นำเข้ากันยายนพุ่ง 50.4% สูงสุดในรอบ 63 เดือน
สนค.เผยนำเข้าเดือนกันยายน 44,295 ล้านดอลล์ พุ่ง 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ขาดดุลการค้าเดือนเดียว 5,856 ล้านดอลล์ ขณะที่ 9 เดือนแรกขาดดุลสะสม 43,693 ล้านดอลล์ หรือ 1.54 ล้านล้านบาท ส่วนส่งออก ก.ย. ยังทะยานต่อ บวก 24% ปรับเป้าส่งออกปีนี้โต 15-16% แต่ปีหน้าลดฮวบเหลือ 2-4%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยตัวเลขส่งออกนำเข้าในเดือนกันยายน 2569 ว่า การนำเข้ามีมูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 50.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การส่งออกมีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.0% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 การนำเข้ามีมูลค่า 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 37.8% ขณะที่การส่งออกมีมูลค่า 304,588.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 19.6% ส่งผลให้ขาดดุลการค้าสะสม 43,693.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท
“แม้การนำเข้าเดือนกันยายนจะขยายตัวสูงถึง 50.4% และไทยยังมีตัวเลขขาดดุลการค้า แต่ไม่ต้องการให้พิจารณาเฉพาะตัวเลขดังกล่าวเพียงอย่างเดียว เนื่องจากจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างการนำเข้าและความเชื่อมโยงกับการส่งออกประกอบกันด้วย โดยโครงสร้างสินค้านำเข้าสำคัญของไทยประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ วัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และสินค้าเชื้อเพลิง ซึ่งวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนบางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตและการส่งออกของไทย”
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการส่งออกจะพบว่า สินค้าอุตสาหกรรมยังมีบทบาทสำคัญ โดยมีสัดส่วนประมาณ 86% ของการส่งออกไทย และเดือนกันยายนสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 25.4% มีมูลค่า 33,041.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การนำเข้าสินค้าบางกลุ่มจึงมีความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานของภาคการผลิตที่รองรับการส่งออก ขณะที่สินค้าเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น
นายนันทพงษ์กล่าวว่า หากพิจารณาสินค้าบางกลุ่มที่ประเทศไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว จะพบว่ายังมีการเกินดุลการค้า โดยสินค้าอุปโภคบริโภคเกินดุล 3,095.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่งเกินดุล 2,504.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับแนวโน้มการนำเข้าในช่วงที่เหลือของปี หากวัฏจักรการเติบโตของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังดำเนินต่อไป
การนำเข้าก็มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการผลิต ปัจจุบันสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ซึ่งส่งผลให้การส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกันยายนขยายตัว 66.3% ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัว 39.8%
ด้านการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 59.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 30 มีมูลค่า 5,953 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และฮ่องกง ขณะที่เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 117.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 มีมูลค่า 2,770.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแผงวงจรไฟฟ้าขยายตัว 45.9% มีมูลค่า 1,328.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฃ
ทั้งนี้ การขยายตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สอดคล้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI ซึ่งประเทศอื่นที่มีลักษณะการผลิตใกล้เคียงกับประเทศไทย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และเวียดนาม ต่างได้รับประโยชน์จากการขยายตัวในกลุ่มสินค้าดังกล่าวเช่นกัน
สำหรับสถานการณ์การค้ารายประเทศ สนค.ระบุว่า เดือนกันยายน 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 10,667.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วง 9 เดือนแรกขาดดุลสะสม 74,458.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกันไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 7,181.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วง 9 เดือนแรกเกินดุลสะสม 52,485.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายนันทพงษ์กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ และค่าเงินบาท โดยผลกระทบจากราคาน้ำมันสามารถพิจารณาได้หลายด้าน ด้านแรกคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ และอาจเกี่ยวข้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ซึ่งหากเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากประเทศไทยและทำให้เงินบาทอ่อนค่าก็อาจเป็นผลดีต่อการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตสูงก็จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังส่งผลให้ค่าครองชีพของผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และอาจกดดันความต้องการนำเข้าสินค้าในตลาดโลก
ทั้งนี้ สนค.ปรับประมาณการส่งออกทั้งปี 2569 มาอยู่ที่ 15-16% และประเมินว่ายังมีโอกาสขยายตัวได้ถึง 19% หากปัจจัยสนับสนุนยังอยู่ในระดับสูง ส่วนแนวโน้มปี 2570 ประเมินการส่งออกขยายตัว 2-4% เนื่องจากฐานการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้น โดยยังต้องติดตามสถานการณ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอีกครั้ง