‘นาทีทอง’สปีดแก้คอร์รัปชั่น รัฐรับลูกตั้ง คตท.-กกร.อัดโพลรอบใหม่
ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในระบบราชการไทยกำลังถูกยกระดับสู่โจทย์ปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ เมื่อภาคเอกชนมองว่า เป็นจังหวะ “นาทีทอง” ที่รัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังและดึงภาคธุรกิจเข้าร่วมขับเคลื่อน เร่งรื้อกฎระเบียบ ลดการใช้ดุลพินิจ ปิดช่องโหว่การเรียกรับผลประโยชน์ และยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของประเทศไทยให้เข้าใกล้หลักเกณฑ์สากล แนวทางที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมผลักดัน ครอบคลุมตั้งแต่การแก้กฎกระทรวงและประกาศที่เป็นอุปสรรค การผลักดันระบบใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Super License การเร่งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตลอดจนการสำรวจสถานการณ์สินบนครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่มีน้ำหนักเพียงพอสำหรับแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
ยกเป็น “วาระแห่งชาติ”
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และเปิดรับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้น หนึ่งในสัญญาณสำคัญ คือ การจัดตั้งกลไกด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยมีนายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานและกำหนดทิศทางในระดับนโยบาย ซึ่งภาคเอกชนต้องการเห็นการประกาศเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เพราะหากฝ่ายบริหารส่งสัญญาณชัด กลไกในระดับปฏิบัติจะสามารถขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น
“หากพวกเราไม่ทำตอนนี้ คนรุ่นหลังต้องลำบากแน่นอน และปัจจุบันก็มีคนเข้าร่วมกันเยอะมาก หลายสถาบัน”

การสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลไม่ควรถูกมองเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) เนื่องจากเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภาคเอกชนมองตรงกันว่าหากประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต การเรียกรับสินบน และการใช้ดุลพินิจโดยไม่มีมาตรฐาน ปัญหาจะไม่เพียงเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ แต่ยังฉุดรั้งโอกาสการเติบโตในระยะยาว
ขีดเส้น 2 เดือนต้องคืบหน้า
หนึ่งในแนวทางที่คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ให้น้ำหนัก คือ การแก้ปัญหาจากต้นทาง ด้วยการทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจจะนำเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ขณะที่การแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติ อาจใช้เวลานานและมีขั้นตอน ภาคเอกชนจึงเสนอให้เริ่มจากกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง หรือประกาศระดับกรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่า
“แนวทางดังกล่าวได้หารือกับฝ่ายรัฐบาล โดยมีเป้าหมายให้ภาคเอกชนรวบรวมกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค หรือมีข้อความไม่ชัดเจน จนเปิดช่องให้เกิดการตีความและใช้ดุลพินิจ โดยเสนอแก้ไขเป็นรายประเด็น ทั้งนี้ จากการหารือยังตั้งเป้าให้เห็นความคืบหน้าภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือน อย่างไรก็ดี หลักคิดสำคัญ คือ การลดจำนวนขั้นตอน ลดการพบปะระหว่างผู้ประกอบการกับเจ้าหน้าที่ และกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้ชัดเจน เพราะทุกขั้นตอนที่ไม่มีกรอบเวลา ไม่มีมาตรฐาน หรือขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบุคคล ย่อมมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์”
สร้างจิตสำนึกตั้งแต่ห้องเรียน
นอกจากการแก้กฎหมายและระบบราชการ ภาคเอกชนยังให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์ในระยะยาว โดยเตรียมประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. เพื่อผลักดันแนวคิดด้านคุณธรรม ความโปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชั่นเข้าสู่ระบบการศึกษา สร้างจิตสำนึกตั้งแต่ระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และขยายไปสู่สังคมในวงกว้างให้มาก ซึ่งเราก็ขอความร่วมมือไปทุกฝ่าย “ถ้าใครไม่ช่วย คือ คอร์รัปชั่นใช่ไหม”
“การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากไม่เริ่มสร้างความเข้าใจและจิตสำนึกตั้งแต่วันนี้ ปัญหาจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป”
“Super License” ใบเดียวจบ
นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า อีกแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการผลักดัน คือ Super License หรือใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ โดยรวมการอนุมัติที่เกี่ยวข้องไว้ในกระบวนการเดียว ลดการยื่นคำขอซ้ำซ้อนกับหลายหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น การขออนุญาตก่อสร้างบ้านหรืออาคาร ในอนาคตควรสามารถดำเนินการผ่านใบอนุญาตเดียว ซึ่งเชื่อมโยงทั้งระบบประปา ไฟฟ้า การจัดการขยะ และบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้อง แทนที่ผู้ขออนุญาตจะต้องเดินเรื่องแยกหลายหน่วยงาน

แนวทางเดียวกันสามารถนำไปใช้กับการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เช่น การรวมกระบวนการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) สำหรับชาวต่างชาติให้เชื่อมโยงกัน ลดขั้นตอนและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางใช้กฎหมายแบบ Omnibus Law เพื่อแก้ไขกฎหมายหลายฉบับในคราวเดียว แทนการแก้ทีละฉบับ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี โดยศึกษารูปแบบจากประเทศที่เคยใช้กลไกดังกล่าวในการเร่งปฏิรูประบบกฎหมาย
ตั้ง คตท.- OECD ช่วยผลัก
รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการ Zero Corruption กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีเครือข่ายเข้าร่วมการต่อต้านคอร์รัปชั่นมากขึ้น และล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง คตท. หรือ “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ยกระดับคะแนน CPI และปฏิรูประบบราชการสู่ดิจิทัล ซึ่งจะเปิดประชุมในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นี้ เป้าหมายต้องการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ “หัวไม่เอาเรื่องนี้ ข้างล่างก็คิดว่าไม่เอาเรื่องนี้ต่อ”

นอกจากนี้ ยังมีอีกยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การใช้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็น “ตัวเร่ง” การปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งโดยทั่วไปประเทศที่เข้าสู่กระบวนการ OECD ใช้เวลาเฉลี่ย 5-6 ปี เนื่องจากต้องผ่านการประเมินและปรับมาตรฐานในหลายด้าน แต่ประเทศไทยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก การปรับกฎหมายเพื่อรองรับ OECD ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อผ่านเกณฑ์การเป็นสมาชิก แต่ยังเป็นโอกาสลดการใช้ดุลพินิจของภาครัฐ และลดเงื่อนไขที่นำไปสู่การเรียกรับสินบน
หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญ คือ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ หรือ Open Data โดยไทยต้องผลักดันการเปิดข้อมูลสาธารณะรวม 25 ชุดข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส โดยเฉพาะข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินงานของภาครัฐ โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านเกณฑ์และยกระดับมาตรฐานได้ตามเป้าหมาย เพราะการเข้า OECD จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระยะยาว
“ปิดห้องเคลียร์ปม” 26 หน่วยงาน
ส่วนมาตรการเชิงรุก เรายังเตรียมจัดกิจกรรม “ปิดห้องเคลียร์ปม” ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นี้ โดยเชิญ 26 หน่วยงานที่เคยอยู่ในผลสำรวจหรือถูกจัดลำดับว่ามีความเสี่ยงด้านการทุจริตและการเรียกรับสินบน มาหารือร่วมกับนักวิชาการและภาคเอกชน แนวทางดังกล่าวจะไม่เน้นการกล่าวหาหรือเปิดเวทีโจมตี แต่จะเป็นการพูดคุยในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อค้นหาว่าแต่ละหน่วยงานมีขั้นตอนใดที่เป็นช่องโหว่ และสามารถปรับปรุงกระบวนการอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง
เป้าหมายคือ เปลี่ยนจากการเปิดเผยลำดับปัญหาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การวางแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยให้หน่วยงานราชการมีส่วนเสนอข้อจำกัดและแนวทางปฏิบัติด้วย
โพลรอบใหม่ 20,000 ตัวอย่าง
ขณะเดียวกันได้เตรียมหารือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อจัดทำแบบสำรวจสถานการณ์สินบนครั้งใหม่ โดยใช้เครือข่ายวิทยาเขตทั่วประเทศ และขยายกลุ่มตัวอย่างเป็นประมาณ 20,000 ราย การเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างมีเป้าหมายเพื่อให้ผลสำรวจมีความครอบคลุม มีน้ำหนัก และสะท้อนสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนกว่าการสำรวจขนาดเล็ก การสำรวจจะดำเนินการตามหลักวิชาการและมีแบบสอบถามรองรับ หากหน่วยงานใดเห็นว่าข้อมูลไม่ถูกต้องและต้องการดำเนินคดี ภาคเอกชนก็พร้อมนำข้อมูลไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งเราก็ดำเนินการตามขั้นตอนและแบบสอบถามที่รองรับ
ปั้น AI First University ต้านโกง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยกำลังผลักดันแนวคิด AI First University โดยนำปัญญาประดิษฐ์และการบูรณาการข้อมูลมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการศึกษาและการแก้ปัญหาประเทศ จากการหารือกับหลายภาคส่วนพบว่า การเชื่อมโยงฐานข้อมูลและการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงาน สามารถเป็นพลังสำคัญในการตรวจสอบความผิดปกติ ลดช่องว่างด้านข้อมูล และช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี แนวคิดทั้งหมดสะท้อนว่าการต่อต้านคอร์รัปชั่นในอนาคตจะไม่พึ่งเพียงการตรวจสอบภายหลัง แต่ต้องใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง การขับเคลื่อนทั้งหมดจึงเป็นมากกว่าการปราบปรามการทุจริตรายกรณี แต่เป็นความพยายามรื้อโครงสร้างเดิม ตั้งแต่กฎหมาย ใบอนุญาต ระบบราชการ การเปิดเผยข้อมูล การศึกษา ไปจนถึงการใช้ AI
โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ การเปลี่ยนข้อเสนอให้เกิดผลภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพราะ “นาทีทอง” ที่ภาครัฐและเอกชนมีเป้าหมายร่วมกัน อาจเป็นโอกาสสำคัญในการปลดล็อกปัญหาที่ฉุดรั้งประเทศไทยมานาน แต่หากแรงขับเคลื่อนสะดุดการปฏิรูปก็อาจกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีกครั้ง