‘โก๋ จักรกฤษณ์’ วาง 5 โรดแมป สร้างขอนแก่น ‘เมืองแห่งโอกาส’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ที่ผ่านมาจังหวัดต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาคเริ่มเติบโตอย่างเห็นได้ชัด แต่อีกหนึ่งพื้นที่ที่เติบโตและมีการขยายเมืองอย่างก้าวกระโดด คือ ‘ขอนแก่น’ ด้วยหมุดหมายใหม่ของการพัฒนาที่มาพร้อมแนวคิดเปลี่ยนเมืองให้เป็น “Possible City” หรือเมืองแห่งโอกาสของทุกคน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล และสุขภาพ
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายจักรกฤษณ์ ศิริพานิชย์” หรือที่คนในพื้นที่เรียกว่า “คุณโก๋” ในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ด้วยวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัด ผ่านการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ยกระดับขอนแก่นและภูมิภาคอีสานสู่เวทีโลก
คุณโก๋เล่าให้ฟังว่า ภายหลังที่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าจังหวัดได้ประมาณ 1 ปีกว่า ได้พยายามขับเคลื่อนแผนการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด แม้ขอนแก่นถูกวางบทบาทให้เป็น “ประตูสู่อีสาน” แต่เป้าหมายสูงสุดคือการใช้จังหวัดเป็นประตูเชื่อมโยงการท่องเที่ยว หรือหากสามารถเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดขอนแก่น
สำหรับเป้าหมายแรกที่มีศักยภาพและคาดว่าจะสำเร็จเร็ว ๆ นี้ คือเส้นทางบินตรง ขอนแก่น-ดานัง(เวียดนาม) เพราะทั้งสองเมืองมีความสัมพันธ์ในฐานะเมืองพันธมิตร (Sister City) กันอยู่แล้ว หากเปิดเส้นทางนี้ได้จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมทั้งการท่องเที่ยวการลงทุน การศึกษา และการเดินทางรักษาพยาบาล (Medical Hub) ระหว่างสองประเทศเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
เจาะลึก 5 ยุทธศาสตร์หลัก
หอการค้าจังหวัดขอนแก่นได้กำหนดยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาจังหวัดไว้ 5 ด้าน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ทุกด้านเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบายบนกระดาษ ดังนี้
1) ระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Valley) ขณะนี้ถือว่ามีความคืบหน้ามากที่สุด อยู่ระหว่างการสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัล (Digital Ecosystem) เพื่อรองรับนักลงทุนและยกระดับบริการภาครัฐ-เอกชนให้เป็นดิจิทัล ทั้งนี้ หอการค้าได้ร่วมมือกับภาครัฐ หน่วยงานจังหวัด และภาคีเครือข่ายหลายฝ่าย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายในงาน Smart Business Expo เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา
2) เมืองสุขภาวะดี (Wellness) ภายใต้แนวคิด Wellness ต้องไม่จำกัดเพียงการรักษาพยาบาล แต่ครอบคลุมถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) เช่น การรับประทานอาหารที่ดี การออกกำลังกาย การใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการพักผ่อนที่มีคุณภาพ ให้ขอนแก่นเป็นเมืองที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี (Healthy city)
แม้จังหวัดจะมีแผนพัฒนาระดับใหญ่และอาจจะต้องใช้เวลานาน แต่ภาคเอกชนต้องการผลักดันให้เกิดผลได้เร็วขึ้น จึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความร่วมมือด้านเมืองสุขภาพ (Healthy City)
3) เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ปัจจุบันมีการขับเคลื่อนด้าน Smart Learning อยู่แล้ว แต่มองว่ายังต้องต่อยอดให้ครอบคลุมมิติต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อให้ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนได้สัมผัสความเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดโครงการที่จะดำเนินการเพิ่มเติม
4) เกษตรมูลค่าสูง (High-Value Agriculture) อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของภาคอีสาน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ประชากรกว่า 60% ยังอยู่ในภาคเกษตร แต่สร้างรายได้ไม่ถึง 10% ของเศรษฐกิจทั้งหมด ขณะที่ระบบชลประทานของจังหวัดยังครอบคลุมพื้นที่เพียงประมาณ 15% เท่านั้น หากสามารถขยายเป็น 20-30% ได้ในอนาคตจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องยกระดับภาคเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น
จึงนำมาสู่โครงการพัฒนาโคเนื้อคุณภาพ ซึ่งร่วมกับภาคีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันเลี้ยงโคในพื้นที่เดียวกัน แทนการเลี้ยงแบบกระจัดกระจาย เพื่อให้สามารถลดต้นทุนการเลี้ยง การจัดการอาหาร การดูแลสุขภาพสัตว์ จะช่วยยกระดับคุณภาพโคเนื้อและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารปลอดภัย โดยต้องการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักและผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ลดต้นทุนด้านการรวบรวมและการขนส่ง รวมถึงขยายตลาดรองรับผลผลิตในพื้นที่
พร้อมการส่งเสริมสินค้า GI (Geographical Indication) ไม่ว่าจะเป็นกุ้งก้ามกราม มะม่วง ผ้าไหม และสินค้าอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด โดยร่วมกับอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า GI จากทั่วประเทศ หมุนเวียนตามฤดูกาลผลิต ช่วยสร้างตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น
5) การสร้างแบรนด์เมือง (City Branding) เป็นการขับเคลื่อนเมืองด้วย City Branding เพื่อสร้างแบรนด์เมืองสู่สินทรัพย์สร้างสรรค์ สู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ผ่านการมุ่งเน้นอัตลักษณ์ใหม่ เช่น Smart City, Digital Hub และ Wellness/Medical Hub เพื่อสร้างอิมแพ็กต์ให้คนนอกนึกถึงเมืองขอนแก่น
“การสร้างแบรนด์เมืองต้องใช้เวลา หากนำเสนอทุกอย่างพร้อมกันจะขาดจุดโฟกัส เราต้องการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ให้ผู้ประกอบการต่างชาตินำนักท่องเที่ยวกลับมาซ้ำ ๆ เพื่อให้ชุมชนและศิลปินท้องถิ่นมีรายได้ที่มั่นคง”
ชู 4 แม็กเนตสร้างรายได้
อย่างไรก็ตาม คุณโก๋ยอมรับว่า ความท้าทายของขอนแก่นแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลัก เพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอย่างทะเล ภูเขา หรือแหล่งท่องเที่ยวระดับ “แม่เหล็ก” (MagnetDestination) ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ยังคงรู้จักเพียงกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา กระบี่ และสมุย ส่งผลให้บริษัทนำเที่ยวต่างประเทศมักเลือกซื้อโปรแกรมท่องเที่ยวเฉพาะเมืองหลักนี้
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 1 ปี ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการใช้ Soft Power เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยจุดแข็งสำคัญคือ อาหารอีสาน ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ ลาบ ไก่ย่าง และอาหารพื้นถิ่นอีกหลายชนิด
นอกจากนี้ ยังมีผ้าไหมมัดหมี่ขอนแก่น ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผ้าไหมที่มีลวดลายและคุณภาพโดดเด่นที่สุดของประเทศไทย นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม การสาวไหม การย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงการทอผ้า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา
ต่อมาคือ หมอลำ ถือเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ซึ่งจังหวัดมีแผนนำเสนอหมอลำในมิติที่ลึกกว่าการรับชมการแสดงบนเวที แต่จะพาผู้ประกอบการท่องเที่ยวและผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้ามาสัมผัสศิลปวัฒนธรรมอีสานอย่างแท้จริง เรียนรู้การแต่งกาย การเตรียมการแสดง วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของศิลปิน
ส่วนอีกหนึ่งภูมิปัญญาขึ้นชื่อ คือ “นวดขิดอีสาน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านการนวดของคนอีสาน โดยตั้งใจจะนำมาพัฒนาควบคู่กับ Wellness Tourism อาศัยศักยภาพของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลภาครัฐ และโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัด ที่กำลังขยายการให้บริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
การสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวต้องใช้เวลาต่อเนื่องหลายปี หากพยายามนำเสนอทุกอย่างพร้อมกัน อาจทำให้ขาดจุดโฟกัส
ดังนั้น สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังมากที่สุด คือ การสร้างการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด แต่ต้องการให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังขอนแก่นและภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ชุมชน ผู้ประกอบการ และศิลปินท้องถิ่นมีรายได้ที่มั่นคง สามารถรักษาอาชีพและสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นต่อไปได้ในระยะยาว
โอกาสการลงทุนยังแข็งแกร่ง
คุณโก๋ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจังหวัด โดยระบุว่า ขอนแก่นมีมูลค่าเศรษฐกิจ (GPP) ปี 2567 รวมกว่า 238,727 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภาคอีสานรองจากนครราชสีมา และมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าโคราชในบางปี
ทำให้ขอนแก่นยังคงเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการค้า การลงทุน ศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ สนามบินนานาชาติ และหน่วยงานราชการ 300 หน่วยงาน ทำให้มีผู้คนเดินทางเข้ามาติดต่อธุรกิจและราชการสำเร็จกว่าพื้นที่อื่น ๆ
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณย่านกังสดาล ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรกว่า 4,000 คนต่อตารางกิโลเมตร สูงกว่าพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีประมาณ 2,000 คนต่อตารางกิโลเมตร สะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับการลงทุนในอนาคต
ส่วนพื้นที่บริเวณสนามบินและแนวถนนวงแหวนได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากถูกมองว่าเป็นพื้นที่ศักยภาพสำหรับการขยายตัวของเมืองและรองรับการลงทุนใหม่ ๆ หากมีการลงทุนและมีประชาชนเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น พื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นทำเลใหม่สำหรับการค้า การอยู่อาศัย และการลงทุน โดยเฉพาะโซนที่วางแผนให้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมและธุรกิจด้าน Wellness ในอนาคต
คุณโก๋ยังทิ้งท้ายว่า แม้ในช่วงปลายปีนี้จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้วก็ตาม แต่ยังคงมุ่งหวังให้ผู้บริหารรุ่นต่อไปสานต่อนโยบายเดิม พร้อมพัฒนาเรื่องใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้จังหวัด ทั้งการส่งเสริมศักยภาพด้านการแพทย์ การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการยกระดับภาคเกษตรให้สร้างรายได้เพิ่มขึ้น
ขอนแก่นจะกลายเป็นเมือง “PossibleCity” หรือเมืองแห่งโอกาส ที่พร้อมเปิดรับการลงทุน สร้างโอกาสให้ทั้งคนในพื้นที่และนักลงทุนจากภายนอก พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
“เพราะความตั้งใจของเราคือให้ขอนแก่นเป็นเมืองต้นแบบที่สามารถทดลองนโยบายหรือแนวคิดใหม่ ๆ ได้รวดเร็วกว่าเมืองใหญ่ ด้วยข้อได้เปรียบด้านขนาดเมืองและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องขอนแก่นก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก”