12 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผนึกกำลัง สมาคมผังเมืองไทย กสิกรไทย เครือข่าย ThaiCBN เดินหน้าขับเคลื่อนลดขยะอาหารและเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเปิดวงเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สมาคมผังเมืองไทย ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย และเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทย (ThaiCBN) ร่วมกันจัดงาน “Earth Jump 2026” ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดขยะอาหาร (Food Waste) และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างยั่งยืน ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด
การจัดงานครั้งนี้ มีการบันทึกความร่วมมือภายใต้ “กฎบัตรขยะอาหารไทย” (Thailand Food Waste Charter) ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมการผังเมืองไทย และเครือข่ายธุรกิจเพื่อสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (ThaiCBN) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยขอนแก่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการด้านการจัดการขยะอาหารและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อแสดงเจตจำนงร่วมกันในการหาแนวทาง และมาตรการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน ด้วยการสร้างมูลค่าจากเศรษฐกิจหมุนเวียน การลดปริมาณขยะอาหาร และการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน

ทั้งนี้ ภาคท้องถิ่นมีผู้แทนจากเทศบาลนคร 12 แห่ง ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงในการลดขยะอาหาร ร่วมกับ “เครือข่ายกฎบัตรขยะอาหารไทย” ประกอบด้วย เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี, เทศบาลนครนนทบุรี, เทศบาลนครปากเกร็ด, เทศบาลนครนครปฐม, เทศบาลนครรังสิต, เทศบาลนครอุดรธานี, เทศบาลนครขอนแก่น, เทศบาลนครเชียงใหม่, เทศบาลนครหาดใหญ่, เทศบาลนครนครสวรรค์, เทศบาลเมืองบางใหญ่ และเทศบาลนครระยอง
ขณะเดียวกันผู้แทนของเทศบาลทั้ง 9 แห่ง ได้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทาง การจัดการขยะอาหารและเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองในแต่ละพื้นที่ ดังนี้
ชูปุ๋ยโบกาฉิจัดการยั่งยืน
คุณวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด กล่าวว่า เนื่องจากเทศบาลนครนนทบุรีมีจำนวนครัวเรือนหนาแน่นเผชิญความท้าทายด้านข้อจำกัดของพื้นที่ในการจัดตั้งศูนย์แยกขยะ
ทางเทศบาลจึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้พบสุข ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการขยะอินทรีย์ระดับต้น ๆ ของประเทศ มุ่งเน้นการใช้ ‘ปุ๋ยโบกาฉิ (Bokashi)’ ที่ช่วยหมักขยะอาหารและจัดการน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ชุมชนทำ MOU กันเองภายในหมู่บ้าน เพื่อคัดแยกนำขยะอาหารมาแปรรูปเป็นน้ำหมัก EM และปุ๋ยอินทรีย์ ปัจจุบันขยายผลและสร้างความตระหนักรู้ไปยังชุมชนเครือข่ายทั้งหมด 66 ชุมชนทั่วประเทศ
ตู้กดน้ำอัจฉริยะลดพลาสติก
ร้อยตำรวจเอก ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต กล่าวว่า ด้วยเทศบาลนครรังสิตมุ่งเน้นการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) นำเทคโนโลยีและความสะดวกสบายมาผสานกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
ขณะที่แนวทางการจัดการ มุ่งเน้นการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง เช่น การปลูกฝังตั้งแต่ในโรงเรียนสังกัดเทศบาล ตลาด และห้างสรรพสินค้า พร้อมนำขยะอาหารส่วนหนึ่งส่งไปเลี้ยงสุนัขในศูนย์ดูแลสุนัขจรจัด และอีกส่วนนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์
ส่วนแนวทางการลดขยะพลาสติก ได้มีการจัดทำโครงการ ‘ตู้กดน้ำอัจฉริยะ’ เพื่อลดขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง จาการดำเนินการพบว่ามีประชาชนผู้ใช้บริการกว่า 200,000 ครั้ง/ปี สามารถลดปริมาณขวดพลาสติกได้มากกว่า 2 ตัน
ธนาคารขยะร่วมกับเครือข่ายเอกชน ให้ชาวบ้านคัดแยกขยะแล้วเลือกผู้รับซื้อได้เอง พร้อมจัดแข่งสะสมยอดขายขยะรายปีเพื่อมอบรางวัลกระตุ้นชุมชน รวมถึงเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร่วมมือกับจังหวัดคิกออฟปลูกต้นไม้ 1,200,000 ต้น

จับมือชุมชนนำร่องแยกขยะเปียก
นายสามารถ อารยรุ่งโรจน์ นายกเทศมนตรีเมืองบางใหญ่ กล่าวว่า บางใหญ่ถือเป็นเมืองกึ่งชนบทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก โดยมี อบจ.นนทบุรี ช่วยดูแลการกำจัดขยะที่ปลายทาง
สำหรับแนวทางการจัดการต้นทาง ทางเทศบาลได้บันทึกข้อตกลงร่วมกับหมู่บ้าน ทำ MOU นำร่องกับหมู่บ้านขนาดเล็ก ไม่เกิน 100 หลังคาเรือน ให้ชาวบ้านแยกขยะเปียกในบ้าน แล้วนำมาไว้ที่จุดศูนย์รวมของชุมชน จากนั้นเทศบาลจะเก็บรวบรวมไปบริหารจัดการต่อ
ทั้งนี้ ได้หาเทคโนโลยีใหม่ จากเดิมใช้แนวทางของกรมส่งเสริมฯ แต่ปริมาณขยะหนาแน่นเกินไป ปัจจุบันกำลังมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเสริม และเน้นย้ำว่าเทศบาลจะเดินหน้าโครงการจะเดินต่อไม่ได้ หากไร้ความร่วมมือจากชุมชนคือหัวใจหลักการดำเนินการครั้งนี้
‘ขยะอาหาร’ โจทย์ใหญ่นครเชียงใหม่
นางสาวกานต์ชนก ประกาศวุฒิสาร รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่ คือ เมืองท่องเที่ยวใหญ่ที่มีขยะสูงถึง 400 ตัน/วัน เมื่อผ่านรีไซเคิลแล้ว เหลือเข้าสู่ระบบฝังกลบประมาณ 340 ตัน ซึ่งในปริมาณขยะกว่า200 ตัน เป็นขยะอาหารจากโรงแรมและร้านอาหารกว่า 1,000–2,000 แห่ง
สำหรับแนวทางการจัดการ ทางเทศบาลได้มุ่งเน้นการรณรงค์การคัดแยกเศษอาหาร ผ่านโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัย ร่วมมือกับ ม.เชียงใหม่, สวทช. และหน่วยงานภาคี นำร่องแยกขยะอาหารกับโรงแรมระดับ 5 ดาว ล่าสุดมีโรงแรมเริ่มนำร่องโครงการแล้ว 7 แห่ง
จากนั้นนำขยะมาที่ศูนย์เรียนรู้ใจกลางเมือง นำเศษอาหารมาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ที่สวนหลวง ร.9 และสวนพระนครเมือง เพื่อแจกจ่ายให้ 100 ชุมชน ไฮไลต์ คือ ให้ชาวบ้านนำกิ่งไม้เศษไม้มาแลกปุ๋ย
ขณะเดียวกัน ได้เปิดตัวศูนย์เรียนรู้ เมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิ.ย.) ใช้นวัตกรรมหนอนแมลงวันลาย ช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต่อยอดเชิงเกษตรได้
ระยอง โชว์ถังกรีนโคน
นายฉัตรนุชัย สมบัติศรี ปลัดเทศบาลนครระยอง กล่าวว่า ด้วยบริบทพื้นที่เขตเมืองและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ EEC มีปริมาณขยะ 110–120 ตัน/วัน มีปัญหาประชากรแฝงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาอาศัยและผลิตขยะในเมืองจำนวนมาก ปลายทางส่งต่อให้ อบจ.ระยอง
ขณะที่แนวทางการจัดการ พันธมิตรภาคเอกชน ร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกรายใหญ่ร่วมออกแบบและสนับสนุน “ถังกรีนโคน (Green Cone)” พัฒนาต่อยอดเพื่อลดปัญหากลิ่นเหม็น สำหรับให้ครัวเรือนที่มีพื้นที่ใช้กำจัดขยะอินทรีย์เอง
ต่อมา ระบบ Door to Door ร่วมกับซาเล้งเอกชน แจกถัง 20 ลิตรให้บ้านที่เป็นสมาชิก จากนั้นจ้างรถซาเล้งเอกชนไปเก็บรวบรวมทุกวันเพื่อส่งต่อให้โรงงานไบโอแก๊สของ อบจ.ระยอง
สุดท้าย คือ อาสาสมัคร 3R จัดตั้งแกนนำชาวบ้าน ไปศึกษาดูงาน สัญญาว่าจะแยกขยะที่บ้านตัวเองก่อน แล้วจึงไปเคาะประตูบ้านชวนเพื่อนบ้านให้มาร่วมโครงการ

นครขอนแก่น มุ่งสู่ Zero Waste
นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า เทศบาลนครขอนแก่นได้วางเป้าหมายเป็นเมืองคาร์บอนต่ำและ Net Zero ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนแล้ว มีขยะอินทรีย์ไม่ต่ำกว่า 100 ตัน/วัน
สำหรับแนวทางการจัดการ ถังหมักลดกลิ่นยืดเวลาเก็บ วางถังหมักขยะเศษอาหาร ขนาด 20 ลิตร (1 ถังต่อ 10 ครัวเรือน) ไว้ที่ส่วนกลางชุมชน พร้อมเติมน้ำหมักชีวภาพลดกลิ่น ทำให้ยืดระยะเวลาการเข้ารวบรวมขยะของเทศบาลได้ยาวขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งแทนการเก็บทุกวัน
ขณะเดียวกันได้มีโครงการกู้ชีพอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ผ่านการทำ MOU ร่วมกับห้างโลตัส 17 สาขา นำอาหารส่วนเกินที่ทานไม่ทันหรือใกล้หมดอายุมาบริหารจัดการไม่ให้กลายเป็นขยะ และเตรียมขยายผลไปยังแม็คโครและเซเว่น อีเลฟเว่น
นอกจากนี้ ยังมองหาเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะเฟอร์นิเจอร์ ขยะก่อสร้างกลับมาใช้ใหม่ และมีแผนสร้างโรงงานไบโอแก๊สเพิ่มเติม
อุดรธานี มุ่งแปรสภาพอาหารหมดอายุ
นายกิตติกร ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี กล่าวว่า ปัจจุบันมีปริมาณขยะ 190 ตันต่อวัน เป็นขยะอินทรีย์ครึ่งหนึ่ง มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ต้องดูแลถึง 5 แห่ง
แนวทางการจัดการ ได้แก่ ธนาคารขยะชุมชน ตั้งจุดรับซื้อขยะรีไซเคิล 5 จุด โดยหักส่วนต่างกำไรไว้เป็นเงินปันผลให้เครือข่ายชุมชนตอนสิ้นปี
เครื่องทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ นำเศษอาหารจากร้านอาหาร โรงเรียน และห้างสรรพสินค้าเข้าเครื่องแปรรูป ได้ทั้งปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเม็ด และก๊าซชีวภาพ โดยส่งปุ๋ยไปตรวจวิเคราะห์ที่สำนักงานพัฒนาการเกษตร พบว่าเหมาะกับพืชสวน จึงนำมาใช้บำรุงสวนสาธารณะทั้ง 5 แห่งของเทศบาลเอง
แปรสภาพอาหารจากห้างสรรพสินค้า ร่วมมือกับห้างแม็คโคร ไปจัดเก็บอาหารที่คัดทิ้งหรือใกล้หมดอายุ (เช่น ไส้กรอก ปีกไก่) นำมาเข้าครัวของเทศบาลที่ใช้ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้เอง (มี 4 เตา) เพื่อปรุงเป็นอาหารเลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดในความดูแล
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมีแผนขยายศักยภาพโดยการนำเครื่องกำจัดขยะเศษอาหารไปตั้งไว้ตามตลาดชุมชนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
หาดใหญ่ ถอดบทเรียนจากอุทกภัย
นางสาวนิลุบล เจริญพานิช รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวว่า ในฐานะที่หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางธุรกิจภาคใต้ ขยะสูงถึง 250 ตัน/วัน เป็นขยะอินทรีย์ 120 ตัน ประชากรรวมประชากรแฝงเกือบ 300,000 คน ในพื้นที่ 21 ตารางกิโลเมตร จึงร่วมมือกับ มทร.ธัญบุรี ในการทำโครงการหนอนแมลงวันลายแก้ปัญหาขยะอาหาร
ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างบทเรียนที่สำคัญ คือ มหาอุทกภัย ปี 2568 เมื่อเกิดภัยพิบัตส่งผลให้ระบบจัดการขยะที่ปลายทางอย่างโรงไฟฟ้าขยะล่มทั้งหมด
แต่ต้องทำเรื่อง การตัดวงจรขยะตั้งแต่ต้นทาง การลดการใช้ การใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่
ข้อจำกัด กฎระเบียบและข้อบังคับในปัจจุบันไม่เอื้อให้ อปท. จัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ปัจจุบันหาดใหญ่ยกเว้นค่าเก็บขยะให้ครัวเรือนที่ทิ้งไม่เกิน 50 ลิตร/วัน ซึ่งอาจทำให้คนไม่เห็นคุณค่าของการลดขยะ
จึงต้องการเสนอให้มีการบังคับใช้กฎหมายหรือข้อบังคับดูแลโดยตรง เช่น การบังคับแยกถุงขยะตามสีแบบญี่ปุ่นหรือฮอลแลนด์ และการปรับเพดาน/อัตรารายได้ค่าธรรมเนียมขยะ เพื่อใช้กฎหมายและกลไกราคามาสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนอย่างจริงจัง

สุราษฎร์ฯ ผุดโมเดล “Wet-Waste”
นายประเสริฐ บุญประสพ นายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณขยะในระบบจัดเก็บอยู่ที่ 150 ตัน/วัน แม้จะมีระบบซาเล้งช่วยคัดแยกพลาสติกออกไปก่อน และมีรถเก็บขยะเปียกตามร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งหากการบริหารจัดการปลายทางพลาดเพียงนิดเดียว อาจทำให้เกิดปัญหาตามมามหาศาล
อย่างไรก็ตาม เทศบาลจึงต้องปรับวิธีคิดใหม่ มุ่งเน้นการสร้างโมเดลที่ชัดเจน เพื่อให้การจัดการขยะออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด คือ “การแยกขยะเปียก (Wet Waste) ออกมาจากระบบให้สำเร็จ” เพื่อลดภาระและปริมาตรขยะที่จะเข้าสู่ปลายทางให้น้อยที่สุด