‘ธนาคารโลก’ ปรับขึ้น GDP ไทย ปี 2026 ที่ 2.0 % บูมส่งออกเทคขั้นสูง AI-หวั่นเอลนีโญฉุด
ธนาคารโลก (World Bank) ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2026 จากการคาดการณ์ในเดือนเม.ย. หรือจากเมื่อ 6 เดือนก่อนขึ้น 0.7 % เป็น 2.0 % ในรายงานการอัพเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในหัวข้อ “Riding the AI Wave” เผยแพร่เมื่อ 6 ตุลาคม 2026
แรงหนุนจากการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนในศูนย์ข้อมูลยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตน้ำมัน จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.0 % ในปีนี้
ประเทศที่มีส่วนร่วมอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานโลกสำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่างถูกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตด้านการส่งออกในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสูงกว่า 70% ในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม
แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคหรือภาพรวมดูดี แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตนั้นส่งไปไม่ถึงหรือไม่ช่วยให้ชีวิตของประชาชนระดับครัวเรือนดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้สูง และการว่างงานแฝง ทำให้รายได้ที่แท้จริงลดลง และพื้นที่ทางการคลังที่แคบลงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองทางสังคมที่ตรงเป้าหมาย การระดมรายได้ และการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
เวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 2.3 % ในปี 2027 และ 2.4 % ในปี 2028 เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลายลง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่จะเข้ามาช่วยชดเชยการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 1.0 ในปีหน้า เมื่อผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าในประเทศเริ่มลดลง
ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย 2026-2027
ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เหลืออีกสามเดือนของปี 2026 และปี 2027 ค่อนข้างเอนเอียงไปในทางลบมากขึ้น หรือมีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบมากยิ่งขึ้น (Downside Risk) ได้แก่ 1) ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หรือความตึงเครียดทางการค้าทั่วโลก รวมถึงภาษีนำเข้าของสหรัฐที่สูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการค้า ทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ซบเซาอยู่แล้วยิ่งแย่ลง ทั้งนี้ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกหลัก ซึ่งมีศักยภาพที่จะเพิ่มผลผลิตและการเติบโตในระยะยาว
และ 2) ความเสี่ยงต่อความยากจนได้กระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งคิดเป็น 45.5 % ของคนยากจนทั้งประเทศ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) รุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ และต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มนี้ โดยคาดการณ์ความเสียหายทางการเกษตรสูงสุดถึง 62,000 ล้านบาท และรายได้จากการทำฟาร์มลดลงประมาณ 8% เกษตรกรรายย่อยที่อาศัยน้ำฝนและอยู่นอกระบบชลประทานจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่หนี้ครัวเรือนที่สูงถึงเกือบ 87 % ของ GDP ทำให้มีกันชนจำกัดในการรองรับผลกระทบจากรายได้ทางการเกษตรที่ลดลง
เอลนีโญเสี่ยงฉุดจีดีพีต่ำกว่าคาด
ฟรานซิสกา โอห์นซอร์เก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลกชี้ถึง ปรากฏการณ์เอลนีโญ เป็นหนึ่งในสามปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเติบโตในระดับภูมิภาคนอกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ชะลอลง ราคาพลังงานที่สูงต่อเนื่อง ซึ่งปรากฏการณ์เอลนีโญอาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
“แม้เราจะคาดการณ์อยู่แล้วว่าผลผลิตทางการเกษตรจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ แต่เราอาจประเมินความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ต่ำเกินไป” ฟรานซิสกา โอห์นซอร์เกกล่าว
ทั้งนี้ มีรูปแบบหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในอดีต คือปริมาณผลผลิตพืชผลทางการเกษตรจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างรุนแรง ผลกระทบไม่ได้ส่งผลให้การเติบโตของ GDP ลดลงเสมอไป เนื่องจากมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อการเติบโตของ GDP แต่ปัจจัยหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอในเหตุการณ์ที่ผ่านมาคือ ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง ดังนั้น สถานการณ์นี้อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก โดยอาจเห็นตัวเลข GDP ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ในบางประเทศที่ต้องพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 4 สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรมีความคล้ายคลึงกับช่วงเอลนีโญรุนแรงในปี 2016 รวมถึงกระทบต่อการประมงในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านลบที่อาจกดดันเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในกรอบพื้นฐาน
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลก ตอบคำถามผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจ ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในไตรมาสที่ 4 ว่า เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง เพราะหากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เอลนีโญครั้งล่าสุดที่รุนแรงมากในปี 2016 ก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน คือมีน้ำท่วมเป็นวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ผลผลิตทางการเกษตรก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน
“เราต้องการสื่อว่า ความเสียหายอาจมีมูลค่าสูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ในกรณีฐาน (base case) หากปรากฏการณ์เอลนีโญนำมาซึ่งสภาพอากาศที่เลวร้ายและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ” โอห์นซอร์เกกล่าว