ถอดบทเรียน “เอลนีโญ” 3 รอบ สนค. ชงจับตา 6 สินค้าเกษตร วางแผนล่วงหน้า
สนค. ถอดบทเรียนเอลนีโญย้อนหลัง 3 รอบ พบสินค้าอาหารไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน แม้เผชิญสภาพภูมิอากาศช่วงเดียวกัน ขณะที่สินค้าชนิดเดียวกันยังมีทิศทางราคาแตกต่างกันในแต่ละรอบ และบางหมวดยังเปลี่ยนแปลงต่อหลังเอลนีโญสิ้นสุด เสนอเปลี่ยนจากการติดตามราคาเมื่อปัญหาเกิดแล้ว สู่การใช้ข้อมูลภูมิอากาศ ผลผลิต สต๊อก ต้นทุน และตลาด วางแผนล่วงหน้า พร้อมชู 6 สินค้าเกษตรเป็นกลุ่มติดตามสำคัญ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อสินค้าอาหารสำคัญ เพื่อถอดบทเรียนจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลต่อปริมาณฝน อุณหภูมิ ผลผลิตต่อไร่ และช่วงเวลาที่สินค้าออกสู่ตลาด
การศึกษาครอบคลุมสินค้าอาหาร 5 หมวด ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด ในช่วงเอลนีโญ 3 รอบ คือ ปี 2558-2559 ปี 2561-2562 และปี 2566-2567 โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อในช่วงเกิดเอลนีโญและช่วงหลังสิ้นสุดปรากฏการณ์
ราคาอาหารไม่ขึ้นพร้อมกัน
ผลศึกษาพบว่า ทั้ง 3 รอบไม่เคยมีช่วงใดที่สินค้าอาหารทั้ง 5 หมวดมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเป็นบวกพร้อมกัน
ตัวอย่างในช่วงเอลนีโญปี 2561-2562 ข้าวมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5.3% และเนื้อสัตว์ 6.4% ขณะที่ผลไม้สดกลับติดลบ 1.6%
สนค.จึงเห็นว่า การวิเคราะห์ผลกระทบจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยเฉพาะของสินค้า ทั้งปริมาณผลผลิต ฤดูกาล ต้นทุน และความต้องการของตลาด ไม่สามารถใช้สภาพภูมิอากาศเพียงปัจจัยเดียวอธิบายทิศทางราคาได้
สินค้าเดียวกัน แต่คนละรอบผลต่างกัน
ข้อค้นพบประการที่สอง คือ สินค้าหมวดเดียวกันอาจเคลื่อนไหวต่างกันอย่างมากในเอลนีโญแต่ละรอบ
หมวดเนื้อสัตว์มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 6.4% ในรอบปี 2561-2562 แต่ในรอบปี 2566-2567 กลับติดลบถึง 15.3%
ขณะที่หมวดไข่ ในรอบปี 2558-2559 มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยติดลบ 3.1% แต่รอบปี 2566-2567 กลับเป็นบวก 6.4%
สนค.จึงระบุว่า ไม่ควรนำประสบการณ์จากเอลนีโญรอบใดรอบหนึ่งไปใช้คาดการณ์ราคาสินค้าในรอบถัดไปโดยตรง
เอลนีโญจบ แต่ราคายังไม่จบ
อีกประเด็นสำคัญคือ ผลกระทบด้านราคาอาจไม่ได้สิ้นสุดพร้อมกับปรากฏการณ์เอลนีโญ
ตัวอย่างรอบปี 2561-2562 หมวดข้าวมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 5.3% ในช่วงเอลนีโญ ก่อนเพิ่มเป็น 9.4% ในช่วงหลัง
ส่วนหมวดไข่ในรอบปี 2558-2559 จากที่มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยติดลบ 3.1% กลับเพิ่มเป็นบวก 8.1% ในช่วงหลัง
สนค.จึงเสนอว่า การติดตามสถานการณ์ต้องทำต่อเนื่อง แม้สภาพภูมิอากาศจะเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยเฉพาะผลผลิต สต๊อก และภาวะตลาด
ทั้งนี้ สนค.ย้ำว่า ผลการศึกษาไม่ได้หมายความว่าเอลนีโญเป็นสาเหตุโดยตรงของการขึ้นหรือลงของราคา เพราะยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งน้ำต้นทุน ระบบชลประทาน ปริมาณผลผลิต ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด
ชงเชื่อมข้อมูล “อากาศ-ผลผลิต-ตลาด”
จากข้อค้นพบดังกล่าว สนค.เสนอให้ปรับวิธีบริหารจัดการจากการติดตามราคาภายหลัง ไปสู่การวางแผนล่วงหน้า
แนวทางคือเชื่อมข้อมูลพยากรณ์อากาศ ปริมาณฝน น้ำต้นทุน พื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิต สต๊อกสินค้า ต้นทุน ราคา และสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์สัญญาณเป็นรายสินค้าและรายพื้นที่ ก่อนกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับช่วงผลิตและจำหน่าย
จับตา 6 สินค้าเกษตร
ในระยะแรก สนค.เสนอให้ติดตามสินค้าเกษตร 6 ชนิด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือสินค้าที่เชื่อมโยงกับต้นทุนอาหาร ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน
ข้าวเป็นอาหารหลักของครัวเรือน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงไปยังต้นทุนเนื้อสัตว์และไข่ ส่วนปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำหรับน้ำมันบริโภคและอาหารแปรรูป
จึงควรติดตามทั้งผลผลิต สต๊อก ความต้องการใช้ และต้นทุนตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้การจัดหาและกระจายสินค้าเป็นไปอย่างสมดุล
กลุ่มที่สอง คือสินค้าที่เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ ได้แก่ มันสำปะหลัง ยางพารา และทุเรียน
สินค้ากลุ่มนี้ควรติดตามทั้งผลผลิต ความต้องการในและต่างประเทศ การบริหารผลผลิตช่วงออกสู่ตลาด คุณภาพ มาตรฐาน รวมถึงโอกาสแปรรูปและกระจายตลาด เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและความสามารถในการแข่งขัน
เกษตรกร-โรงงาน-ส่งออกต้องใช้ข้อมูลเดียวกัน
สำหรับเกษตรกร สนค.เสนอให้นำข้อมูลสภาพอากาศและน้ำต้นทุนมาใช้กำหนดช่วงเพาะปลูกและบริหารผลผลิต เพื่อลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว
ผู้ประกอบการ โรงสี ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมแปรรูป ควรวางแผนจัดหาวัตถุดิบ บริหารสต๊อก และกระจายแหล่งซื้อให้สัมพันธ์กับปฏิทินผลผลิต
ขณะที่ผู้ส่งออกควรติดตามทั้งแนวโน้มผลผลิตของประเทศคู่แข่งและความต้องการของตลาดปลายทาง เพื่อบริหารคำสั่งซื้อและการส่งมอบได้เหมาะสม
ส่วนประชาชน สนค.ระบุว่าสามารถติดตามข้อมูลราคาสินค้าจำเป็นจากกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อเปรียบเทียบราคาและวางแผนค่าใช้จ่าย โดยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนสินค้า
นายนันทพงษ์กล่าวว่า บทเรียนจากเอลนีโญ 3 รอบชี้ว่า สินค้าเกษตรแต่ละชนิดมีปัจจัยและจังหวะการเปลี่ยนแปลงของราคาแตกต่างกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การคาดว่าราคาสินค้าทุกชนิดจะขึ้นหรือลงพร้อมกัน แต่ต้องใช้ข้อมูลให้ “ถูกสินค้า ถูกพื้นที่ และถูกเวลา” เพื่อช่วยให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนสามารถวางแผนได้แม่นยำขึ้น
