‘ษัษฐรัมย์’ ดันแนวคิด “ประชาธิปไตยประกันสังคม” ปฏิรูประบบราชการ
‘ษัษฐรัมย์’ ชำแหละโครงสร้างประกันสังคม ชี้ปัญหาระบบราชการ-การลงทุนไร้ความโปร่งใส ตั้งคำถามกรณี “ตึก SKY 9” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เรียกร้องปฏิรูป-คืนอำนาจผู้ประกันตน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ The Society at Gaysorn Tower ชั้น 22 (BTS ชิดลม) ในงานเสวนา “มองอนาคตลงทุน ประกันสังคม” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนผู้ประกันตน กล่าวถึงบรรยากาศตลอด 1 ปี 11 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดว่า เป็นช่วงเวลาที่ “พวกเรามีความสุขมากที่สุด” ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็อาจหมายถึงความทุกข์ของคนบางกลุ่มเช่นเดียวกัน ความสุขดังกล่าวเกิดจากการที่ข้อมูลภายในสำนักงานประกันสังคมจำนวนมากถูกเปิดเผย และนำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวางจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา
เขากล่าวว่า จำเป็นต้องอธิบายให้สังคมเห็นภาพโครงสร้างภายในของประกันสังคม ทั้งด้านรายรับ รายจ่าย และการลงทุน เพื่อทำความเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียง “การขาดทุนจากการลงทุน” แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและกระบวนการตัดสินใจ
เงินสองแสนล้านต่อปี กองทุนสวัสดิการ ไม่ใช่เงินใครคนใดคนหนึ่ง
ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ประกันสังคมมีเงินไหลเข้าปีละกว่า 200,000 ล้านบาท จากเงินสมทบของลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ แม้จะมีวิวาทะว่าเงินนี้เป็น “เงินของลูกจ้าง 100%” แต่ในเชิงหลักการ เงินดังกล่าวเป็นลักษณะของ Pre Vote Tax หรือภาษีเพื่อสวัสดิการ ที่มีเป้าหมายเพื่อดูแลผู้ประกันตนโดยรวม
เงินส่วนหนึ่งถูกจ่ายออกเป็นสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาท โดยเฉพาะเงินบำนาญราว 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจำเป็นต้องมีการกันเงินสำรอง (Reserve) สำหรับอนาคต การตั้งสมมุติฐานการกันเงินสำรองที่เข้มงวดหรือหย่อนยานเกินไป จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการลงทุนระยะยาวของกองทุน
เงินที่เหลือจากการจ่ายสิทธิประโยชน์ จะถูกนำไปลงทุนและใช้บริหารสำนักงาน ซึ่งแตกต่างจากหน่วยงานรัฐทั่วไป เพราะเงินที่ใช้ไม่หมดจะไม่ถูกส่งคืนกระทรวงการคลัง แต่กลับเข้าสู่กองทุนเพื่อนำไปลงทุนต่อ
กองบำนาญ กองรักษาพยาบาล และกองว่างงาน สามเสาหลักที่มีสถานะไม่เท่ากัน
โครงสร้างกองทุนประกันสังคมประกอบด้วยกองหลักสามกอง ได้แก่ กองบำนาญ กองรักษาพยาบาล และกองว่างงาน โดยกองบำนาญเป็นกองที่ใหญ่ที่สุดและสามารถลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูงได้ เนื่องจากยังไม่มีภาระการจ่ายเงินรายวัน
ในทางตรงกันข้าม กองรักษาพยาบาลกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากรายจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเงินสำรองติดลบ ต้องนำเงินรีเสิร์ฟมาใช้ทุกปี สะท้อนความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประกันสังคมกับโรงพยาบาลเอกชน
ส่วนกองว่างงาน แม้มีขนาดเล็กกว่า แต่มีเสถียรภาพสูง และถูกใช้อย่างมีนัยสำคัญเพียงช่วงวิกฤตโควิด-19
ระบบราชการครอบงำ บอร์ดเลือกตั้งที่ “สั่งใครไม่ได้”
ดร.ษัษฐรัมย์ เปรียบเทียบสำนักงานประกันสังคมว่า “เหมือนประเทศหนึ่ง” ที่ยังอยู่ในยุคระบบราชการเป็นใหญ่ แม้คณะกรรมการจะมาจากการเลือกตั้ง แต่กลับไม่มีอำนาจควบคุมหรือกำหนดทิศทางการทำงานของสำนักงานอย่างแท้จริง
ตลอด 1 ปี 11 เดือนที่ผ่านมา เขาพบเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมถึง 4 คน ปลัดกระทรวง 3 คน และรัฐมนตรี 3 คน เลขาธิการหลายคนเข้ามาใกล้เกษียณ หรืออยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน ทำให้การบริหารขาดความต่อเนื่องและไม่ยึดโยงกับผู้ประกันตน
นอกจากนี้ ยังมีบอร์ดคู่ขนานที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรี เช่น คณะกรรมการการแพทย์ และบอร์ดอุทธรณ์ ซึ่งซ้อนทับอำนาจกับบอร์ดใหญ่
การลงทุนหลักแสนล้าน กับคำถามเรื่องมืออาชีพ
สำนักงานประกันสังคมมีบุคลากรด้านการลงทุน 91 คน หลายคนมีคุณวุฒิระดับสากล เช่น CFA, FRM และใบอนุญาตผู้จัดการกองทุน แต่โครงสร้างการตัดสินใจยังคงเป็นระบบราชการเต็มรูปแบบ
การลงทุนหุ้นไทยวันต่อวันในมูลค่าหลักแสนล้านบาท โดยกลไกแบบราชการ ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าเหมาะสมหรือไม่ แม้จะมีอนุกรรมการด้านการลงทุนและบริหารความเสี่ยง แต่คณะกรรมการเหล่านี้เห็นเพียงภาพรวมของ Asset Class ไม่ได้เห็นรายสินทรัพย์ ทำให้การกำกับดูแลขาดความลึก
“ปาฏิหาริย์ SKY 9” กระบวนการที่เร็วผิดปกติ
กรณีอาคาร SKY 9 ถูกยกเป็นตัวอย่างสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้าง การอนุมัติลงทุนในกองทรัสต์ Private Equity มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ใช้เวลาเพียงราว 3 เดือน ตั้งแต่สิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2565 ซึ่งสวนทางกับความล่าช้าในการปรับสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนที่บางกรณียาวนานถึง 16 เดือน
คำถามสำคัญคือ กระบวนการคัดเลือกการลงทุนมีการเปิดแข่งขัน (Beauty Parade) หรือไม่ การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทำอย่างรัดกุมเพียงใด และเหตุใดสำนักงานจึงอ้างว่าไม่สามารถทำสัญญาตามมาตรฐานสากลได้ ทั้งที่สำนักงานอัยการสูงสุดเคยให้ความเห็นว่าสามารถทำได้โดยให้รับผิดชอบเอง
ทางออก “Democratize” ไม่ใช่ “Privatize” ประกันสังคม
ดร.ษัษฐรัมย์ ย้ำว่า ข้อเสนอของทีมประกันสังคมก้าวหน้าไม่ใช่การแปรรูปให้เอกชน แต่เป็นการนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ และคืนอำนาจให้ประชาชน ผ่านการทำให้เป็นองค์กรนิติบุคคลที่ไม่ใช่ส่วนราชการ
หัวใจสำคัญคือให้บอร์ดจากการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนซีอีโอ ขยายวาระบอร์ดจาก 2 ปี เป็น 4 ปี ลดการแทรกแซงจากรัฐมนตรี และปรับโครงสร้างบอร์ดการลงทุนให้มีผู้แทนผู้ประกันตน นายจ้าง และผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
เขากล่าวทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปประกันสังคมไม่ต่างจากการปฏิรูปประเทศ เป็นการนำประชาธิปไตยเข้าไปในกองทุนที่มีเงินสะสมมหาศาล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีชีวิตชีวา และยึดโยงกับเจ้าของเงินตัวจริง คือประชาชนผู้ประกันตน