหน้า เช่น สูติแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์ รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้สามารถประเมินความเสี่ยงและให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มารดาได้รับการดูแลเบื้องต้นทันที

พร้อมทั้งส่งต่อผู้ป่วยให้กับจิตแพทย์เฉพาะในกรณีที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรงตามโมเดลการดูแลแบบขั้นบันได (Stepped-care)

พัฒนาแนวทางปฏิบัติระดับชาติแบบครบวงจร (Development of National PMH Guidelines) สร้างมาตรฐานการดูแลที่เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การคาดการณ์ความเสี่ยง การป้องกัน การตรวจคัดกรอง การรักษา และสร้างระบบการส่งต่อผู้ป่วย (Referral pathways) ที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยบริการปฐมภูมิและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จนถึงการจัดสรรงบประมาณจากระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

ขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาระบบข้อมูล (National Research & Monitoring Agenda) สนับสนุนและต่อยอดงานวิจัยระดับประเทศเพื่อให้เข้าใจบริบทของไทยอย่างแท้จริง ตลอดจนการประเมินผลลัพธ์ของพัฒนาการเด็กในระยะยาว

นอกจากนี้ จำเป็นต้องปรับปรุงระบบจัดเก็บข้อมูลและเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข (Surveillance framework) ให้มีความแม่นยำ โดยเฉพาะการรายงานสาเหตุการเสียชีวิตของมารดา เพื่อลดข้อผิดพลาดในการตกสำรวจ หรือการรายงานการฆ่าตัวตายในช่วงปริกำเนิด (ช่วงก่อนและหลังคลอด) ผิดประเภท