เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

IMD ไทย ขึ้น ‘อันดับ 26’ ของโลก TMA ชี้ ปฏิรูปโครงสร้าง ‘คน-ภาครัฐ’

20 มิ.ย. 2569 | 20:46น.

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เผยผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลกจาก IMD ประจำปี 2569 ไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 26 ของโลก สิงคโปร์กลับมาผงาดครองอันดับ 1 ประธาน TMA เปิดมุมมองเชิงลึกชี้ แม้ภาพรวมดีขึ้นแต่ยังไว้วางใจไม่ได้ เตือน “เวียดนาม” น้องใหม่ไล่บี้ติดๆ จี้ภาครัฐเร่งแก้ปมเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ก่อนไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (World Competitiveness Ranking) ประจำปี 2569 ซึ่งครอบคลุม 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยมีการปรับปรุงตัวชี้วัดครั้งสำคัญให้สะท้อนถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถึง 9 ตัวชี้วัด

ผลปรากฏว่า “สิงคโปร์” สามารถแซงกลับขึ้นมาครองอันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จ จากความโดดเด่นในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ตามมาด้วย ฮ่องกง ในอันดับที่ 2 ขณะที่แชมป์เก่าอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ ร่วงไปอยู่อันดับที่ 3 เนื่องจากปัญหาเงินทุนไหลเข้าชะงักงันและค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ IMD ตั้งข้อสังเกตว่า เขตเศรษฐกิจกลุ่มผู้นำล้วนมีจุดร่วมสำคัญคือ “ความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน” (Institutional Credibility) ที่มีกฎระเบียบคาดการณ์ได้และการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มที่น่าสนใจว่า เขตเศรษฐกิจในกลุ่มเอเชียตะวันออกและอาเซียนส่วนใหญ่มีอันดับที่ดีขึ้น สวนทางกับประเทศโลกตะวันตกที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากผลกระทบด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจภายในประเทศและต้นทุนราคา

ไทยภาพรวมฟื้น แต่ไส้ในยังมีปัญหา

สำหรับประเทศไทยในปี 2569 นี้ อันดับภาพรวมปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ในปี 2568 มาอยู่ที่ อันดับที่ 26 ของโลก และยังคงรักษาตำแหน่ง อันดับที่ 3 ของกลุ่มอาเซียน เอาไว้ได้ แม้ว่าคะแนนสุทธิจะลดลงเล็กน้อยจาก 71.32 มาอยู่ที่ 71.11 คะแนนก็ตาม

เมื่อพิจารณาแยกตาม 4 ปัจจัยหลัก พบความเคลื่อนไหวที่สำคัญดังนี้

  • สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (อันดับ 10) แม้ภาพรวมจะลดลง 2 อันดับ แต่ไทยยังเกาะกลุ่ม Top 10 ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้รับอานิสงส์จากปัจจัยบวกด้านการลงทุนระหว่างประเทศที่ขยับขึ้นถึง 6 อันดับ จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อ (อันดับ 2) และอัตราการว่างงานที่ต่ำ (อันดับ 2) อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดด้านการเติบโตของ Real GDP และการส่งออกภาคบริการ (การท่องเที่ยว) ในแง่ของอัตราการเติบโตกลับมีการปรับตัวลดลง
  • ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (อันดับ 21) ปรับตัวดีขึ้นจากการขยับตัวของตลาดแรงงาน (ขึ้นมาอันดับ 10) และภาคการเงิน (อันดับ 31) โดยเฉพาะตัวชี้วัดการจ้างงานนอกเวลา (Part-time employment) และการเข้าถึงบริการทางการเงิน ทว่า ปัญหาด้านผลิตภาพแรงงาน (Labor productivity) และผลิตภาพโดยรวมยังคงอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำ
  • ประสิทธิภาพของภาครัฐ (อันดับ 32) อันดับคงที่ นโยบายภาษียังคงเป็นจุดแข็ง (อันดับ 7) และความเชื่อมั่นต่อนโยบายการคลังปรับตัวดีขึ้น แต่ข้อสังเกตสำคัญคือ ความเชื่อมั่นของผู้บริหารภาคเอกชนต่อกฎระเบียบทางธุรกิจและกฎหมายมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • โครงสร้างพื้นฐาน (อันดับ 45) ปรับดีขึ้น 2 อันดับ โดยสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 20 จากต้นทุนค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมที่ทำอันดับได้ดีขึ้น แต่โครงสร้างด้านเทคโนโลยีกลับร่วงลงไป 7 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 39 เนื่องจากความพร้อมและการเข้าถึงเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI ของไทยยังทำอันดับได้ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับเกณฑ์ใหม่ของ IMD

ไทยเทียบเวียดนาม: “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “คุณภาพคน”

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้เปิดเผยและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมอย่างน่าสนใจในประเด็นที่ประเทศไทยกำลังถูก “เวียดนาม” ซึ่งเข้ามาจัดอันดับเป็นปีแรก (New Entry) ไล่บี้มาติดๆ ในอันดับที่ 27 ของโลก ตามหลังไทยเพียงอันดับเดียว

ระบุว่า หากเปรียบเทียบในด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ (Hard Infrastructure) ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบเวียดนามอยู่มาก ทั้งเรื่องของถนนหนทาง ระบบโลจิสติกส์ และความเรียบร้อยของบ้านเมือง ในขณะที่เวียดนามยังเผชิญปัญหาฝุ่นควันและยังมีการใช้พลังงานถ่านหินอยู่มาก การเดินทางทางบกยังใช้เวลานาน

“ในมุมของผม โครงสร้างพื้นฐานเรากับเวียดนามต่างกันเยอะมาก ท่าเรือหรือถนนหนทางของเขายังต่างกับเรามาก แม้เขาจะอยู่ในระดับที่ดี แต่ปัญหานี้สำหรับเวียดนาม ผมมองว่าเอาเงินใส่เข้าไปก็แก้ได้แล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวของเวียดนามคือความสามารถในเชิงนโยบายที่เขาเด็ดขาดและตัดสินใจได้ดีกว่าเรา”

นายธีรนันท์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

“ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยจริงๆ เป็นเรื่องของ ‘คุณภาพคน’ สังคมเราผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กเกิดน้อย และคุณภาพการศึกษาของเรายังไม่ดีพอ ปัญหาเหล่านี้เป็นประเด็นที่พูดกันมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ยังแก้ไขไม่ได้มากพอ และที่สำคัญคือ หน่วยงานหรือกระทรวงที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง ยังไม่เคยเป็นกระทรวงเกรดเอในสายตาของผมเลย”

นอกจากนี้ นายธีรนันท์ก็ได้ให้มุมมองทางด้าน “มาเลเซีย” ที่ปีนี้อันดับพุ่งก้าวกระโดดขึ้นไปถึงอันดับ 15 ของโลก ดีขึ้นถึง 8 อันดับ เขาชี้ว่า ก่อนหน้านี้มาเลเซียสะดุดขาตัวเองจากปัญหาผู้นำ แต่เมื่อปัญหาคลี่คลายก็เลยทำให้กลับมาสะท้อนศักยภาพที่แท้จริง

ปกติมาเลเซียจะอยู่สูงกว่าไทยประมาณ 5-9 อันดับอยู่แล้ว แรงงานของเขามีทักษะที่ดีเด่นชัด มีอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง Semiconductor ในพื้นที่ปีนัง และมีผลิตภาพภาคการเกษตร ที่สูงกว่าประเทศไทยถึง 3 เท่าตัว ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพคนและภาคการผลิตที่สูงกว่าเราอย่างมาก

จี้ภาครัฐแก้วิกฤตเชิงโครงสร้าง-ปราบทุจริต

นายธีรนันท์กล่าวต่อไปว่า ตัวเลขจัดอันดับของ IMD บอกโจทย์ชัดเจนมากว่า

ประเทศไทยต้องทำอะไรบ้าง

แต่ปัญหาของไทย คือ เรื่องของ การนำแนวคิดไปปฏิบัติจริง (Implementation) ที่มักขาดความสอดประสาน (Alignment) ระหว่างนโยบายระยะสั้นและระยะยาว โดยนโยบายระยะยาวที่ยากๆ มักจะถูกผลักออกไปก่อน ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาด้านคุณภาพคน ความสามารถ และสุขภาพ (Health) ที่คนไทยป่วยง่าย รวมถึงดัชนีด้านหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากในปีนี้

เมื่อถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ประธาน TMA ระบุว่า

“ก็คงต้องย้อนกลับไปถามผู้นำรัฐบาลว่าจะเอาจริงเอาจังกันเสียทีระดับไหน ที่ผ่านมาเราโฟกัสแค่เรื่องการให้สินบน แต่หัวใจสำคัญ คือ การเบียดบังทรัพย์สินสาธารณะ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม และการบริหารที่พร้อมเปิดเผยรายละเอียดและรับคำวิจารณ์ ตัวอย่างประเทศที่แก้ปัญหาได้สำเร็จอย่างจีนหรือเวียดนาม จะเห็นว่าเขาไม่ได้ออกมาแค่พูด แต่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดแม้กระทั่งคนสนิทของผู้นำ”

สำหรับแนวทางการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ นายธีรนันท์ มองว่า บทบาทของ BOI เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะนักลงทุนมักมีคำถามนอกเหนือเกณฑ์ภาษี เช่น จะหาแรงงานจากไหน หรือการตั้งโรงงานในปีแรกต้องทำอย่างไร

เขาแนะว่า ไทยจึงควรมีหน่วยงานที่ช่วยดูแลแบบสิ้นสุดในจุดเดียว (End-to-End Management หรือ One Stop Shopping) เหมือนในประเทศจีน ควบคู่ไปกับการเติมเต็ม Hard Infrastructure ด้านระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Logistics) เชื่อมโยง รถไฟ-เรือ-เครื่องบิน ให้ไร้รอยต่อ (Seamless) โดยเฉพาะการขนส่งทางน้ำของไทยที่ปัจจุบันยังใช้งานต่ำกว่าศักยภาพจริง

โอกาสของไทยหลังสงคราม และทางออกที่ต้องเร่งทำ

ในส่วนของทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค หากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศคลี่คลายลง นายธีรนันท์มองว่า ภูมิภาคอาเซียนจะได้ประโยชน์ในตัวเองอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสงบ เป็นแหล่งพึ่งพิงและพักพิงที่ปลอดภัยของทุนโลกในช่วงวิกฤต คาดว่าเศรษฐกิจภาพรวมและตัวเลขการส่งออกของไทยจะเป็นบวกและกลับมาคึกคักมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญ คือ ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่อง “การสวมสิทธิ” สินค้าให้ชัดเจน เพื่อสร้างจุดยืนที่มั่นคงในเวทีการค้าโลก

นายธีรนันท์ปิดท้ายว่า

“ความท้าทายที่สูงที่สุดในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ที่ “ความเข้มแข็งภายในและการทำงานของภาครัฐ” ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุด โดยสิ่งเร่งด่วนที่สุดที่ต้องทำเพื่อรักษาขีดความสามารถคือ “การลงทุนในเรื่องคน” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง เพราะต่อให้ประเทศมีระบบ AI หรือหุ่นยนต์โรโบติกส์ที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าคนไม่มีทักษะและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์”

ผลการจัดอันดับและทัศนะจากผู้นำภาควิชาการชี้ชัดว่า การที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ในปีนี้ แม้จะเป็นสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังคงมีความน่ากังวลรอบด้าน โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับประเทศคู่แข่งที่มีความเฉียบคมด้านนโยบายอย่างเวียดนาม ที่พร้อมจะแซงหน้าไทยได้ทุกเมื่อหากโครงสร้างพื้นฐานกายภาพของเขาพัฒนาเสร็จสมบูรณ์

ดังนั้นการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างของไทย ทั้งการยกระดับกระทรวงด้านสังคมและการศึกษาให้เป็นกระทรวงเกรดเอเพื่อพัฒนาคุณภาพประชากรอย่างเป็นรูปธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม และการวางแผนยุทธศาสตร์ที่สอดรับกันทั้งระยะสั้นและระยะยาว จึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยติดหล่มอยู่ที่เดิมในกระดานแข่งขันระดับโลกอย่างถาวร