เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ยักษ์ใหญ่ไทยพร้อม Thailand Taxonomy ความยั่งยืน “ไม่ทำไม่ได้แล้ว”

21 มิ.ย. 2569 | 17:32น.

Thailand Taxonomy คือกรอบมาตรฐานที่ใช้จำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด โดยแบ่งออกเป็นสีตามระดับ เพื่อให้ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และนักลงทุนใช้เป็นภาษากลางในการตัดสินใจลงทุนและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน

ตัวแทนบริษัทชั้นนำของไทยจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม ร่วมเปิดมุมมองกลยุทธ์การปรับตัวรับมาตรฐาน Thailand Taxonomy บนเวที Panel Discussion “Aligning Business with Thailand Taxonomy” ในงาน “GREEN UP 2026 : Towards a Regenerative Future” ซึ่งจัดโดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวคือสิ่งที่ทุกองค์กรต้องเริ่มลงมือทำอย่างจริงจังและเร็วที่สุด ไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป

สมัชชา พรหมศิริ
สมัชชา พรหมศิริ

นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Thailand Taxonomy ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนทิศทางของตลาดทุนและความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน 4 มิติหลัก

มิติแรกคือการมองพอร์ตโฟลิโอโครงการใหม่ โดย Taxonomy ทำให้ผู้พัฒนาต้องประเมินว่าโครงการแต่ละประเภทจะได้รับผลกระทบจากกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใดในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น คอนโดมิเนียมระดับบนที่มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัสดุและเทคโนโลยี อาจมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่าโครงการในกลุ่มราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

มิติที่สองคือการเข้าถึงตลาดทุน โดยองค์กรที่ปรับตัวได้เร็วและมีระบบข้อมูลที่ดีจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้ก่อน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่สำคัญ

มิติที่สามคือการออกแบบและพัฒนาโครงการที่ทีมงานต้องเข้าใจปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุและซัพพลายเออร์ที่เลือกใช้

และ มิติที่สี่คือการบริหารห่วงโซ่อุปทาน โดยแสนสิริให้ความสำคัญกับการดึงคู่ค้าทุกขนาดให้เดินหน้าไปพร้อมกัน

“ในแง่ของผู้บริโภคกลุ่มที่อยู่อาศัย ปัจจัยการตัดสินใจซื้อยังคงเน้นเรื่องทำเล ราคา และโปรโมชั่นเป็นหลัก ดังนั้นภารกิจสำคัญในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาคือการสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคว่าบ้านที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นดีต่อคุณภาพชีวิตและกระเป๋าเงินของพวกเขาอย่างไร”

วรุตม์ เลขะจิระกุล
วรุตม์ เลขะจิระกุล

ด้าน นายวรุตม์ เลขะจิระกุล General Manager ไดกิ้น ประเทศไทย เผยว่า ในฐานะบริษัทลูกของญี่ปุ่นซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพพลังงานมาอย่างยาวนาน ไดกิ้นจึงสามารถรับมือกับ Thailand Taxonomy ได้อย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานใด ๆ

โครงการที่แสนสิริเป็นพาร์ตเนอร์ด้วยนั้น ไดกิ้นเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟระดับสูงสุดจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีทั้งหมด 6 ระดับ บริษัทเลือกสินค้าที่ดีที่สุดเพื่อลดค่าไฟให้แก่ผู้อยู่อาศัย เนื่องจากผู้ที่จ่ายค่าไฟคือลูกบ้าน ไม่ใช่ผู้พัฒนาโครงการ

นอกจากนี้ ไดกิ้นยังมุ่งเน้นการพัฒนาสารทำความเย็นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็นไม่ถูกต้องอาจปล่อยคาร์บอนได้สูง พร้อมทั้งยังมีโครงการรับคืนและรีไซเคิลสารทำความเย็นจากบ้านเรือนเพื่อป้องกันการรั่วไหลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

“Taxonomy ช่วยให้เราทำกลยุทธ์ได้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีภาษากลางที่จะมาบอกว่าทำไมผู้บริโภคถึงควรสนใจเรื่องเหล่านี้ แต่วันนี้เมื่อมีกรอบที่ชัดเจน มันช่วยให้ผู้บริโภคมองเห็นคุณค่าของสินค้าที่ดีกว่าได้ชัดขึ้น”

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล

ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล กรรมการอิสระและกรรมการคณะกรรมการความยั่งยืน บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับธุรกิจผลิตและแปรรูปไม้ ความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งมาทำเพราะมี Taxonomy เข้ามา แต่เป็นนโยบายระยะยาวที่ดำเนินมากว่า 20-30 ปีแล้ว เพราะมองเห็นว่าช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทได้จริง

วนชัย กรุ๊ปส่งออกสินค้ากว่า 90% ไปยังตลาดโลก จึงต้องติดตามกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันบริษัทได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1 และ Scope 2 ไปแล้วถึง 1 ใน 3 จากปีฐาน และใช้พลังงานหมุนเวียนคิดเป็นกว่า 70% ของกำลังการใช้พลังงานทั้งหมด

โมเดลธุรกิจวนชัย กรุ๊ป คือการนำไม้ยางพาราจากสวนที่หมดอายุการผลิตน้ำยางแล้วมาแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้าง ซึ่งช่วยกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว โดยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตคิดเป็น 94% มาจากส่วนที่หากไม่นำมาจัดการก็จะก่อผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

“เมื่อ Thailand Taxonomy เข้ามา มันยิ่งเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวได้มากขึ้น ปัจจุบันโรงงานของเราก็ได้เข้าถึง Green Loan จากสถาบันการเงินแล้ว Taxonomy ไม่ได้เข้ามากำหนด Competitiveness ของเรา แต่มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าถึงสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้วได้ง่ายขึ้น”

วชิระชัย คูนำวัฒนา
วชิระชัย คูนำวัฒนา

ด้าน นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะผู้ผลิตซีเมนต์ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เอสซีจีตื่นตัวและปรับตัวในเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยมองว่า Thailand Taxonomy ช่วยให้ภาคการเงินและภาคการผลิตเริ่มพูดภาษาเดียวกัน และทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบขับเคลื่อนไปด้วยกันได้ดีขึ้น

ปัจจุบัน 80% ของซีเมนต์ที่เอสซีจีจำหน่ายสำหรับโครงการใหม่เป็น Low Carbon Cement โดยพัฒนามาถึง Generation 2 ที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 15-20% จากสูตรเดิม และขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและนำร่อง Generation 3 ซึ่งคาดว่าจะลดได้ถึง 40% ผ่านการปรับสูตรการผลิตโดยยังคงคุณภาพความแข็งแรงเทียบเท่าเดิม

นายวชิระชัยยังแนะนำให้ภาคธุรกิจไม่ต้องรอลงทุนทุกอย่างพร้อมกัน เพราะมีหลายมาตรการที่ทำได้เลยและคุ้มค่าทางธุรกิจ เช่น การประหยัดพลังงานที่ช่วยลดต้นทุนได้ทันที หรือการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดบางประเภทที่ต้นทุนถูกกว่าพลังงานเดิม

“เส้นทางสู่เป้าหมายปี 2050 นั้น เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ต้องวางแผนระยะยาวและค่อย ๆ ก้าว”

ดร.ณัฐกร ไกรกุล
ดร.ณัฐกร ไกรกุล

ปิดท้ายด้วย ดร.ณัฐกร ไกรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์และบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มองว่า Thailand Taxonomy เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า Ecosystem ของธุรกิจพลังงานกำลังเปลี่ยนแปลง โดยกฎระเบียบใหม่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่าเทคโนโลยี

ปตท.วางกรอบกลยุทธ์ใหม่บน 3 แกนหลัก ได้แก่ การปรับพอร์ตธุรกิจไปสู่พลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยืดอายุการใช้งานสินทรัพย์ที่มีอยู่ และการร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เนื่องจากเป้าหมายด้านคาร์บอนเป็นศูนย์ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สำหรับเทคโนโลยีที่ ปตท.มุ่งลงทุน ได้แก่ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานทางเลือก และการพัฒนาโมเดลป่าชุมชน

“ถ้าเรามองแค่ว่า Taxonomy คือกติกาที่เข้ามาสร้างภาระ เราจะพลาดโอกาส เพราะจริง ๆ แล้วมันคือสัญญาณที่บอกว่าธุรกิจไหน กิจกรรมไหน จะเข้าถึงแหล่งทุนได้หรือไม่ได้ในอนาคต องค์กรที่เข้าใจและเริ่มต้นก่อนจะมีต้นทุนในการปรับตัวที่ต่ำกว่ามาก”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ความยั่งยืน