เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดขั้นตอน- วิธีการใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ ผ่านแอปเป๋าตังค์

15 มิ.ย. 2569 | 21:08น.
เปิดขั้นตอน- วิธีการใช้สิทธิ 'ไทยช่วยไทยพลัส' สั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ ผ่านแอปเป๋าตังค์

เปิดขั้นตอน- วิธีการใช้สิทธิ 'ไทยช่วยไทยพลัส' สั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ ผ่านแอปเป๋าตังค์

สรุปให้ฟังเข้าใจง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน กับคู่มือการใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” สั่งอาหารผ่าน 4 แอปดัง Grab, LINE MAN, ShopeeFood และ Robinhood รัฐบาลใจดีช่วยออกค่าอาหารให้ 60% เราจ่ายเองแค่ 40% เริ่มเปิดระบบ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป เช็กเลยต้องกดยังไงและมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ไม่ให้พลาดสิทธิ

“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” รอบนี้มุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดยการผสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มผู้ให้บริการส่งอาหารชั้นนำ (Food Delivery) ระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Grab, LINE MAN, ShopeeFood และ Robinhood เพื่อกระจายรายได้ตรงไปยังผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารริมทาง (Street Food) และโชห่วยที่จดทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริโภค ร้านค้า และไรเดอร์ ในการดีเดย์เปิดระบบอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน เป็นต้นไป “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ทำการรวบรวม ขั้นตอนการใช้งานอย่างละเอียด เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างราบรื่น

4 ขั้นตอนสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่เชื่อม “เป๋าตัง”

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านและการตัดจ่ายงบประมาณภาครัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ระบบการทำงานของ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จึงถูกออกแบบมาบนฐานเทคโนโลยีเดิมที่ประชาชนคุ้นเคย คือการเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่เอกชนและแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย โดยมี 4 ขั้นตอนหลักที่ผู้ใช้สิทธิต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้

[ขั้นตอนที่ 1: อัปเดตแอปฯ] ➔ [ขั้นตอนที่ 2: เชื่อมต่อบัญชี] ➔ [ขั้นตอนที่ 3: สั่งอาหาร] ➔ [ขั้นตอนที่ 4: ชำระเงินใน 5-10 นาที]

1. อัปเดตแอปพลิเคชันให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ที่มักเกิดขึ้นในวันแรกของการเปิดโครงการรัฐ คือ “ระบบล่ม” หรือ “ไม่ปรากฏเมนูให้กด” ปัญหานี้ป้องกันได้โดยก่อนถึงวันที่ 15 มิถุนายน ผู้ใช้สิทธิต้องเข้าไปตรวจสอบและทำการอัปเดตแอปพลิเคชันหลัก 2 ส่วน ได้แก่

  • แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • แอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ต้องการใช้งาน (Grab, LINE MAN, ShopeeFood หรือ Robinhood)

โดยสามารถทำการอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันผ่านระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟน ทั้ง App Store (สำหรับผู้ใช้ iOS) และ Google Play Store (สำหรับผู้ใช้ Android) เพื่อให้สถาปัตยกรรมของระบบ (System Architecture) รองรับ API การเชื่อมต่อสิทธิระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนได้อย่างสมบูรณ์

2. เข้าเมนูโครงการและเชื่อมต่อบัญชี

เมื่ออัปเดตแอปพลิเคชันเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ใช้สิทธิเปิดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ตนเองต้องการใช้งานขึ้นมา จากนั้นสังเกตและกดเลือกแบนเนอร์ (Banner) หรือไอคอนสัญลักษณ์โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

ในขั้นตอนนี้ ระบบของแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่จะทำการเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยอัตโนมัติ (Auto-redirect) เพื่อให้ผู้ใช้บริการกดยืนยันการผูกบัญชี (Account Binding) และกดให้ความยินยอมในการเข้าถึงสิทธิ (Consent) ถือเป็นการเปิดสวิตช์การใช้งานร่วมกันระหว่างสองแพลตฟอร์ม

3. เลือกร้านค้าและสั่งอาหาร

หลังจากผูกบัญชีสำเร็จ ผู้ใช้สิทธิสามารถค้นหาร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องการ โดยสังเกตสัญลักษณ์ของโครงการที่ปรากฏอยู่บนโปรไฟล์ของร้านค้า จากนั้นเลือกเมนูอาหารลงตะกร้าตามปกติ (เงื่อนไขสินค้าต้องเป็นไปตามที่โครงการกำหนด เช่น ห้ามซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสินค้าที่ไม่เข้าข่าย)

เมื่อเลือกเสร็จสิ้นและกดไปที่หน้าสรุปคำสั่งซื้อ (Check out) เพื่อ “สั่งซื้อ” ระบบอัลกอริทึมจะทำการคำนวณสัดส่วนมูลค่าอาหารให้อัตโนมัติในทันที โดยแบ่งเป็น สัดส่วนที่รัฐบาลสนับสนุนให้ 60% และสัดส่วนที่ผู้ใช้สิทธิต้องชำระเอง 40% ทำให้ผู้บริโภคเห็นยอดเงินที่ต้องจ่ายจริงอย่างชัดเจนก่อนดำเนินขั้นตอนต่อไป

4. ชำระเงินผ่านแอปเป๋าตัง

นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและมีมิติของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อกดยืนยันออเดอร์ในแอปฟู้ดเดลิเวอรี่แล้ว ระบบจะส่งคำสั่งชำระเงินไปยังแอปพลิเคชันเป๋าตังโดยอัตโนมัติ

ข้อควรระวังสำคัญ: ผู้ใช้สิทธิต้องรีบสลับหน้าจอเข้าไปยังแอปพลิเคชันเป๋าตังเพื่อกดชำระเงินในส่วน 40% ของตนเอง ภายในเวลาที่กำหนด (Time Limit) เช่น ภายใน 5-10 นาที (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดทางเทคนิคของแต่ละแพลตฟอร์ม) หากผู้ใช้สิทธิละเลยหรือชำระเงินเกินเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการยกเลิกออเดอร์ (Auto-canceled) ทันที เพื่อคืนสิทธิและไม่ให้เกิดการค้างของคำสั่งซื้อในระบบของร้านค้าและไรเดอร์

กางเงื่อนไข-ข้อควรระวัง 3 ด้าน ป้องกันการเสียสิทธิระหว่างวัน

จากการชี้แจงของกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชนผู้รับสิทธิมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ “เงื่อนไขเชิงเทคนิค” และข้อจำกัดทางนโยบาย เพื่อวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละวันได้อย่างคุ้มค่า และไม่เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับผู้ให้บริการขนส่งหรือร้านค้า โดยมีรายละเอียดสำคัญที่สามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบและประเด็นวิเคราะห์ได้ดังนี้:

เงื่อนไขและข้อจำกัด “ไทยช่วยไทยพลัส ” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่

เงื่อนไขรายละเอียดและข้อกำหนดของโครงการสิ่งที่ผู้ใช้สิทธิต้องบริหารจัดการ
1. วงเงินรวมและรายวันรัฐช่วยจ่าย 60% ผู้ใช้จ่าย 40% ภายใต้กรอบวงเงินสูงสุดที่รัฐกำหนดต่อวันหากมูลค่าอาหารเกินวงเงินสิทธิรายวัน ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายส่วนเกินเอง 100%
2. ค่าบริการจัดส่ง (Delivery Fee)สนับสนุนเฉพาะ “ค่าอาหารและเครื่องดื่ม” เท่านั้น ไม่รวมค่าจัดส่งผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายค่าส่งเต็มจำนวนตามอัตราของแอปฯ ไม่มีส่วนลด 60% ในค่าส่ง
3. เวลาเปิด-ปิดระบบเปิดให้กดใช้สิทธิเฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด (06.00 น. – 23.00 น.)ไม่สามารถสั่งอาหารนอกช่วงเวลาดังกล่าวได้ แม้ร้านค้าจะเปิด 24 ชั่วโมงก็ตาม

เปิด 3 เงื่อนไขห้ามละเลย

กรอบเวลาการเปิด-ปิดระบบ

เพื่อการควบคุมระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการเคลียริ่ง (Clearing) ยอดเงินระหว่างธนาคารและแพลตฟอร์ม โครงการได้กำหนดช่วงเวลาในการบล็อกสิทธิและเปิดสิทธิไว้อย่างชัดเจน โดยจะสามารถทำธุรกรรมสั่งซื้อและใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ได้เฉพาะในช่วงเวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น. ของทุกวันเท่านั้น หากผู้ใช้สิทธิพยายามทำรายการก่อนเวลาหกโมงเช้า หรือหลังเวลาสองทุ่ม ระบบจะไม่คำนวณส่วนลดให้ และจะไม่สามารถเชื่อมโยงการชำระเงินไปยังแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ แม้ว่าร้านอาหารแห่งนั้นจะเป็นร้านที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงก็ตาม

วงเงินรวมและวงเงินรายวัน

กลไกของโครงการมีการจำกัดเพดานความช่วยเหลือในแต่ละวัน เพื่อให้เกิดการกระจายเม็ดเงินอย่างทั่วถึงและไม่ให้งบประมาณกระจุกตัว ดังนั้น ก่อนการสั่งซื้ออาหารในทุก ๆ วัน ผู้บริโภคจำเป็นต้องตรวจสอบยอดเงินคงเหลือในแอปพลิเคชันเป๋าตังของตนเอง หากมีการใช้สิทธิจนครบเพดานสูงสุดที่รัฐกำหนดไว้ในวันนั้น ๆ แล้ว ยอดสั่งซื้อในคำสั่งซื้อถัดไปจะถูกคิดราคาเต็ม โดยที่ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินทั้งหมดเอง

ค่าบริการจัดส่ง (Delivery Fee) ที่ต้องจ่ายแยก

ถือเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนบ่อยครั้งในโครงการระยะแรก ๆ ภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มได้ย้ำชัดเจนว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จะเข้าไปอุดหนุน เฉพาะมูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งตรงจากร้านค้าเท่านั้น ในส่วนของ “ค่าบริการจัดส่ง” หรือ Delivery Fee จะไม่ถูกนำมารวมในสูตรคำนวณ 60/40 หมายความว่า ไม่ว่าระยะทางในการจัดส่งจะใกล้หรือไกล และมีค่าส่งเท่าใด ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าส่งเต็มจำนวน (100%) ตามอัตราค่าบริการจริงที่แอปพลิเคชันนั้น ๆ กำหนด