เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
Economic วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
Tech เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
Finance หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
Finance เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
คลังเคาะแล้ว ได้แน่อีก 2 เดือน เงินไทยช่วยไทยพลัส 60/40
Finance คลังเคาะแล้ว ได้แน่อีก 2 เดือน เงินไทยช่วยไทยพลัส 60/40
ส่องกฎหมายแอลกอฮอล์ หลัง “ลิซ่า” พูดถึงเบียร์ไทย แบรนด์ไทยทำอะไรได้บ้าง
News ส่องกฎหมายแอลกอฮอล์ หลัง “ลิซ่า” พูดถึงเบียร์ไทย แบรนด์ไทยทำอะไรได้บ้าง
Gastech 2026 ปิดฉาก ดีลพลังงานทะลุ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
Economic Gastech 2026 ปิดฉาก ดีลพลังงานทะลุ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
ขายหมดแล้ว ‘โซ ออริจิ้น ศิริราช’ คอนโดเวลเนสย่านไฟฉาย
Real Estate ขายหมดแล้ว ‘โซ ออริจิ้น ศิริราช’ คอนโดเวลเนสย่านไฟฉาย
หัวหินเอาจริง! เตรียมรื้ออาคาร ตั้งแต่สะพานปลา–ศาลเจ้าแม่ทับทิม 25 ก.ย.นี้
เศรษฐกิจภูมิภาค หัวหินเอาจริง! เตรียมรื้ออาคาร ตั้งแต่สะพานปลา–ศาลเจ้าแม่ทับทิม 25 ก.ย.นี้
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ปรับลง 300 บาท รูปพรรณบาทละ 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ปรับลง 300 บาท รูปพรรณบาทละ 68,900 บาท
ดูทั้งหมด

วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย

17 ก.ย. 2569 | 20:37น.

“วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” เสนอรื้อยุทธศาสตร์ Local Content ครั้งใหญ่ ฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ชี้มาตรการภาษีอย่างเดียวไม่เพียงพอ แนะปรับวิธีวัด Local Content ให้เข้มขึ้น เปิดทางนับการลงทุน R&D-เทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และหนุน SME Tier 2-Tier 3 ปรับเครื่องจักรรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “ฟื้นยานยนต์ไทย ต้องรื้อ Local Content Strategy ครั้งใหญ่” โดยเป็นการเสนอปรับเปลี่ยนนโยบายเรื่องการส่งเสริมชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

โพสต์ดังกล่าว ระบุข้อความว่า “แม้จะเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่มาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอสำหรับการพายานยนต์ไทยให้ไปต่อในโลกใหม่ ถึงเวลาปรับยุทธศาสตร์ Local Content ครั้งใหญ่

การประชุมของ “บอร์ดอีวี” เมื่อสัปดาห์ก่อนมีทิศทางค่อนข้างชัดเจนว่า รัฐบาลจะใช้แนวทางการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้า โดยจะขยับจากอัตรา 10% สำหรับ BEV ในปัจจุบัน ขึ้นไปอย่างน้อยที่ระดับ 30%

โดยรัฐบาลคาดหวังให้ภาษีสรรพสามิตเป็น “กำแพง” ปกป้องการแข่งขันให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ พร้อมสมมติฐานว่ามาตรการภาษีจะช่วยฟื้นกำลังการผลิตในประเทศให้กลับมา

แม้จะเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับภาคการผลิต โดยเฉพาะ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ตามความหมายตรงตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่กำลังการผลิตถดถอยมาหลายปี

แต่อย่างไรเสีย มาตรการภาษีก็ยังเป็นเพียง “มาตรการทางอ้อม”

ผมเสนออย่างนี้ครับ – ถ้าเราต้องการเพิ่ม Local Content เราก็ต้องมีมาตรการกระตุ้น Local Content แบบตรงๆ

ประโยคนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่อันที่จริงเป็นสิ่งที่หายไปในการทำ “นโยบายอุตสาหกรรม” ของไทย ด้วยความที่ผู้กำหนดนโยบายไทยเคยชินกับการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือหลักมาโดยตลอด

ทั้งที่ในประเทศซึ่งประสบความสำเร็จในการทำนโยบายอุตสาหกรรมมากกว่าเราอย่างเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ จะเลือกใช้เครื่องมือทางนโยบายแบบตรงไปตรงมา อยากได้อะไร ก็ยิงตรงพุ่งเป้าไปเรื่องนั้น

เช่น อยากเพิ่มวิศวกรยานยนต์ ก็เพิ่มทุนให้นักศึกษาและภาควิชาวิศวกรรมยานยนต์ หรือสร้างโรงเรียนอาชีวะเฉพาะทาง, อยากวัดว่าบริษัทที่รัฐสนับสนุนแข่งขันในตลาดโลกได้แค่ไหน ก็วัดที่มูลค่าการส่งออกไปยังตลาดโลก

เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปต่อได้ เราจำเป็นต้องปรับนโยบาย Local Content ให้ตรงๆ มากขึ้น 4 ด้าน ดังนี้

1. ตรวจเข้มวิธีวัด Local Content การผลิตรถ EV ที่ได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว

ตั้งแต่นโยบาย EV 3.0 ถึง 3.5 รัฐไทยจ่ายเงินอุดหนุนค่ายรถ EV ไปแล้วราว 25,000 ล้านบาท ค่ายรถที่รับเงินไปมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตชดเชย โดยมียอดการผลิตคงค้างรวมแล้วประมาณ 200,000 คัน

วิธีวัด Local Content สำหรับการผลิตชดเชยที่ผ่านมายังมีปัญหาหลายข้อที่ทำให้มูลค่าเพิ่มตกไม่ถึงซัพพลายเออร์ไทย

ตั้งแต่การให้ค่ายรถเป็นผู้แจ้งข้อมูลเอง (self-declaration) โดยหน่วยงานรัฐไม่ได้เข้าไปตรวจสอบจริงจัง รวมถึงการยอมให้คิดรวมค่าน้ำค่าไฟและผลกำไรเข้าไปใน Local Content ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่มูลค่าที่จะตกกับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเลย

เรื่องแรกที่ต้องเปลี่ยนจึงเป็นวิธีการคำนวณ Local Content เพื่อให้ผู้ผลิตไทยได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยที่รอคิวอยู่สองแสนคัน

2. ปรับกรอบคิด Local Content เฟสต่อไปให้สอดคล้องกับยานยนต์ยุคใหม่

เรื่องต่อมาคือการมองไปข้างหน้า เพราะการออกนโยบายยานยนต์ไม่ควรเน้นเพียงการปกป้อง แต่ต้องสนับสนุนให้ผู้เล่นในจุดต่างๆ ของซัพพลายเชนขับเคลื่อนไปพร้อมกับกระแสยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงมีโอกาสขยับไปสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างเครื่องมือแพทย์หรือเครื่องจักรกลการเกษตร

เพื่อวัตถุประสงค์นี้ การคิด Local Content สำหรับการลงทุนใหม่ในอนาคต จึงควรเปิดกว้างมากกว่าการคิดเฉพาะชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย แต่ควรนับรวมและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตด้วย

เช่น แม้บริษัท X จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยไม่มาก แต่หากมีการลงทุนตั้งศูนย์ R&D ด้านแบตเตอรี หรือซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์ยุคใหม่ หรือพลังงานไฮโดรเจนสำหรับรถขนส่งในประเทศไทย ก็ควรได้รับการนับเป็น Local Content เช่นกัน

ขอให้เป็นการลงทุนที่ช่วยพาซัพพลายเชนยานยนต์ไทยไปสู่โลกใหม่ได้

3. เพิ่มงบประมาณพัฒนาทักษะแรงงานยานยนต์สันดาป

การรักษาและเพิ่มซัพพลายเชนยานยนต์ในไทยจะไม่มีประโยชน์เลย หากแรงงานไทยหลายแสนคนไม่สามารถไปต่อได้

ในงบประมาณปี 70 เองก็มีการจัดสรรเงินมาพัฒนาทักษะแรงงานไทยน้อยมาก กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับ 6 ล้านบาท เพื่อช่วย 15 บริษัท รวมแรงงาน 200 คน กระทรวงแรงงานได้รับ 52 ล้านบาท ถึงเป้าอยู่ที่ระดับหมื่นคน แต่หากดูจากโครงการในปีก่อน ก็จะเทรนแรงงานได้เพียงคนละ 5 วันเท่านั้น

เพื่อให้แรงงานไทยได้ไปต่อในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อการยกระดับทักษะแรงงานไทย ซึ่งเก่งด้านเครื่องกลในยานยนต์สันดาป ให้ไปต่อกับการผลิตรถไฮบริด อีวี หรือพลังงานใหม่ได้ โดยเฉพาะทักษะด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลที่เป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันของเกมใหม่นี้

4. สนับสนุน SME ใน Tier 2 Tier 3 เปลี่ยนผ่านเครื่องจักรลดคาร์บอน

ปัจจัยลบต่อการผลิตยานยนต์ไทยอีกด้านที่ไม่ควรลืมคือ กำแพงการค้าในตลาดส่งออก ที่หันมาเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เช่น New Vehicle Efficiency Standard หรือ NVES ที่เป็นมาตรฐานการควบคุมการปล่อยคาร์บอนแบบใหม่ของออสเตรเลีย – ตลาดส่งออกสำคัญของยานยนต์ไทย

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีผู้ผลิตหลายระดับ ผู้ผลิตชิ้นส่วนสัญชาติไทยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 โดยมักเป็น SMEs ที่ยังคงใช้เครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบเดิม จึงเผชิญความเสี่ยงที่จะไม่สามารถทำตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้

นอกจากพัฒนาทักษะแรงงานแล้ว อีกหนึ่งขาที่เราจำเป็นต้องทำไปพร้อมกัน คือการสนับสนุนให้ SMEs ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถเปลี่ยนเครื่องจักร ปรับกระบวนการผลิต เพื่อรองรับเงื่อนไขใหม่ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดส่งออกโลกที่มีแต่จะเข้มข้นขึ้น

รัฐต้องไม่จำกัดการสนับสนุนเฉพาะการลงทุนมูลค่าสูงหรือต้องสร้างนวัตกรรมเท่านั้น ควรขยายให้ครอบคลุมการยกระดับกระบวนการผลิตสำหรับ SME ด้วย

ทั้ง 4 ข้อข้างต้นควรเป็นส่วนหนึ่งของ Local Content Strategy ใหม่ เพื่อการเดินหน้าพาอุตสาหกรรมยานยนต์และแรงงานไทยให้ไปต่อได้ในโลกใหม่ครับ”