Krungthai COMPASS ชี้ MPI ปรับใหม่ดันจีดีพีไทยปี’69 เพิ่มเป็น 2.6%
Krungthai COMPASS ประเมินการปรับปรุงดัชนี MPI ใหม่ แรงหนุนกลุ่มคอมพิวเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 97.4% สะท้อนภาพ K-Shape ภาคผลิตชัดเจน อุตสาหกรรมอื่นกว่า 90% ยังทรงตัวถึงหดตัว แนะต้องเพิ่ม Local Content และกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทย
รายงานข่าวจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ปรับปรุงดัชนี MPI เบื้องต้นในเดือน ก.ย. 2569 เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมการผลิตใหม่และสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น
โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รายการ ได้แก่ เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล (Optical Transceiver) และเครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล (UPS) รวมถึงเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานอีก 28 แห่ง ครอบคลุมข้อมูล 50 ชุด ในกลุ่มวงจรรวม (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปรับปรุงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2567 แต่การปรับปรุงครั้งนี้ยังคงใช้ปีฐาน 2564 และระบบน้ำหนักคงที่ (Fixed Weight) ตามเดิม
ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า การปรับปรุง MPI อาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นราว 0.3 จุด จากประมาณการเดิมที่ 2.3% เป็น 2.6% เนื่องจากข้อมูลสินค้าและโรงงานที่ครอบคลุมมากขึ้น
ทำให้ตัวเลขภาคการผลิตสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น แต่ผลต่อ GDP อาจไม่เท่ากับการปรับขึ้นของ MPI เนื่องจาก GDP วัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศ (Domestic Value Added) ขณะที่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ (Import Content) ในสัดส่วนสูง ทำให้การผลิตที่เพิ่มขึ้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้จำกัด
นอกจากนี้ การปรับปรุง MPI ยังทำให้เห็นภาพ K-shape ของภาคการผลิตชัดเจนขึ้น โดยการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ส่งผลให้ภาคการผลิตมีความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มมากขึ้น และการส่งออกที่เติบโตสูงยังไม่กระจายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของดัชนี MPI กว่า 97.4% มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 9.8% ของดัชนีรวม โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 อุตสาหกรรมดังกล่าวมีส่วนทำให้ MPI เพิ่มขึ้น 3.94 จุด จากการปรับเพิ่มขึ้นทั้งหมดราว 4.0 จุด
นอกจากนี้การปรับปรุง MPI ยังช่วยลดช่องว่างระหว่างการเติบโตของการส่งออกกับภาคการผลิตลงบางส่วน โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกขยายตัว 14.9% ขณะที่ MPI ใหม่ขยายตัว 3.9% จากเดิมที่หดตัว 0.1% โดยMPI ที่ปรับปรุงแล้วสะท้อนภาพ K-shape ของภาคการผลิตได้ชัดเจนกว่าเดิม
โดยกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีน้ำหนักราว 10% ของ MPI ขยายตัวกว่า 140% จากเดือน ม.ค. 2567 เทียบกับดัชนีก่อนปรับปรุงที่ขยายตัวราว 14% ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นซึ่งมีน้ำหนักกว่า 90% ของ MPI ยังทรงตัวถึงหดตัวเล็กน้อย โดยดัชนียังอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แม้การปรับปรุง MPI จะช่วยให้ข้อมูลสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมมากขึ้น แต่ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของภาคการผลิตระหว่างสองกลุ่ม
ทั้งนี้ การปรับขึ้นของ MPI ครั้งนี้อาจนำไปสู่การทบทวนตัวเลข GDP เนื่องจาก MPI เป็นหนึ่งในเครื่องชี้ที่ใช้ประเมิน GDP สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนราว 25% ของ GDP ไทย
อีกทั้งการปรับขึ้นของ MPI อาจไม่ส่งผลต่อ GDP ในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจาก GDP สะท้อนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศ (Domestic Value Added) ขณะที่การผลิตสินค้าในบางอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบนำเข้า (Import Content) ในสัดส่วนสูง ทำให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้จำกัด
ส่งออกโต แต่ยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุง MPI จะช่วยลดช่องว่างระหว่างการส่งออกกับภาคการผลิต แต่ความแตกต่างยังคงอยู่ในหลายอุตสาหกรรม โดยข้อมูลช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า 13 จาก 14 กลุ่มอุตสาหกรรมที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งมีน้ำหนักรวม 95.7% ของดัชนี MPI มีการส่งออกขยายตัวสูงกว่าดัชนี MPI กลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการปรับเพิ่ม MPI มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ (Import Content) สูงที่สุดถึง 59.8%
ขณะที่อุตสาหกรรมอื่น แม้จะมีการปรับปรุงข้อมูลแล้ว แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง โดยหลายอุตสาหกรรมมี Import Content ราว 40-50% ของมูลค่าส่งออก ทำให้การส่งออกที่เติบโตสร้างมูลค่าเพิ่มและผลผลิตภายในประเทศได้จำกัด
ทั้งนี้สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้การเติบโตของการส่งออกสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
อุตสาหกรรมที่หนุน MPI สร้างสัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานต่ำ
ขณะที่การเติบโตของ MPI ที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานต่อมูลค่าส่งออกเพียง 10.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 16% สะท้อนว่าการผลิตและส่งออกที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผ่านไปยังรายได้แรงงานได้จำกัด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานสูงกว่า
นอกจากนี้ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ว่า ความต้องการแรงงานต่อมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนลดลงจาก 0.56 คนต่อเงินลงทุน 1 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 0.29 คนในปี 2568 และ 0.21 คนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนว่าการลงทุนในระยะหลังใช้แรงงานต่อหน่วยเงินลงทุนน้อยลง
สำหรับธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทต่างชาติ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตในลักษณะ K-shape ขาขึ้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากจีน สหรัฐและสิงคโปร์ สอดคล้องกับงานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า ผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI-related) ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจต่างชาติและมีการกระจุกตัวสูง โดยผู้ส่งออกเพียง 1% ครองส่วนแบ่งถึง 82% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด