บสย.โชว์ผลงานครึ่งแรกปี’69 ค้ำฯทะลุ 4.4 หมื่นล้าน-เปิดตัว ‘เครดิตพลัส’ วงเงิน 2 หมื่นล้าน ช่วย SMEs ครึ่งปีหลัง
บสย. โชว์ผลงานครึ่งแรกปี’69 ค้ำประกันสินเชื่อทะลุ 4.4 หมื่นล้าน ช่วย SMEs กว่า 5 หมื่นราย พร้อมเปิดตัวโครงการ ‘เครดิตพลัส’ วงเงิน 2 หมื่นล้าน ตั้งเป้าครึ่งปีหลัง ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ
ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทั้งปี 2569 ที่ราว 70,000 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกได้แรงหนุนจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win ของภาครัฐ วงเงิน 50,000 ล้านบาท และครึ่งปีหลัง บสย.ตั้งเป้าช่วยเหลือผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อเครดิตพลัส (Credit Plus) วงเงิน 20,000 ล้านบาท
ครึ่งปีแรก ยอดค้ำฯ ทะลุ 4.4 หมื่นล้าน ได้แรงหนุนจาก Quick Big Win
ดร.สิทธิกร กล่าวว่า ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) บสย. ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 50,029 ราย มียอดค้ำประกันสินเชื่อใหม่สะสม 44,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นจากมาตรการ Quick Big Win ของภาครัฐ 43,148 ล้านบาท และจากโครงการที่ บสย.ดำเนินการเองอีก 1,422 ล้านบาท ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกเหลือวงเงินค้ำประกันสินเชื่ออยู่อีกเกือบ 6,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีแรกนี้ บสย.ได้ช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมากว่า 3 ปี และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1.ภาคบริการ 35.5% 2.อาหารและเครื่องดื่ม 9.4% และ 3.การผลิตสินค้าและการค้าอื่น ๆ 8.8%
ผลงานครึ่งปีแรกนี้ได้รับแรงหนุนจากโครงการรัฐ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win ที่ได้รับการตอบรับดีจาก SMEs ผ่าน 3 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการ Smart Win เจาะกลุ่ม Micro SMEs, โครงการ Go Big เจาะกลุ่ม SMEs ทั่วไป และโครงการ Quick LG เจาะกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ ทำให้กระจายการค้ำประกันสินเชื่อครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก
โดยตั้งแต่เริ่มโครงการ ธ.ค. 2568-30 มิ.ย. 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,800 ล้านบาท อันเป็นผลจากการฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก อัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 1% และการนำเครื่องมือ Risk-based Pricing (RBP) มาใช้พิจารณาค้ำประกันสินเชื่อ และการเพิ่มอัตราชดเชย NPL สูงขึ้น อยู่ที่ 5% ทำให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น ซึ่งตอบโจทย์การช่วยเหลือ SMEs ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน
นอกจากนี้ บสย.ยังช่วยเหลือ SMEs ผ่านมาตรการอื่น เช่น มาตรการกระบะพี่ มีคลังค้ำ ที่ค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมทั้งรถใหม่ และมือสอง ซึ่งในครึ่งปีแรกมียอดค้ำประกันอยู่ในภาวะทรงตัวที่ 1,105 ล้านบาท เนื่องจากสภาพตลาดรถกระบะเชิงพาณิชย์ที่ยังชะลอตัว จากปัญหาเศรษฐกิจที่ผันผวน ทำให้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงมาตรการ บสย.พร้อมช่วย ที่ในครึ่งปีแรกนี้ช่วยลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ปรับโครงสร้างหนี้รวม 3,037 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 1,578 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ปลดหนี้ ปิดบัญชี 716 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 180 ล้านบาท
ครึ่งปีหลัง เปิดตัวเครดิตพลัส วงเงิน 2 หมื่นล้าน ตั้งเป้าลดความเหลื่อมล้ำ
ดร.สิทธิกร กล่าวว่า สำหรับครึ่งปีหลัง ได้เปิดตัวโครงการเครดิตพลัส วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่ บสย.ดำเนินการเอง เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มุ่งเติมทุน สร้างโอกาส ปลดล็อก SMEs ไทย โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินทุกแห่ง ภายใต้ 4 จุดเด่น ได้แก่ 1.ค้ำประกันต่อราย เริ่มต้น 10,000 บาท สูงสุด 100 ล้านบาท, 2.ตอบโจทย์ SMEs ทุกกลุ่ม, 3.ค่าธรรมเนียมต่ำ เริ่มต้น 1.25% ต่อปี และ 4.ค้ำประกันสูงสุด 10 ปี
“สำหรับโครงการเครดิตพลัส บสย.จะใช้เครื่องมือเครดิตสกอริ่ง หรือ TCG Score ช่วยบริหารความเสี่ยง และด้วยกรอบวงเงินค้ำประกันสินเชื่อที่กว้างนี้จะสามารถช่วย SMEs ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) จนถึงรายใหญ่ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ” ดร.สิทธิกร กล่าว
ทั้งนี้ บสย.คาดว่าวงเงินค้ำประกัน 20,000 ล้านบาท จะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 26,900 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9,075 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 194,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันได้มากกว่า 98,600 ล้านบาท
ดร.สิทธิกร กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บสย. จะดำเนินการตามพันธกิจและบทบาทขององค์กรเพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ขณะเดียวกันก็ทำให้สถาบันการเงินมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ ภายใต้ 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs, 2.ให้คำแนะนำแก่ SMEs และสร้างโอกาสธุรกิจด้วย Success Rate ที่ 20%, 3.ยกระดับเครดิตสกอริ่งด้วยระบบ Data Driven และ 4.เชื่อมเข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลทางการเงินและธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank)
ดร. สิทธิกร กล่าวว่า หลังจากได้แก้ประกาศไปในเดือน ต.ค. 2568 ทำให้ในปีนี้ นอกจากบสย.จะช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านธนาคารแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่บสย.ช่วยเหลือ SMEs ผ่านกลุ่ม Nano Finance และ Non-Bank โดยในครึ่งปีหลังนี้จะเน้นช่วยเหลือผ่านโครงการเครดิตพลัสให้กลุ่ม SMEs ปรับตัวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านธนาคารรายละ 10,000-100 ล้านบาท รวมไปถึงช่วยเหลือกลุ่มรายย่อยผ่าน Nano Finance รายละ 5,000-10,000 บาท
“บสย.ได้พูดคุยกับหนึ่งในกลุ่มผู้จัดตั้ง Virtual Bank ในประเทศไทยถึงเป้าหมายการทำงานร่วมกัน โดยเห็นตรงกันว่าระบบการเงินดิจิทัลจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs รวมทั้งช่วยกลุ่ม Nano Finance และ Underserve ซึ่งเข้าถึงสินเชื่อปกติได้ยาก” ดร.สิทธิกร กล่าวและว่า จะช่วยเหลือกลุ่มอาชีพอิสระ (Freelance) ให้มากขึ้น ที่สำคัญคือจะเน้นทั้งเป้าจำนวนรายที่บสย.เข้าไปช่วยเหลือ และเป้าการปล่อยสินเชื่อค้ำประกันด้วย



