เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘น้ำเงิน’ มัดตราสังฝ่ายค้าน กกต.เปิดเกม ชิงเขตอำนาจตุลาการ
Politics ‘น้ำเงิน’ มัดตราสังฝ่ายค้าน กกต.เปิดเกม ชิงเขตอำนาจตุลาการ
สัมมนาใหญ่ ‘ประชาชาติ’ ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ EP 2 ‘โลกป่วน-AI กำหนดเกม’
ข่าวหน้า 1 สัมมนาใหญ่ ‘ประชาชาติ’ ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ EP 2 ‘โลกป่วน-AI กำหนดเกม’
มาม่าปรับกลยุทธ์ตามผู้บริโภค แนะรัฐเร่งรับมือซูเปอร์เอลนีโญ
ข่าวหน้า 1 มาม่าปรับกลยุทธ์ตามผู้บริโภค แนะรัฐเร่งรับมือซูเปอร์เอลนีโญ
LUXEED เปิดแบรนด์-รถไตรมาสแรกปี ’70 หลังผนึกพาร์ทเนอร์ผุด 12 โชว์รูมเฟสแรก
Automotive LUXEED เปิดแบรนด์-รถไตรมาสแรกปี ’70 หลังผนึกพาร์ทเนอร์ผุด 12 โชว์รูมเฟสแรก
บีบจีนตั้งโรงงานผลิต EV ในไทย กฎเหล็กชิ้นส่วนในประเทศ 40%
ข่าวหน้า 1 บีบจีนตั้งโรงงานผลิต EV ในไทย กฎเหล็กชิ้นส่วนในประเทศ 40%
อุตสาหกรรมนมแดนมังกรปรับแผน หันล็อกเป้าผู้ใหญ่ รับมือเด็กเกิดน้อย
Business อุตสาหกรรมนมแดนมังกรปรับแผน หันล็อกเป้าผู้ใหญ่ รับมือเด็กเกิดน้อย
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.07% อยู่ที่ 75,844 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.07% อยู่ที่ 75,844 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (7 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (7 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เอกชนมึนความเสี่ยงท่วมโลก ผวา AI เปลี่ยนทิศ-ฉุดส่งออก
ข่าวหน้า 1 เอกชนมึนความเสี่ยงท่วมโลก ผวา AI เปลี่ยนทิศ-ฉุดส่งออก
ถ้าพรุ่งนี้ธุรกิจต้องสะดุด เราพร้อมแค่ไหน
Finance ถ้าพรุ่งนี้ธุรกิจต้องสะดุด เราพร้อมแค่ไหน
ดูทั้งหมด

‘น้ำเงิน’ มัดตราสังฝ่ายค้าน กกต.เปิดเกม ชิงเขตอำนาจตุลาการ

07 พ.ย. 2569 | 09:05น.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

อาจกล่าวได้ว่า นาทีนี้ระบอบสีนํ้าเงินกำลังเดินหมากเกมอันแหลมคม เหยียบทุกมุม ทุกเหลี่ยมการเมือง คุมแทบจะทั้งกระดาน  

หนึ่ง ฝ่ายบริหาร มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี คุมกลไกบริหารราชการแผ่นดิน

สอง ฝ่ายนิติบัญญัติ คุมเสียงข้างมากในสภา 292 เสียง ยังไม่นับพรรคกล้าธรรม ที่เป็นพรรคอะไหล่อีก 58 เสียง

สาม ส่งบุคคลในเครือข่ายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกองค์กรอิสระสำคัญ  

ทั้งสามขาถักทอ-ร้อยเรียงมาเป็นเครือข่ายสีน้ำเงิน ที่สยายปีกอยู่ในเวลานี้  

กกต.เปิดศึกแดนอำนาจ ศาลฎีกา  

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสีน้ำเงินที่ดูเหมือนกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร แต่ก็ยังไม่ครบทั้งกระดาน เหลือฝ่ายตุลาการ ที่ยังเป็น “เสาหลัก”  

สะท้อนจากกรณีล่าสุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคำร้อง 3 คดีที่ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือก สว. รวมทั้งทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. 

ซึ่งต้นตอของเรื่องเกิดจากกลุ่มผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร 5 ราย และขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.  

ทั้งที่ กกต.เคยสั่ง “ยกคำร้อง” กรณีคุณสมบัติของผู้สมัคร สว. 5 รายไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ศาลฎีกากลับรับคำร้องทั้ง 3 คดีไว้พิจารณา

ดังนั้น กกต.จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 ประเด็น

1.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในกรณีที่ผู้อํานวยการเลือกระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคําสั่งให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม คําสั่งรับสมัครผู้สมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว “มีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก” เว้นแต่กรณีที่ผู้สมัครซึ่งถูกลบชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครก่อนการดําเนินการเลือก ในระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคําร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาภายในสามวัน  

2.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในกรณีที่ กกต.ได้มีคําวินิจฉัย กรณีลบชื่อผู้สมัคร หรือไม่รับสมัครผู้ใด ให้คําวินิจฉัยของ กกต.ดังกล่าว “เป็นที่สุด” ไม่อาจมีการตรวจสอบหรือทบทวนคําวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ 

ซึ่งเบื้องหลังของมติดังกล่าวนั้น ในการพิจารณา กกต.เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ประธาน กกต.ได้นำร่างคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเข้าที่ประชุม กกต. เพื่อให้ที่ประชุม กกต. พิจารณาว่าจะยื่นคำร้องคัดค้านอำนาจของศาลฎีกาหรือไม่  

จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 โดยเสียงข้างน้อย เป็น 2 กกต.หน้าเดิมที่เคยวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. 77 คน

ปิดทาง กระทบบิ๊กสีน้ำเงิน?  

การที่ กกต.มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้พิจารณา อำนาจศาลฎีกา หากดูเพียงแต่ภายนอกคล้ายกับเป็นการโต้แย้งอำนาจศาลฎีกา ที่รับพิจารณาคดีคุณสมบัติ 5 ผู้สมัคร สว. รวมถึงโต้แย้งอำนาจการรับคำร้องที่ขอให้ศาลทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. เท่านั้น 

แต่อีกด้านหนึ่ง คดีคุณสมบัติของ 5 ผู้สมัครดังกล่าวสามารถเลื้อยไปถึงคดีที่ใหญ่กว่า คือ คดีฮั้ว สว.ที่ กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ส่งผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย ซึ่งมี สว.ชุดปัจจุบัน 26 รายไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก่อนหน้านี้

หาก กกต.ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ “ดักทาง” ศาลฎีกาไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อศาลฎีกาใช้อำนาจในการเปิดการไต่สวน ก็เท่ากับ “ทบทวน”คำวินิจฉัยของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. อาจส่งผลทำให้ผู้กระทำความผิดในคดีนี้ไม่จำกัดแค่ผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย  

เพราะหากมีการไต่สวนเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ก็อาจกระทบไปถึงกลุ่มผู้ถูกร้องที่ใหญ่กว่า คือ 21 กรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ภูมิใจไทย-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค

พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง หัวหอกในการต่อสู้คดีฮั้ว สว.ในการยื่นศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต. คดีฮั้ว สว. วิเคราะห์เจตนาของ กกต.ว่า เหมือนกินปูนร้อนท้อง เพราะถ้าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาไต่สวนคดีฮั้ว สว. อาจจะพบว่ามีผู้กระทำความผิด มากกว่า 77 คน ที่ กกต.ส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ดังนั้น กกต.เหมือนรู้ตัวเองพลาดไปแล้วก็กลัวว่าเป็นเรื่องจึงหาทางป้องกันไว้ก่อน โดยตีกรอบให้ศาลพิจารณาแค่ 77 คน  

ยึดอำนาจตรวจสอบฝ่ายค้าน  

นอกจากกรณีที่ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาอำนาจศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง อีกด้านหนึ่งของเสาอำนาจหลัก คือฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อกลไกการตรวจสอบรัฐบาล คือ คณะกรรมาธิการสามัญของสภากำลังถูกริบอำนาจ ภายหลังที่ฝ่ายค้านใช้คณะกรรมาธิการ ในการขุดคุ้ยความผิดปกติของบุคคลในซีกรัฐบาล 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร “โสภณ ซารัมย์” จึงออกแนวทางการปฏิบัติงานของกรรมาธิการ มาบังคับกับคณะกรรมาธิการ 35 คณะ จนฝ่ายค้านต้องออกมาแถลงข่าวครั้งใหญ่ ว่าเป็นการ “สกัดกั้นและคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน” 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อ่านสถานการณ์ที่เครือข่ายสีน้ำเงินกำลังล้ำแดนอำนาจทั้งฝ่ายนิติบัญญติ และฝ่ายตุลาการ จะส่งผลอย่างไรกับการเมืองไทยว่า การกระทำดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในการตรวจสอบไม่ได้อย่างเต็มที่  

นอกจากในสภา กระบวนการยุติธรรม ศาลยุติธรรม หรือศาลฎีกา แทนที่เราจะตามหาคนผิดที่อาจจะอยู่ในกระบวนการฮั้ว สว. ซึ่ง กกต. ไม่ได้ส่งยังศาลฎีกาไป แต่กลับมีข้อกังวลว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาตามที่ กกต.ส่งคำร้องไป ก็จะเป็นการแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรมด้วย 

ผู้นำฝ่ายค้านมองว่า ปัญหามาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือต้นตอปัญหา เปิดช่องให้กลุ่มการเมืองสามารถเลือกคนเข้าไปเป็น สว. ทำให้เขาสามารถควบคุมองค์กรอิสระได้ 

เมื่อเขาควบคุมองค์กรอิสระได้ ก็มีช่องให้องค์กรอิสระใช้อำนาจ อย่างเช่นยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอำนาจของศาลฎีกา  

ซึ่งอาจเป็นการแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกต. ฝ่ายค้าน