อุตสาหกรรมนมแดนมังกรปรับแผน หันล็อกเป้าผู้ใหญ่ รับมือเด็กเกิดน้อย
คอลัมน์ : Market Move
อุตสาหกรรมนมโคในจีน กำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ลดลง จนทำให้ซัพพลายนมมากเกินความต้องการบริโภค บีบให้แบรนด์นมแต่ละรายทั้งสัญชาติจีนและต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดต้องดิ้นปรับตัวเพื่อหาทางอยู่รอด
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่า “เมจิ โฮลดิ้ง” (Meiji Holdings) ของญี่ปุ่นเตรียมขายกิจการในจีนจำนวน 3 แห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายนม โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยจะโอนกิจการเหล่านี้ให้กับ “เซี่ยงไฮ้ ออสต์เอเชีย ฟู้ด” (Shanghai AustAsia Food) ในเดือนธันวาคม 2026 ที่จะถึงนี้
หลังก่อนหน้านี้ เมจิพยายามพลิกฟื้นธุรกิจในจีนด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น เปิดตัวแบรนด์ระดับพรีเมี่ยมเมื่อปี 2025 แต่ผลประกอบการยังคงประสบปัญหา โดยบริษัทบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์มูลค่า 1.94 หมื่นล้านเยน หรือประมาณ 4.13 พันล้านบาทเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา
ด้านผู้เล่นสัญญาติจีนเองก็กำลังเผชิญความท้าทายเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัท “อินเนอร์ มองโกเลีย ยิลี อินดัสทรี กรุ๊ป” (Inner Mongolia Yili Industrial Group) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งแม้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา แต่ปริมาณการขายนมสดของบริษัท “เมิ่งหนิว” (Mengniu) ผู้เล่นอันดับสองของตลาดกลับลดลง
ขณะที่สื่อจีนรายงานสถานการณ์ในอุตสาหกรรมนมว่า เมื่อปี 2025 ในบรรดา 29 บริษัทผลิตภัณฑ์นมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น 13 บริษัทรายได้และกำไรลดลง
ทั้งนี้ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การสนับสนุนของรัฐบาลจีนช่วยให้กำลังผลิตนมเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าเป็นประมาณ 40 ล้านตัน/ปี แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดภาวะนมล้นตลาดส่งผลให้ราคาน้ำนมดิบลดลงเกือบ 40% จากเมื่อ 5 ปีก่อน
“เกา เฟย ซีอีโอของเมิ่งหนิว” กล่าวว่า ตอนนี้อุตสาหกรรมนมในจีนเน้นการแข่งขันด้านราคามากเกินไป ขณะที่ละเลยการขยายดีมานด์ ดังนั้นต้องคิดถึงวิธีการทำให้เค้กก้อนใหญ่ขึ้น ไม่ใช่แค่คิดถึงวิธีการแบ่งเค้กเท่านั้น
หนึ่งในสาเหตุของภาวะนมล้นตลาดมาจากจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับเด็กเกิดใหม่ ซึ่งตามข้อมูลของรัฐบาลจีน ระบุว่า เมื่อปี 2025 มีทารกเกิดใหม่เพียงไม่ถึง 8 ล้านคน
โดยเมื่อเดือนเมษายน 2025 บริษัทยิลีเริ่มโครงการช่วยเหลือครอบครัวที่กำลังจะมีลูกด้วยการสนับสนุนเงินครัวเรือนละ 1,600 หยวน เพื่อกระตุ้นความต้องการนม
นอกจากเด็กเกิดใหม่แล้ว ทั้ง 2 หลายรายเริ่มหันไปมองกลุ่มสูงวัยในฐานะฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ ตัวอย่างเช่น ยิลี พัฒนานมผงยี่ห้อ “ซินหัว” (Xinhuo) ด้วยความร่วมมือกับบริษัทยา “ปักกิ่ง ถงเหรินถัง” (Beijing Tong Ren Tang Chinese Medicine) มีสารอาหาร 19 ชนิด รวมถึงธาตุเหล็ก พร้อมจุดขายด้านรักษามวลกล้ามเนื้อ และลดความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมประจำวัน
ส่วนเมิ่งหนิวมีแบรนด์ “โยรุย” (Yourui) ที่เชิญศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมาพูดคุยเกี่ยวกับผลการทดลองทางคลินิกในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และใส่ลิงก์ไปยังเอกสารทางวิชาการต่างประเทศในเว็บไซต์ผลิตภัณฑ์ด้วย
การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์นี้ช่วยสนับสนุนการเติบโตของยิลี และเมิ่งหนิว เห็นได้จากรายได้ของทั้งสองเพิ่มขึ้นในครึ่งแรกของปี 2026 นี้ที่ 4% และ 8% ตามลำดับ
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจีนจะพยายามส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมมานานกว่าสองทศวรรษ แต่การบริโภคต่อหัวโดยเฉลี่ยของชาวจีนยังอยู่ที่ประมาณ 40 กิโลกรัมต่อปี กระทรวงเกษตรกล่าวเมื่อฤดูร้อนปี 2025 ว่าตัวเลขนี้ต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำไว้ที่ 110 ถึง 183 กิโลกรัม และน้อยกว่การบริโภคในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ 80 ถึง 90 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม รายงานแนวโน้มการเกษตรของรัฐบาลจีนคาดการณ์ว่า การบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมจะเติบโตขึ้น 37% ระหว่างปี 2024-2034 ในขณะที่การบริโภคเนื้อหมูและเนื้อวัวจะลดลง 5% และ 2% ตามลำดับ
“โยชิฮารุ ชิมิซึอิเกะ” รองศาสตราจารย์ด้านนโยบายการเกษตร มหาวิทยาลัยฮอกไกโด กล่าวว่า การที่รัฐบาลจีนอาจตั้งเป้าหมายไว้สูงระดับนี้ น่าจะเพราะคำนึงถึงระดับการบริโภคในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ด้าน “นาโอทากะ โซโนดะ” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก PwC Consulting กล่าวว่า ในความเป็นจริงนั้น ยากที่จะเห็นการบริโภคนมเพิ่มขึ้นตราบใดที่ความต้องการผลิตภัณฑ์นมอื่น ๆ นอกเหนือจากนมสด เช่น ชีสและโยเกิร์ต ยังไม่เติบโต
ความเคลื่อนไหวนี้ สะท้อนถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมนม และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งในเวลาไม่นาน ทุกประเทศน่าจะต้องเผชิญเช่นกัน หลังสถานการณ์ประชากรหดตัวยังคงลุกลามไปในหลายประเทศ