Yubunyasit Chokwatana
“เจ้าสัวบุณยสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยยังได้เปรียบหลายประเทศ แนะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยกระดับขีดความสามารถแข่งขันรับอานิสงส์ภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมจับตาจีนเป็นแรงขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ ด้านเครือสหพัฒน์ลุยสานพันธมิตรลงนามความร่วมมือกว่า 20 ฉบับ ครอบคลุม AI ดิจิทัล การค้าและการลงทุน
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งหลายภูมิภาค ทั้งสงครามยูเครนและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ไทยยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามและรักษาความเป็นกลาง จึงมีโอกาสฟื้นตัวและพัฒนาได้รวดเร็วเมื่อสถานการณ์โลกคลี่คลาย
ทั้งนี้ แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะต่ำกว่าเวียดนามหรืออินโดนีเซีย แต่เป็นผลจากฐานเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้การขยายตัวในเชิงเปอร์เซ็นต์ดูต่ำกว่า ขณะที่เมื่อพิจารณาในเชิงมูลค่าความแตกต่างไม่ได้มากอย่างที่เห็น

โครงสร้างพื้นฐานปลุก ศก.
นายบุณยสิทธิ์เปิดเผยว่า สำหรับข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้มากขึ้น เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ระบบคมนาคมเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ และโครงการแลนด์บริดจ์ที่ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง
ในการลงทุนด้าน Infrastructure ไม่เพียงช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แต่ยังสร้างการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจโดยตรง
นอกจากนี้ การลงทุนขนาดใหญ่ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้หลายด้าน ทั้งการจ้างงาน การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการลงทุนระยะยาวที่ยังไม่มากพอ หากรัฐสามารถเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ จะช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นการจ้างงาน และช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน
บาทแข็งฉุดแข่งขัน
นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลต่อความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยมองว่าระดับที่เหมาะสมควรสูงกว่า 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันไทยต้องเผชิญการแข่งขันดึงดูดการลงทุนที่รุนแรงขึ้น โดยบางส่วนย้ายไปยังเวียดนาม ทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ส่วนต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์และพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบสงคราม แต่เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เครือสหพัฒน์ยังพยายามตรึงราคาสินค้าและจะปรับขึ้นราคาเฉพาะกรณีที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถรองรับได้
ไทยช่วยไทย+ กระตุ้นระยะสั้น
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” มองว่าเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เมื่อโครงการสิ้นสุดลงผลของการกระตุ้นก็จะลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐสามารถนำข้อมูลที่ได้จากโครงการมาพัฒนาเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Data Center เพื่อใช้ต่อยอดเชิงนโยบาย ก็ถือเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว
รับบททุนต่างชาติขาขึ้น
ขณะเดียวกันทิศทางการลงทุนกำลังเปลี่ยนผ่านจากญี่ปุ่นสู่จีนอย่างชัดเจน โดยจีนให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น และมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย
ปัจจุบันยังมีนักลงทุนจีนรายใหญ่ประมาณ 2-3 รายอยู่ระหว่างการเจรจา โดยมีลักษณะการลงทุนแตกต่างจากญี่ปุ่นในอดีต เนื่องจากจีนมักลงทุนในโครงการขนาดใหญ่และใช้พื้นที่จำนวนมาก
สหกรุ๊ปแฟร์ เวทีเชื่อมพันธมิตร
ทั้งนี้เครือสหพัฒน์จะใช้เวที “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” สร้างความร่วมมือทางธุรกิจครั้งใหญ่ ผ่านการลงนามความร่วมมือกว่า 20 ฉบับ ครอบคลุมเทคโนโลยี การค้า การลงทุน การศึกษา สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และไลฟ์สไตล์
โดยมีไฮไลต์สำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้าน Cloud, AI และ Digital Transformation กับ AWS, Google และ SoftBank รวมถึงความร่วมมือทางการค้ากับมณฑลเสฉวน การพัฒนา Tokyo Girls Collection ในไทย และการจับมือ SBI China Capital Group เพื่อเชื่อมตลาดไทย-จีน-ฮ่องกง และอาเซียน


ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวของเครือสหพัฒน์สู่ยุค AI, E-Commerce และ Digital Transformation ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในระยะต่อไป
นายบุณยสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า ตัวงานสหกรุ๊ปแฟร์ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด“ไปด้วยกันนะ” เพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีสหกรุ๊ปแฟร์ สะท้อนการเติบโตร่วมกับผู้บริโภค คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
โดยฮอลล์ 100 นำเสนอนวัตกรรมและสินค้าใหม่ ส่วนฮอลล์ 98-99 รวบรวมสินค้าราคาพิเศษและสินค้าเปิดตัวใหม่จากบริษัทในเครือ พร้อมโซนร้านอาหารและกิจกรรมในรูปแบบ Festival เพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่








ทั้งนี้ยอมรับว่า ด้านผลประกอบการของธุรกิจในเครือปีนี้อาจไม่ดีเท่าปีก่อน จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์สงคราม โดยบางธุรกิจชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่น ขณะที่บางกลุ่มยังเติบโตได้ดี เช่น กลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ส่วนตลาดส่งออกในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและเมียนมา ยังคงมีความต้องการสินค้าไทยอยู่ แต่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านแรงงานและนโยบายภาครัฐ ทำให้การส่งออกไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
สามล้อติดเครื่องสู่สามล้อถีบ
นายบุณยสิทธิ์เปรียบเทียบภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า
“ปีที่แล้วเศรษฐกิจเป็นรถสามล้อติดเครื่องยนต์ แต่ปีนี้เป็นสามล้อที่ต้องถีบ”
สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากขึ้นและต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ
“ธุรกิจต้องอดทน อยู่รอดให้ได้ก่อน เมื่อโอกาสกลับมาเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัว” นายบุณยสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย