วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
“วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” เสนอรื้อยุทธศาสตร์ Local Content ครั้งใหญ่ ฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ชี้มาตรการภาษีอย่างเดียวไม่เพียงพอ แนะปรับวิธีวัด Local Content ให้เข้มขึ้น เปิดทางนับการลงทุน R&D-เทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และหนุน SME Tier 2-Tier 3 ปรับเครื่องจักรรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “ฟื้นยานยนต์ไทย ต้องรื้อ Local Content Strategy ครั้งใหญ่” โดยเป็นการเสนอปรับเปลี่ยนนโยบายเรื่องการส่งเสริมชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
โพสต์ดังกล่าว ระบุข้อความว่า “แม้จะเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่มาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอสำหรับการพายานยนต์ไทยให้ไปต่อในโลกใหม่ ถึงเวลาปรับยุทธศาสตร์ Local Content ครั้งใหญ่
การประชุมของ “บอร์ดอีวี” เมื่อสัปดาห์ก่อนมีทิศทางค่อนข้างชัดเจนว่า รัฐบาลจะใช้แนวทางการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้า โดยจะขยับจากอัตรา 10% สำหรับ BEV ในปัจจุบัน ขึ้นไปอย่างน้อยที่ระดับ 30%
โดยรัฐบาลคาดหวังให้ภาษีสรรพสามิตเป็น “กำแพง” ปกป้องการแข่งขันให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ พร้อมสมมติฐานว่ามาตรการภาษีจะช่วยฟื้นกำลังการผลิตในประเทศให้กลับมา
แม้จะเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับภาคการผลิต โดยเฉพาะ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ตามความหมายตรงตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่กำลังการผลิตถดถอยมาหลายปี
แต่อย่างไรเสีย มาตรการภาษีก็ยังเป็นเพียง “มาตรการทางอ้อม”
ผมเสนออย่างนี้ครับ – ถ้าเราต้องการเพิ่ม Local Content เราก็ต้องมีมาตรการกระตุ้น Local Content แบบตรงๆ
ประโยคนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่อันที่จริงเป็นสิ่งที่หายไปในการทำ “นโยบายอุตสาหกรรม” ของไทย ด้วยความที่ผู้กำหนดนโยบายไทยเคยชินกับการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือหลักมาโดยตลอด
ทั้งที่ในประเทศซึ่งประสบความสำเร็จในการทำนโยบายอุตสาหกรรมมากกว่าเราอย่างเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ จะเลือกใช้เครื่องมือทางนโยบายแบบตรงไปตรงมา อยากได้อะไร ก็ยิงตรงพุ่งเป้าไปเรื่องนั้น
เช่น อยากเพิ่มวิศวกรยานยนต์ ก็เพิ่มทุนให้นักศึกษาและภาควิชาวิศวกรรมยานยนต์ หรือสร้างโรงเรียนอาชีวะเฉพาะทาง, อยากวัดว่าบริษัทที่รัฐสนับสนุนแข่งขันในตลาดโลกได้แค่ไหน ก็วัดที่มูลค่าการส่งออกไปยังตลาดโลก
เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปต่อได้ เราจำเป็นต้องปรับนโยบาย Local Content ให้ตรงๆ มากขึ้น 4 ด้าน ดังนี้
1. ตรวจเข้มวิธีวัด Local Content การผลิตรถ EV ที่ได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว
ตั้งแต่นโยบาย EV 3.0 ถึง 3.5 รัฐไทยจ่ายเงินอุดหนุนค่ายรถ EV ไปแล้วราว 25,000 ล้านบาท ค่ายรถที่รับเงินไปมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตชดเชย โดยมียอดการผลิตคงค้างรวมแล้วประมาณ 200,000 คัน
วิธีวัด Local Content สำหรับการผลิตชดเชยที่ผ่านมายังมีปัญหาหลายข้อที่ทำให้มูลค่าเพิ่มตกไม่ถึงซัพพลายเออร์ไทย
ตั้งแต่การให้ค่ายรถเป็นผู้แจ้งข้อมูลเอง (self-declaration) โดยหน่วยงานรัฐไม่ได้เข้าไปตรวจสอบจริงจัง รวมถึงการยอมให้คิดรวมค่าน้ำค่าไฟและผลกำไรเข้าไปใน Local Content ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่มูลค่าที่จะตกกับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเลย
เรื่องแรกที่ต้องเปลี่ยนจึงเป็นวิธีการคำนวณ Local Content เพื่อให้ผู้ผลิตไทยได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยที่รอคิวอยู่สองแสนคัน
2. ปรับกรอบคิด Local Content เฟสต่อไปให้สอดคล้องกับยานยนต์ยุคใหม่
เรื่องต่อมาคือการมองไปข้างหน้า เพราะการออกนโยบายยานยนต์ไม่ควรเน้นเพียงการปกป้อง แต่ต้องสนับสนุนให้ผู้เล่นในจุดต่างๆ ของซัพพลายเชนขับเคลื่อนไปพร้อมกับกระแสยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงมีโอกาสขยับไปสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างเครื่องมือแพทย์หรือเครื่องจักรกลการเกษตร
เพื่อวัตถุประสงค์นี้ การคิด Local Content สำหรับการลงทุนใหม่ในอนาคต จึงควรเปิดกว้างมากกว่าการคิดเฉพาะชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย แต่ควรนับรวมและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตด้วย
เช่น แม้บริษัท X จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยไม่มาก แต่หากมีการลงทุนตั้งศูนย์ R&D ด้านแบตเตอรี หรือซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์ยุคใหม่ หรือพลังงานไฮโดรเจนสำหรับรถขนส่งในประเทศไทย ก็ควรได้รับการนับเป็น Local Content เช่นกัน
ขอให้เป็นการลงทุนที่ช่วยพาซัพพลายเชนยานยนต์ไทยไปสู่โลกใหม่ได้
3. เพิ่มงบประมาณพัฒนาทักษะแรงงานยานยนต์สันดาป
การรักษาและเพิ่มซัพพลายเชนยานยนต์ในไทยจะไม่มีประโยชน์เลย หากแรงงานไทยหลายแสนคนไม่สามารถไปต่อได้
ในงบประมาณปี 70 เองก็มีการจัดสรรเงินมาพัฒนาทักษะแรงงานไทยน้อยมาก กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับ 6 ล้านบาท เพื่อช่วย 15 บริษัท รวมแรงงาน 200 คน กระทรวงแรงงานได้รับ 52 ล้านบาท ถึงเป้าอยู่ที่ระดับหมื่นคน แต่หากดูจากโครงการในปีก่อน ก็จะเทรนแรงงานได้เพียงคนละ 5 วันเท่านั้น
เพื่อให้แรงงานไทยได้ไปต่อในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อการยกระดับทักษะแรงงานไทย ซึ่งเก่งด้านเครื่องกลในยานยนต์สันดาป ให้ไปต่อกับการผลิตรถไฮบริด อีวี หรือพลังงานใหม่ได้ โดยเฉพาะทักษะด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลที่เป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันของเกมใหม่นี้
4. สนับสนุน SME ใน Tier 2 Tier 3 เปลี่ยนผ่านเครื่องจักรลดคาร์บอน
ปัจจัยลบต่อการผลิตยานยนต์ไทยอีกด้านที่ไม่ควรลืมคือ กำแพงการค้าในตลาดส่งออก ที่หันมาเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เช่น New Vehicle Efficiency Standard หรือ NVES ที่เป็นมาตรฐานการควบคุมการปล่อยคาร์บอนแบบใหม่ของออสเตรเลีย – ตลาดส่งออกสำคัญของยานยนต์ไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีผู้ผลิตหลายระดับ ผู้ผลิตชิ้นส่วนสัญชาติไทยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 โดยมักเป็น SMEs ที่ยังคงใช้เครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบเดิม จึงเผชิญความเสี่ยงที่จะไม่สามารถทำตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้
นอกจากพัฒนาทักษะแรงงานแล้ว อีกหนึ่งขาที่เราจำเป็นต้องทำไปพร้อมกัน คือการสนับสนุนให้ SMEs ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถเปลี่ยนเครื่องจักร ปรับกระบวนการผลิต เพื่อรองรับเงื่อนไขใหม่ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดส่งออกโลกที่มีแต่จะเข้มข้นขึ้น
รัฐต้องไม่จำกัดการสนับสนุนเฉพาะการลงทุนมูลค่าสูงหรือต้องสร้างนวัตกรรมเท่านั้น ควรขยายให้ครอบคลุมการยกระดับกระบวนการผลิตสำหรับ SME ด้วย
ทั้ง 4 ข้อข้างต้นควรเป็นส่วนหนึ่งของ Local Content Strategy ใหม่ เพื่อการเดินหน้าพาอุตสาหกรรมยานยนต์และแรงงานไทยให้ไปต่อได้ในโลกใหม่ครับ”