‘ษัษฐรัมย์’ เปิดปมกติกาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม กับอนาคตการปฏิรูป
คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: วรุฒ สุมทุมพฤกษ์
‘ษัษฐรัมย์’ ชี้ร่างเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ “ตัดพลังผู้ประกันตน” หวั่นถอยหลังสู่ระบบล็อบบี้ยิสต์ เปิดช่องดุลพินิจ-กีดกันการปฏิรูป
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนผู้ประกันตน เปิดเผยถึงกรณีร่างระเบียบการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมฉบับใหม่ว่า เป็นร่างที่มีปัญหาและมีข้อถกเถียงอย่างมาก โดยฝ่ายผู้แทนผู้ประกันตนได้ทำบันทึกชี้ข้อบกพร่องของร่างดังกล่าว ส่งให้สำนักงานประกันสังคมเพื่อขอคำชี้แจงแล้ว แต่สำนักงานยังยืนยันที่จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ก่อน ทั้งที่ยังมีประเด็นสำคัญที่ไม่ได้รับการแก้ไข
ชี้ร่างเลือกตั้งใหม่ “ลดพลังทีมผู้ประกันตน” เปิดทางระบบล็อบบี้ยิสต์กลับมา
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ระบุว่า จุดประสงค์ของร่างระเบียบนี้มีความชัดเจน คือการลดความเป็น “ทีม” ของผู้แทนผู้ประกันตน ซึ่งสวนทางกับบทเรียนในอดีตที่กระบวนการได้มาซึ่งบอร์ดเต็มไปด้วยระบบล็อบบี้ยิสต์ ต่างคนต่างมา ไม่สามารถผลักดันนโยบายหรือการตรวจสอบได้อย่างจริงจัง ส่งผลให้ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา บอร์ดมีบทบาทเพียงอนุมัติตามที่สำนักงานเสนอ
“ความแตกต่างในช่วง 2 ปีนี้คือ เราเห็นแล้วว่าการทำงานเป็นทีมสามารถผลักดันการปฏิรูปเรื่องใหญ่ และการตรวจสอบความไม่โปร่งใสได้จริง” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ร่างใหม่ได้เปลี่ยนระบบจากเดิมที่ผู้ประกันตน 1 คน มีสิทธิเลือกกรรมการได้หลายคน มาเป็นการเลือกได้เพียงคนเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายตัวของบอร์ดออกเป็นหลายทีม และย้อนกลับไปสู่โครงสร้างแบบเดิมที่เปิดทางให้ระบบล็อบบี้ยิสต์กลับมาครอบงำอีกครั้ง แม้กลุ่มที่ได้รับความนิยมในระดับประเทศก็อาจได้ที่นั่งเพียง 1 คน ไม่เพียงพอในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
เหตุผลเปลี่ยนระเบียบ สะท้อนความกลัว “ทีมที่ได้รับความนิยม”
ดร.ษัษฐรัมย์ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลในการแก้ระเบียบของกระทรวงแรงงาน สะท้อนแนวคิดที่ไม่ยอมรับผลของระบบเลือกตั้งที่เพิ่งใช้ได้เพียงปีเดียว เมื่อปรากฏว่าทีมที่มีจุดยืนชัดเจนและได้รับความนิยมสามารถชนะได้ จึงมีความพยายามออกแบบกติกาใหม่เพื่อลดพลังของทีมดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องการสร้าง “ประชาธิปไตยแบบมีแฮนดิแคป” เพื่อให้คนที่ไม่ได้รับคะแนนมากสามารถเข้ามาเป็นบอร์ดได้ ซึ่งเขามองว่าเป็นฐานความคิดที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย
เขายังเปรียบเทียบว่า ระบบลักษณะนี้เคยถูกใช้ในประเทศชิลีในยุคเผด็จการ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มที่ได้รับความนิยมกวาดที่นั่งทั้งหมด และเปิดช่องให้กลุ่มที่มีอำนาจต่อรองหรือเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์สามารถแทรกตัวเข้ามาได้
กังวลคุณสมบัติใหม่ ให้อำนาจดุลพินิจเกินขอบเขตกฎหมาย
อีกหนึ่งความกังวลสำคัญ คือการกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครในร่างใหม่ ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สำนักงานแต่งตั้งขึ้น ใช้ดุลพินิจตัดสินเรื่อง “จริยธรรม ความเป็นกลางทางการเมือง และความเหมาะสม” โดยไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน ต่างจากระเบียบเดิมที่กำหนดคุณสมบัติเป็นรูปธรรม เช่น การไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองในช่วงเวลาที่กำหนด
“การขยายความไปถึงการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือการใช้ดุลพินิจด้านจริยธรรมที่ไม่มีนิยามชัด เป็นการเปิดช่องให้คัดคนออกตามอำเภอใจ เพื่อกันทีมที่มีจุดยืนชัดเจนในการปฏิรูป” ดร.ษัษฐรัมย์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้เคยมีข้อพิพาทกับนายจ้างและศาลยกฟ้องแล้ว ก็อาจถูกตีความว่า “ไม่มีจริยธรรม” ได้
เตือนบอร์ดรักษาการยืดเยื้อ เปิดทางชะลอสิทธิผู้ประกันตน
ในประเด็นความล่าช้าของการเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ดร.ษัษฐรัมย์มองว่า เป็นแผนสำรองของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เกิดการปฏิรูป เพราะการยืดเวลาบอร์ดรักษาการออกไป จะทำให้ไม่สามารถผลักดันสิทธิประโยชน์ใหม่ ตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือขอข้อมูลเชิงลึกได้อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ประกันตน
เขาย้ำว่า แม้ร่างระเบียบยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา แต่สุดท้ายอำนาจตัดสินใจอยู่ที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมเรียกร้องให้ชะลอการลงนามอนุมัติ และปล่อยให้เป็นฉันทามติของรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเร่งออกระเบียบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
ดร.ษัษฐรัมย์ระบุว่า กระแสคัดค้านร่างระเบียบดังกล่าวสะท้อนเสียงประชาชนอย่างชัดเจน โดยการประชาพิจารณ์ครั้งนี้มีผู้แสดงความเห็นมากกว่า 200,000 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกฎหมายลำดับรองที่มีการมีส่วนร่วมสูงที่สุด และเป็นหลักฐานว่าผู้ประกันตนไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิและการให้อำนาจดุลพินิจเกินกรอบกฎหมาย
อำนาจบอร์ดจำกัด โครงสร้างราชการคือปัญหาใหญ่
สำหรับคำวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารกองทุนประกันสังคม มูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท ดร.ษัษฐรัมย์มองว่า ปัญหาเกิดทั้งจากบอร์ดในอดีตที่ไม่ยึดโยงกับผู้ประกันตน และจากโครงสร้างระบบราชการที่จำกัดอำนาจบอร์ดให้เห็นเพียงภาพรวม ไม่สามารถเจาะลงไปตรวจสอบรายสินทรัพย์ได้อย่างละเอียด
เขายกตัวอย่างว่า บอร์ดมีอำนาจอนุมัติกรอบการลงทุนและสิทธิประโยชน์ แต่ไม่มีอำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนรายรายการได้ทันที ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงจะเข้าไปตรวจสอบ
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผู้แทนผู้ประกันตนสามารถผลักดันสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก ประกันการว่างงาน และการปรับสูตรบำนาญ CARE ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 570,000 คน อย่างไรก็ตาม หลายมาตรการยังล่าช้าจากข้อจำกัดด้านระเบียบราชการ โดยเฉพาะการแก้กฎกระทรวงและพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือน
ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวว่า หากจะปฏิรูปประกันสังคมอย่างแท้จริง จำเป็นต้องนำองค์กรออกจากระบบราชการ ให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัว และยึดโยงกับผู้ประกันตนมากขึ้น โดยยกตัวอย่างโครงสร้างองค์กรอย่างไทยพีบีเอส และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่สามารถบริหารงานอย่างมืออาชีพภายใต้การกำกับของรัฐ
เขาย้ำว่า ประกันสังคมไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของชีวิตคน ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย และควรเป็นฉันทามติร่วมของทุกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้
“การเลือกตั้งคือการคืนชีวิตให้กับองค์กร ประกันสังคมก็เช่นเดียวกัน การเลือกตั้งบอร์ดคือการคืนความหวังให้ผู้ประกันตน” ดร.ษัษฐรัมย์กล่าว