The Rise of Solo Traveler โอกาสของไทยในยุค ‘ลุยเดี่ยว เที่ยวคนเดียว’
คอลัมน์ : มองข้ามชอต
ผู้เขียน : โชติกา ชุ่มมี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
กระแส Solo travel หรือการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีนิยามของตลาด Solo travel ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล แต่หลายสำนักวิจัยประเมินว่า ตลาดนี้มีมูลค่าราว 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่สูงกว่าตลาดท่องเที่ยวโดยรวมในช่วงหลายปีข้างหน้า
สะท้อนว่า Solo travel ไม่ได้เป็นเพียงกระแสการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ทั้งแนวโน้มการแต่งงานที่ช้าลง จำนวนคนโสด และครัวเรือนเดี่ยวที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งเอื้อให้ผู้คนสามารถผสานการทำงานเข้ากับการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ
ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงด้านค่านิยมและไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับอิสระ ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และการแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมาย ได้ผลักดันให้การเดินทางคนเดียวกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตที่สะท้อนตัวตน ความมั่นใจ และความเป็นอิสระของคนรุ่นใหม่ ทั้งยังเป็นโอกาสในการใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อเรียนรู้และค้นหาตัวตนมากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญที่เร่งการเติบโตของตลาด Solo travel คือความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ซึ่งช่วยลดอุปสรรคและความยุ่งยากในการวางแผนการเดินทางลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟน ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่ช่วยเปรียบเทียบราคาและรีวิว ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกันการเข้ามามีบทบาทของ AI ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้สะดวกและเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยสามารถช่วยค้นหาข้อมูล วางแผน และออกแบบการเดินทางให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความสนใจของแต่ละบุคคลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่งผลให้การเดินทางคนเดียวไม่เพียงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
กลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว (Solo female travelers) กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่เติบโตโดดเด่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก โดยปริมาณการค้นหาคำว่า “Solo female travel” ทั่วโลกบน Google Trends เพิ่มขึ้นถึงกว่า 5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด-19 สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ผลสำรวจหลายสำนักยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวหญิงคิดเป็นสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวทั้งหมด โดยได้รับแรงหนุนจากอิสรภาพทางการเงินที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มการแต่งงานที่ช้าลง จำนวนผู้หญิงโสดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่านิยมที่มองว่าการเดินทางท่องเที่ยวเป็นมากกว่าการพักผ่อน แต่ยังเป็นโอกาสในการค้นหาตัวตน เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ และพัฒนาศักยภาพของตนเอง ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเติบโตของตลาด Solo travel ในระยะข้างหน้า
การเติบโตของ Solo female traveler กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวปรับตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของนักท่องเที่ยวผู้หญิงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Women-only tours, Female-only dormitories และ Women-friendly accommodations ที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความคาดหวังของนักเดินทางกลุ่มนี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุดคือ “ความปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเดินทางคนเดียวสำหรับผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยปลดล็อกความกังวลด้านความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ระบบนำทางและระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ (GPS), แอปพลิเคชั่นเรียกรถ (Ride-hailing app), ฟังก์ชั่นแชร์ตำแหน่งการเดินทาง ไปจนถึง Online communities สำหรับกลุ่มนักเดินทางผู้หญิงที่ช่วยแลกเปลี่ยนข้อมูลและแชร์ประสบการณ์การเดินทาง เครื่องมือเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกเดินทาง ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากกล้าก้าวออกจาก Comfort Zone และเลือกออกเดินทางเพียงลำพังมากขึ้น
อีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือ กลุ่ม Digital Nomad ซึ่งผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักพำนักในแต่ละจุดหมายปลายทางเป็นเวลานานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป และมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงที่พักหรือแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำงาน ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พื้นที่ Co-working space ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการประชุมออนไลน์ และการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล
แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านที่พักยกระดับธุรกิจสู่การเป็น “Nomad-friendly accommodation” โดยการออกแบบพื้นที่และบริการให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการทำงานในระยะยาว อาทิ ระบบอินเทอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ โต๊ะทำงานและเก้าอี้ที่เหมาะกับการนั่งทำงานเป็นเวลานาน รวมถึงความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย
ขณะเดียวกันการพัฒนาแพ็กเกจสำหรับการพำนักระยะยาว เช่น Long-stay rates ห้องครัวส่วนกลาง พื้นที่พบปะแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าพัก หรือบริการเครื่องดื่มและสิ่งอำนวยความสะดวกตลอดวัน จะยิ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจและสร้างความแตกต่างจากที่พักทั่วไปได้มากขึ้น
ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo traveler เพราะมีค่าครองชีพไม่สูงในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ (Value for money) การบริหารจัดการด้านระบบการท่องเที่ยวมีประสิทธิภาพ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งคมนาคม และมีความปลอดภัยสูง
โดยล่าสุดประเทศไทยเพิ่งได้รับการจัดอันดับจากสื่อด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ของโลกอย่าง The Points Guy ให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวอย่างปลอดภัยประจำปี 2026 ทั้งยังติดอันดับ 8 ของโลกด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวจากรายงานของ New York Post อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น สถิติจาก Agoda ยังระบุว่า กรุงเทพฯ คว้ารางวัลอันดับ 2 ของเมืองยอดนิยมสำหรับ Solo traveler ในทวีปเอเชียอีกด้วย รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีความพร้อมของระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี
SCB EIC มองว่าการเติบโตของกลุ่ม Solo traveler กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนไปสู่การเดินทางที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิต การทำงาน และการแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น สำหรับประเทศไทย การตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการดึงดูดนักท่อเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง พำนักนานขึ้น และมีแนวโน้มกลับมาเยือนซ้ำ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากการเติบโตเชิงปริมาณ ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพได้อย่างยั่งยืนในอนาคต