เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อนุทิน โต้ปม “น้ำเงินกินรวบ” ยันนิติบัญญัติ-รัฐบาล แยกอำนาจชัด ชี้ผลงาน-ข้อเท็จจริงที่เซฟรัฐบาล
Politics อนุทิน โต้ปม “น้ำเงินกินรวบ” ยันนิติบัญญัติ-รัฐบาล แยกอำนาจชัด ชี้ผลงาน-ข้อเท็จจริงที่เซฟรัฐบาล
อนุทิน มั่นใจไทยแข็งแรงอาหาร-พลังงาน ระวังไม่สะดุดขาตัวเอง-หลังดึงลงทุนได้
Politics อนุทิน มั่นใจไทยแข็งแรงอาหาร-พลังงาน ระวังไม่สะดุดขาตัวเอง-หลังดึงลงทุนได้
EUDR จ่อคุมเข้มแหล่งผลิต เกษตรฯ ชวนปาล์ม-โกโก้-กาแฟ-ถั่วเหลืองอัพเดตทะเบียน
Economic EUDR จ่อคุมเข้มแหล่งผลิต เกษตรฯ ชวนปาล์ม-โกโก้-กาแฟ-ถั่วเหลืองอัพเดตทะเบียน
สะดวกซัก ประชันบริการเสริม พับ-รีด-แขวน-ซักแห้ง รองเท้า เสื้อสูท ชิงลูกค้า
Business สะดวกซัก ประชันบริการเสริม พับ-รีด-แขวน-ซักแห้ง รองเท้า เสื้อสูท ชิงลูกค้า
พาณิชย์ขยายผล “ยุทธรัฐ” พบโยง 84 บริษัท เรียก 38 รายชี้แจงปมนอมินี-ธุรกิจต่างด้าว
Economic พาณิชย์ขยายผล “ยุทธรัฐ” พบโยง 84 บริษัท เรียก 38 รายชี้แจงปมนอมินี-ธุรกิจต่างด้าว
ผ่าแผนทางน้ำ 1.65 แสนล้าน ภารกิจกรมชลฯ ‘แก้ท่วม-แก้แล้ง
ข่าวหน้า 1 ผ่าแผนทางน้ำ 1.65 แสนล้าน ภารกิจกรมชลฯ ‘แก้ท่วม-แก้แล้ง
ถอดบทเรียน “เอลนีโญ” 3 รอบ สนค. ชงจับตา 6 สินค้าเกษตร วางแผนล่วงหน้า
Economic ถอดบทเรียน “เอลนีโญ” 3 รอบ สนค. ชงจับตา 6 สินค้าเกษตร วางแผนล่วงหน้า
เดโมแครต ‘ยึด’ คองเกรส ‘ฝันร้าย’ บิ๊กเทคฯ-ดาต้าเซ็นเตอร์ ?
World เดโมแครต ‘ยึด’ คองเกรส ‘ฝันร้าย’ บิ๊กเทคฯ-ดาต้าเซ็นเตอร์ ?
ราคาทองวันนี้ (7 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
‘น้ำเงิน’ มัดตราสังฝ่ายค้าน กกต.เปิดเกม ชิงเขตอำนาจตุลาการ
Politics ‘น้ำเงิน’ มัดตราสังฝ่ายค้าน กกต.เปิดเกม ชิงเขตอำนาจตุลาการ
ดูทั้งหมด

กต. โต้ UN ปมสิทธิมนุษยชน ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ 6.5 แสน เป็นผู้รุกล้ำ ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น

02 ส.ค. 2569 | 19:35น.
กระทรวงการต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์โต้ผู้เสนอรายงานพิเศษ UN ปมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ตัวเลข 6.5 แสนคน เป็นผู้รุกล้ำดินแดนไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่นตามนิยาม ย้ำยึดมั่นหลักมนุษยธรรมและความเป็นกลาง

มติชน รายงานว่า จากกรณีที่ นายโทมัส แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 โดยมีตอนหนึ่งระบุว่า รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อความทุกข์ยากของชาวกัมพูชาที่ต้องพลัดถิ่นจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ การที่ได้พบกับครอบครัวที่เล่าถึงสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป ซึ่งมักจะมาพร้อมกับน้ำตา รวมถึงแม่ ๆ ที่เล่าถึงความสยดสยองจากการโจมตีด้วยระเบิดในหมู่บ้าน ณ สิ้นที่ปีแล้ว มีพลเรือนชาวกัมพูชาประมาณ 650,000 คน ต้องพลัดถิ่นในพื้นที่ชายแดน และในจำนวนนี้ มากกว่า 20,000 คน ยังคงไม่สามารถกลับบ้านได้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ภายหลังการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา (UN Special Rapporteur on the Situation of Human Rights in Cambodia) ระหว่างวันที่ 20–31 กรกฎาคม 2026 ซึ่งมีการพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ไทย–กัมพูชา นั้น

ไทยรับทราบแถลงการณ์ดังกล่าว และขอย้ำอีกครั้งว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่นำมาสู่ผลกระทบต่าง ๆ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เริ่มโดยฝ่ายไทย แต่มาจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา

กรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชา (Internally Displaced Persons : IDPs) จำนวน 650,000 คน นั้น ไทยขอชี้แจงว่า จำนวนที่กล่าวอ้างนั้น ในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 อันเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทย

อย่างไรก็ดี ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)

ไทยเห็นว่า ประเด็นเรื่องสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ (Right of Return) ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลและคุ้มครองประชาชนของตนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จนต้องพลัดถิ่นภายในกัมพูชา ทั้งในด้านสิทธิในชีวิตและความปลอดภัย และการให้หลักประกันว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงที่พักพิงที่เหมาะสม มาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และบริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น

สำหรับกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีจำนวน 900,000 คน ไทยขอชี้แจงว่า แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประกอบด้วยทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน

โดยแรงงานดังกล่าวเดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจภายหลังการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทย และไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด

ขอย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีคำชี้แจงเรื่องนี้ต่อกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้แล้ว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นในหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และการพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างสมดุล และสอดคล้องกับอาณัติของกลไกพิเศษอย่างแท้จริง

ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาด้วย โดยร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) วันที่ 27 ธันวาคม 2026 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการลดระดับความตึงเครียด และการงดเว้นการกระทำหรือการกล่าวหาที่เป็นการยั่วยุและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบั่นทอนความไว้วางใจ เพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีร่วมกันต่อไป