‘ปิยบุตร’ ชี้ไทยผ่านจุดต้องเปลี่ยน จี้พรรค ‘กองหน้า’ ปลุกความเชื่อก่อนสังคมจำนน
เลขาธิการคณะก้าวหน้าวิเคราะห์การเมืองไทย ฉายภาพสังคมสุกงอมความต้องการเปลี่ยนขนานใหญ่หลังผ่านสองรัฐประหาร แต่ความเชื่อมั่นยังไม่เกิด เสี่ยงทำประชาชนสิ้นหวัง-ยอมจำนนต่ออำนาจเดิม โยนคำถามถึงพรรคการเมือง “กองหน้า” ทำหน้าที่ปลุกความหวังแล้วหรือยัง
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ขนานใหญ่ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จำต้องมีเงื่อนไขทางอัตวิสัย 2 ข้อ เกิดขึ้นเสียก่อน
กล่าวคือ ภายในจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม เห็นพ้องต้องกันว่า
1. จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้
2. เชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
พรรคการเมืองที่ประกาศตนว่า กำเนิดขึ้นมาเพื่อภารกิจเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ต้องเป็น “กองหน้า” ในการเร่งเร้า ปลุกความคิดจิตใจของผู้คน เพื่อให้สองเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วน
ณ เวลานี้ ในประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา น่าจะเกิดเงื่อนไขข้อแรกแล้ว
นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 + รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สภาพสังคมไืทย ดำเนินมาจนถึงขนาดที่ว่า คนจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การศึกษาใด อาชีพใด ภูมิลำเนาใด สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจใด ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง
เมื่อเห็นตรงกันเสมือนเป็นฉันทามติว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่ไฉนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จึงยังไม่เกิดขึ้น
ปัญหาอยู่ที่ว่า เงื่อนไขข้อที่ 2 คือ มองเห็น หวัง เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ยังไม่เกิดขึ้น
สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายคนสิ้นหวัง อดทนอยู่ต่อไป ย้ายไปอาศัยที่อื่น ทำใจยอมรับสิ่งที่เป็น เอาตนเองให้รอด ทำมาหากิน หาหนทางรวยให้ได้ เพื่อให้ชีวิตสบาย
หรือบ้างเลวร้ายกว่านั้น ก็หันเหเข้าสู่ระบบ รับใช้คณะผู่ปกครองผู้มีอำนาจไปเสียเลย
หากเงื่อนไขข้อที่ 2 ยังไม่เกิด ทอดเวลายาวออกไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าไปกัดกินเงื่อนไขข้อที่ 1
นานวันเข้า จากเชื่อมั่นว่าต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ก็จะกลายเป็นเชื่อว่า เอาล่ะ ประเทศไทยก็ได้เท่านี้แหละ เท่านี้ก็เปลี่ยนมาพอได้แล้ว อยู่ต่อไป ไม่ต้องเปลี่ยน
ภารกิจของพรรค “กองหน้า” ผู้ประกาศตนว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ คือ ทำให้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่เชื่อว่า “ต้องเปลี่ยน” เชื่อต่อไปว่า “มีโอกาสเปลี่ยน” และ “โอกาสนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
ณ เวลานี้ พรรคได้ทำภารกิจนี้แล้วหรือยัง?