ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 7,000 คนจากกลุ่มประเทศ G7 โดย BSI (British Standards Institution) เผยถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในมุมมองของภาคธุรกิจต่อเรื่องความยั่งยืน กำลังถูกนิยามใหม่ในฐานะกลยุทธ์หลักทางธุรกิจและการเงินที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง
รายงาน BSI G7 Net Zero Temperature Check: Business Insights 2026 พบว่า 83% ของผู้นำธุรกิจในกลุ่ม G7 ยังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามกรอบเป้าหมายของประเทศตน และที่น่าสนใจคือ 69% ระบุว่าองค์กรของตนได้เพิ่มระดับการดำเนินงานด้าน Net Zero ขึ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ชะลอหรือถอยกลับ แม้ว่าบริบทเศรษฐกิจโลกในช่วงเดียวกันนั้นจะมีความผันผวนสูง
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง การลดต้นทุนกลายเป็นแรงจูงใจอันดับหนึ่งในการดำเนินงานด้าน Net Zero ที่ 27% แซงหน้าเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาด้วยความสามารถในการแข่งขันในตลาด 21% และข้อกำหนดจากห่วงโซ่อุปทาน 18% ซึ่งธุรกิจกำลังมองการลดการปล่อยคาร์บอนผ่านเลนส์ของการเงินและการดำเนินงานเป็นหลัก มากกว่าจะมองเป็นเรื่องของภาพลักษณ์หรือความรับผิดชอบต่อสังคม
โดย 74% ของผู้บริหารที่สำรวจระบุว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการไม่เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero นั้นมีมากกว่าความเสี่ยงจากการลงมือทำ ขณะที่ 78% เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป้าหมาย Net Zero สามารถเดินหน้าควบคู่กันได้ และ 75% มองว่าความพยายามด้านความยั่งยืนจะเปิดโอกาสสู่ตลาดใหม่และนวัตกรรมใหม่ นอกจากนี้ 73% ยังระบุด้วยว่าการเดินหน้าด้าน Net Zero อย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะหากคู่แข่งเลือกชะลอหรือถอยออกจากเส้นทางนี้
รายงานยังชี้ให้เห็นแนวปฏิบัติใหม่ที่กำลังแพร่หลายในหมู่ผู้บริหาร เรียกว่า “climate-coding” ซึ่งหมายถึงการปรับกรอบการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนเสียใหม่ แทนที่จะพูดถึงผลกระทบต่อโลกหรือสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารหันมาเชื่อมโยงเรื่องเดียวกันนี้เข้ากับความยืดหยุ่นของธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน และผลการดำเนินงานทางการเงิน เพื่อสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนภายในองค์กรได้มากขึ้น โดย 61% ของผู้บริหารใน G7 ระบุว่าได้ปรับวิธีการสื่อสารในทิศทางนี้แล้ว
ซูซาน เทย์เลอร์ มาร์ติน ซีอีโอของ BSI แสดงความเห็นว่าเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกรอบคิดด้านความยืดหยุ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นว่าผู้นำธุรกิจจำนวนมากตระหนักแล้วว่าต้นทุนของการไม่ลงทุนใน Net Zero อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว และก้าวต่อไปคือการเชื่อมช่องว่างระหว่างความมุ่งมั่นกับการลงมือปฏิบัติจริงผ่านมาตรการรับมือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรม
สำหรับประเทศไทย บริบทดังกล่าวมีความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งในตลาดและกฎระเบียบกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียว ฝั่งตลาดทุน สินทรัพย์ของกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG มีมูลค่าราว 103,000 ล้านบาท ณ เดือนมกราคม 2569 ซึ่งหมายถึงการเติบโตถึง 249% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ขณะที่ยอดคงค้างของตราสารหนี้ ESG กำลังเข้าใกล้ระดับ 1 ล้านล้านบาท
ในด้านกฎระเบียบ พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของไทยซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2570 จะกำหนดให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ การกำหนดราคาคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ปล่อยก๊าซขนาดกลางและขนาดใหญ่เป็นหลัก ควบคู่กันนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 เริ่มรายงานข้อมูลความยั่งยืนตามมาตรฐาน ISSB ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าองค์กรขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยจะมีเวลาเตรียมพร้อมไม่มากนัก
ด้าน กุลธัช บุญบงการ ผู้จัดการ BSI ประจำประเทศไทย กล่าวว่าธุรกิจไทยกำลังก้าวข้ามการมอง ESG เป็นเพียงเรื่องของการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือการสื่อสารองค์กร และหันมาให้น้ำหนักกับคุณค่าเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่แข็งแกร่งกำลังถูกนักลงทุนมองว่าเป็นสัญญาณของคุณภาพธุรกิจและความพร้อมรับการลงทุนในระยะยาว
สำหรับธุรกิจไทยโดยรวม การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในตลาดและเชิงกฎระเบียบสะท้อนให้เห็นว่า ESG ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นที่ดีถ้ามีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยที่จับต้องได้และวัดผลได้ในการเข้าถึงเงินทุน การวางตำแหน่งในตลาด และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ซึ่งทำให้ช่วงเวลานี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มลงมือก่อนที่กฎระเบียบจะบังคับใช้จริง
