ประเทศไทยเผชิญปัญหาขยะอาหารปริมาณกว่า 10 ล้านตันต่อปี เกิดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะราว 60,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มปีละหลายล้านตัน นำมาสู่แนวคิดการจัดการขยะอาหารของประเทศ พร้อมตั้งเป้าลดปริมาณขยะอาหาร 70% ภายใน 3 ปี
กฎบัตรไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Thai CBN และ TCEB เปิดเวที “Thailand Food Waste Forum 2025” ครั้งแรกในประเทศ พร้อมด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 9 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 30 แห่งทั่วประเทศร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางลดขยะอาหาร ชูโมเดลการจัดการขยะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นต้นแบบระดับประเทศ
เพื่อยกระดับปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็น “วาระเศรษฐกิจและความยั่งยืนของประเทศ” เพื่อสะท้อนความสูญเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การค้าปลีก จนถึงโต๊ะอาหาร ล้วนส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจ ภาระการจัดการขยะ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
คลี่ปัญหา “ขยะอาหาร” ล้นถัง
นายฐาปนา บุณยประวิตร เลขานุการกฎบัตรไทย กล่าวว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตอาหาร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อลดปริมาณ Food Waste ของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะอาหาร (Food Waste) อย่างเป็นรูปธรรม

มีโซลูชั่นที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและระบบติดตามข้อมูล เพื่อยกระดับการจัดการ Food Waste ให้เกิดผลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด การบูรณาการความร่วมมือครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายลดขยะอาหารให้ได้ 70% ภายใน 3 ปี ทั้งนี้ ภาคธุรกิจและผู้บริโภคคือกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การลด Food Waste เกิดผลจริงในระดับประเทศ
อาหารเหลือกิน 10 ล้านตันต่อปี
ขยะอาหาร (Food Waste) คือขยะอินทรีย์ประเภทอาหารโดยตรง คิดเป็นสัดส่วนสูงของขยะมูลฝอยทั้งหมดในประเทศ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และภาคบริการอย่างโรงแรม ร้านอาหาร และห้างค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 35-40% ของขยะมูลฝอยทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงสร้างภาระด้านการกำจัดขยะ
แต่ยังหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรและมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ถังขยะ แต่หมายถึงทรัพยากรที่ใช้ผลิตอาหารถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ ต้นทุนการกำจัดขยะของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเร่งภาวะโลกร้อน

มช.ชูโมเดลจัดการ Food Waste
รองศาสตราจารย์ ดร.สิริชัย คุณภาพดีเลิศ ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ประเทศไทยมีขยะชุมชนเฉลี่ยราว 30 ล้านตันต่อปี เป็นขยะอาหารมากถึง 40% หรือมีปริมาณ 10 ล้านตันต่อปี นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่จะต้องดึงขยะอาหาร 10 ล้านตันนี้ออกมาเพิ่มมูลค่า (Value)

อย่างไรก็ตาม ปริมาณขยะที่มากมหาศาลกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญภาระค่าใช้จ่ายด้านการกำจัดขยะและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละหลายล้านตัน กล่าวคือประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะราว 2,000 บาทต่อตัน
ดังนั้น ขยะ 30 ล้านตันต่อปี ต้องมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดมากถึงราว 60,000 ล้านบาทต่อปี ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อเสนอแนวทางลดขยะอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคการผลิต การแปรรูป ภาคบริการอาหาร ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยมีการเผยแพร่กรณีศึกษาการลด Food Loss & Food Waste ที่ประสบผลสำเร็จ ตลอดจนต้นแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน การติดตามข้อมูลด้วยระบบดิจิทัล (Digital Monitoring) และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
สำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีจำนวนประชากรในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กว่า 60,000 คน แบ่งเป็นนักศึกษา 40,000 คน และอาจารย์-บุคลากร 20,000 คน มีรูปแบบจัดการขยะแบบครบวงจร โดยคัดแยกเป็นหมวดหมู่ เน้นการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการคัดแยกขยะ 6 ประเภทที่ต้นทาง (ขยะทั่วไป, รีไซเคิล, อินทรีย์, ชีวมวล, อันตราย, ก่อสร้าง) แล้วนำไปแปรรูป

เช่น ขยะอินทรีย์หมักผลิตก๊าซชีวภาพ (CBG) ใช้กับรถในมหาวิทยาลัย และผลิตไฟฟ้า ส่วนขยะอื่น ๆ เช่น พลาสติกและเศษชีวมวลจะนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) หรือเชื้อเพลิงสีเขียว เพื่อลดการฝังกลบและสร้างพลังงานใช้เอง เป็นต้น
อีกมิติสำคัญคือ การนำ Food Waste ไปต่อยอดในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ พลังงานชีวภาพ วัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในรูปแบบใหม่ หากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ Food Waste อาจไม่ใช่ภาระ แต่กลายเป็นทรัพยากรเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
รองศาสตราจารย์ ดร.สิริชัยกล่าวต่อว่า มช. ถือเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่มากชุมชนหนึ่ง จึงต้องมองภาพการบริหารจัดการขยะแบบองค์รวมและมีความยั่งยืน (Sustainability) โดยใช้วิธีการคัดแยกขยะอาหาร หรือ Food Waste ไปผลิตพลังงานทดแทน เช่น ไบโอแก๊ส ซึ่งช่วยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มช.ได้ลงทุนระบบเทคโนโลยีการจัดการขยะราว 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นสเกลที่ค่อนข้างใหญ่ แต่มองเรื่องความคุ้มค่าและยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ การนำรูปแบบการจัดการนี้เป็นโมเดลสำหรับหน่วยงานองค์กรอื่น ๆ อาจลดสเกลลงได้ แต่ให้เน้นความเป็นองค์รวมของการจัดการที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถเริ่มทำได้ทันที การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะช่วยต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย และรูปแบบความร่วมมือที่ขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ นำไปสู่เป้าหมายการลดขยะอาหารของไทยลง 50% ภายในปี 2573 ตามกรอบ SDGs

สสปน.จัดฟอรั่มแก้แบบยั่งยืน
นายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สสปน. หรือ TCEB กล่าวว่า TCEB มีนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) สู่ความยั่งยืน โดยเน้นกลยุทธ์ “MICE for Sustainability” ที่ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การจัดงานที่เป็นกลางทางคาร์บอน-Carbon Neutral Event, การใช้พลังงานสะอาด เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้ตอบโจทย์เทรนด์โลกอย่างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ยั่งยืนระดับโลก

สำหรับ Thailand Food Waste Forum 2025 ถือเป็นการขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารของประเทศไทย ที่ TCEB ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมองว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ท้าทาย ซึ่งการจัดการขยะอาหาร (Food Waste Prevention) ในธุรกิจ MICE เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพื่อลดขยะและคาร์บอน การจัดการขยะอาหารสำหรับธุรกิจ MICE เน้นหลัก Prevention
กล่าวคือ วางแผนจัดซื้อ-จัดเตรียม, บริหารจัดการวัตถุดิบให้คุ้มค่า และจัดเลี้ยงให้เหมาะสมกับจำนวนคน เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องทิ้ง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและคาร์บอนฟุตพรินต์ โดยเมื่อมีเศษอาหารที่เหลือสามารถนำไปบริจาค, แปรรูปเป็นปุ๋ย/ก๊าซชีวภาพ หรือนำไปผลิตไฟฟ้า แทนการฝังกลบ เพื่อสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และความยั่งยืน
กฎบัตร Food Waste จึงเป็นก้าวแรกของการยกระดับปัญหาขยะอาหาร จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่วาระเศรษฐกิจความยั่งยืน ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า ไทยกำลังขยับจากการจัดการปลายทางสู่การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสามารถ