บนเวที “Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” สัมมนายิ่งใหญ่ประจำปี 2569 ในโอกาสครบรอบก้าวสู่ปีที่ 50 ของ “ประชาชาติธุรกิจ” ช่วงเสวนาพิเศษได้รับเกียรติจาก “ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer ในฐานะว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX มาพูดคุยในหัวข้อ “THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต”
เปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน
“ดร.อารักษ์” กล่าวว่า ปีหน้า (2570) ธนาคารไทยพาณิชย์จะครบรอบ 120 ปี โดยตลอดเวลาที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง จากจุดเริ่มต้น ตั้งแต่การเป็น “บุ๊กคลับ” สู่ “แบงก์สยามกัมมาจล” ต่อมากลายเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” และล่าสุด มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่การเป็น “กลุ่มธุรกิจทางการเงิน” หรือ “กลุ่ม SCBX” เนื่องจากในบริบทของการแข่งขันจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
“สิ่งที่เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลา ว่าถ้าเราอยู่นิ่ง อยู่เฉย ๆ มันจะไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งก็เป็นโจทย์ของหลาย ๆ องค์กร”
โดยเมื่อราว 10 ปีก่อน ไทยพาณิชย์ก็พยายามถามตัวเองว่าการดำเนินธุรกิจธนาคารของไทยพาณิชย์ ก็น่าจะอยู่ไปได้เรื่อย ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เริ่มสังเกตเห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เริ่มมีแนวทางการใช้เทคโนโลยี อย่างฟินเทคเข้ามา ซึ่งมีการคุยกันภายในว่า หากไม่เปลี่ยนแปลง อะไรจะเกิดขึ้น โดยศึกษาจากหลาย ๆ ที่ก็พบว่าองค์กรที่อยู่มาเป็นร้อยปี ก็อาจจะอยู่ต่อไปได้ แต่จะไม่แข็งแรง หากไม่ปรับเปลี่ยน
“เราถามตัวเองว่าในระยะยาว เราต้องเปลี่ยนเป็นอะไรจึงจะแข็งแรง ซึ่งเราเห็นว่าเราควรต้องเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เป็นกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทำธุรกิจทางด้านการเงิน นี่เป็นที่มาของการเป็น SCBX โดยที่เรายังให้ความสำคัญกับการให้บริการทางด้านการเงิน ผ่านธนาคารไทยพาณิชย์เป็นหลัก แล้วก็จะมีบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาอีกมากมาย เพื่อสร้างความแข็งแรง และตอบโจทย์ลูกค้าในระยะยาว”
ดร.อารักษ์ ย้ำว่า “เราพยายามจะปรับตัว เปลี่ยนแปลง ก่อนที่เราจะถูกบังคับให้ตัวตนของเราต้องเปลี่ยนแปลง เราต้องพร้อมปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่าตรงนี้คือหัวใจของเราเลย ซึ่งไทยพาณิชย์ในช่วง 120 ปี ที่ผ่านมา เราเปลี่ยนมาแล้วหลายรอบ”
เลิกค่าธรรมเนียมจุดเปลี่ยน
“ดร.อารักษ์” ยอมรับว่า หากเมื่อราว 9 ปีก่อน ทุกธนาคารในประเทศไทย ไม่ลุกขึ้นมายกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนโดยพร้อมกัน วันนี้ประเทศไทยอาจจะยังไม่เข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากเท่ากับในปัจจุบัน เพราะสมัยก่อนการโอนเงินข้ามธนาคาร หรือโอนธนาคารเดียวกันแต่ข้ามเขต จะเสียค่าธรรมเนียม 35 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย หากจะโอนซื้อกาแฟ และการจะซื้อของ 5 บาท 10 บาทจะไม่เกิดขึ้นเลย
“ถ้ารวมรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งระบบธนาคาร ปีนั้นปีเดียวหายไปเป็นหลักหลายพันล้านบาท แต่ก็เป็นการลดต้นทุน เพราะการที่เราใช้เงินสดน้อยลง ตั้งแต่การผลิตธนบัตร การขนส่ง การคัด การแยก การทำลาย การที่ต้องมีสาขา การที่ต้องมีตู้ ATM จะลดลง ตอนนั้นเป็นความเชื่อว่าจะเกิดขึ้น โดยที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นไปอย่างนั้นจริง ๆ ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การใช้บริการต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป”
“ผู้มาก่อนกาล”-ปรับตัวรับ AI
“ดร.อารักษ์” กล่าวว่า แคแร็กเตอร์ของกลุ่ม คือ “ผู้มาก่อนกาล” ซึ่งหากมองย้อนไปสมัยเริ่มใช้ตู้ ATM เมื่อปี 2526 โดยไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแห่งแรกที่นำมาใช้ รวมถึงการใช้สีเป็นสัญลักษณ์ของธนาคาร และการปรับเวลาให้บริการในวันเสาร์ ก็เช่นเดียวกันที่ไทยพาณิชย์เป็นผู้บุกเบิก
“สิ่งเหล่านี้สะท้อนความเป็นตัวตนของเรา ลึก ๆ จะมาจากการที่เรามีความกังวล ว่าถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น หรือเราถูกบีบให้เปลี่ยน อะไรจะเกิดขึ้น เราอาจจะอยู่ในสภาพที่ไม่แข็งแรง เราจึงเป็นคนที่ลุกขึ้นมาตลอดเวลา ในการที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เราพบว่าจะทำให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืนมากกว่า”
ปัจจุบันการพัฒนา AI เปลี่ยนไปเร็วมาก แต่เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเราจะสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้สร้างปัญหาทางด้านแรงงาน แต่เป็นการช่วยเพิ่มผลิตภาพ การทำให้บริการดีขึ้น เร็วขึ้น ถูกลง และสามารถลดต้นทุนได้
“สิ่งเหล่านี้ ทุกคนคงต้องปรับตัว ผมคิดว่าการที่องค์กรจะปฏิเสธเรื่องนี้ แล้วไม่ทำอะไร ผมคิดว่าไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นแล้ว พนักงานทุกคนก็ควรต้องยอมรับแล้วว่านี่เป็นเรื่องใหม่”
“ปฐมบท 5 ปีแรก” ปรับองค์กร
หากถามว่าการทรานส์ฟอร์มของ SCBX ประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง “ดร.อารักษ์” กล่าวว่า ต้องบอกว่าปัจจุบันยังไม่สำเร็จ โดยหากมองในช่วง 5 ปีแรกของ SCBX ถือเป็นปฐมบทของการจัดโครงสร้างองค์กร มีการแยกธุรกิจออกมาเป็นบริษัทย่อยนับ 10 บริษัท เพื่อต่อยอด ซึ่งมาถึงวันนี้เกือบทุกบริษัทมีผลกำไรเป็นบวกแล้ว หากมองในมิติดังกล่าวก็เป็นความภาคภูมิใจที่ทำให้ทุกบริษัทแข็งแรงขึ้นมาได้ และเรื่องนี้สะท้อนผ่านการที่มีนักศึกษาจบใหม่ที่อยากเข้ามาร่วมงานกับกลุ่ม SCBX กันมากขึ้น
นำทัพ “SCBX” สู่เทคคอมปะนี
“ว่าที่ซีอีโอ SCBX” กล่าวว่า ตนเองทำงานกับกลุ่มมาปีที่ 16 แล้ว และในวันที่ 1 มกราคม 2570 ก็ได้รับมอบหมายให้รับไม้ต่อจากนายอาทิตย์ นันทวิทยา ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX เพื่อพาองค์กรไปต่อข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่ตั้งใจคือ สานต่อวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ร่วมกันสร้างมา และวันนี้มีความพร้อมที่จะเติบโตไปในระยะยาวแล้ว
“เราจะนำเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ มาสร้างหมุดหมายต่อไป จะพยายามทำสิ่งเหล่านั้น โดยหวังว่าหากทำสำเร็จ คนก็จะเริ่มมองกลุ่มเรามากกว่าธนาคารไทยพาณิชย์ แต่เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่น่าชื่นชม มีความประทับใจในการใช้บริการ คือ อยากจะทำให้ลูกค้ามีความสุขในรูปแบบที่เปลี่ยนไป”
ทั้งนี้ การที่ตนเองจะเข้ามารับไม้ต่อ มีการประกาศล่วงหน้าเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งผ่านไปแล้วราว 6 เดือน เหลืออีก 6 เดือน โดยได้รับมอบหมายว่า 6 เดือนหลัง ให้ปฏิบัติหน้าที่เสมือนจริง ซึ่งจะมีคนคอยเป็นโค้ชอยู่ข้างหลัง เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้ราบรื่นที่สุด
“ผมเองก็เป็นลูกจ้างคนหนึ่ง ก็พยายามทำงานให้เป็นมืออาชีพ และมองว่าองค์กรเรา ที่มาถึงตรงนี้ได้ ไม่ได้เป็นเพราะเรา แต่มาจากคนที่มาก่อนเราเป็นจำนวนมาก เรามีโอกาส ที่ฝรั่งเขาบอกว่าเรายืนบนไหล่ยักษ์ที่จะเดินต่อไปข้างหน้า ผมคิดอย่างนั้นเหมือนกัน ส่วนตัวก็พยายามจะเป็นคนง่าย ๆ และเชื่อว่าทุกคนก็มีบทบาทแตกต่างกัน ขึ้นกับประสบการณ์ ขึ้นกับโอกาสที่ได้ ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ ก็อย่าทำตัวให้เยอะ ยิ่งกับน้อง ๆ เราเคยได้รับโอกาสมา ก็อยากจะให้โอกาสต่อไป ในช่วงเวลาที่เราดูแลองค์กรก็อยากทำให้ดีที่สุด แล้วก็ส่งมอบสู่รุ่นต่อไป”