เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อาหารสุขภาพ-พร้อมกิน เกมใหม่ส่งออกไทยฝ่าต้นทุนแพง 

21 มิ.ย. 2569 | 07:22น.
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา

ตลาดอาหารแปรรูปไทยในปี 2569 ไม่ได้เผชิญเพียงโจทย์ต้นทุนวัตถุดิบ แพ็กเกจจิ้ง และค่าขนส่งที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว จากเดิมนิยมซื้ออาหารสำเร็จรูปแบบเดิม ไปสู่สินค้า “พร้อมปรุง-พร้อมกิน” ที่ลดขั้นตอนชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันสุขภาพกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการตัดสินใจซื้อ ตั้งแต่อาหารไฟเบอร์สูง ลดโซเดียม ลดนํ้าตาล ไปจนถึงอาหารเฉพาะบุคคล

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากข้าวโพดหวานแปรรูป เช่น ข้าวโพดกระป๋อง หน่อไม้กระป๋อง สแน็ก และผักผลไม้แปรรูปอื่น ๆ ถึงทิศทางธุรกิจอาหารแปรรูปไทยปีนี้

“พร้อมกิน” ตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบ

ปัจจุบันบริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยให้ความสำคัญกับกลุ่ม Ready to Cook และ Ready to Eat มากขึ้น โดย Ready to Cook คือสินค้าที่ผู้บริโภคหรือร้านอาหารสามารถนำไปปรุงต่อได้ทันที ไม่ต้องล้าง หั่น หรือตัดแต่งเพิ่มเติม ส่วน Ready to Eat คือสินค้าที่ฉีกซอง เข้าไมโครเวฟ และรับประทานได้เลย นอกจากนี้กลุ่มน้ำผลไม้และเครื่องดื่มก็เป็นอีกแนวทางที่เริ่มตอบโจทย์ร้านอาหาร บาร์ และผู้ให้บริการฟู้ดเซอร์วิส สอดคล้องกับการปรับสินค้าให้เข้ากับรูปแบบการบริโภคใหม่ ๆ โดยบริษัทมีการทดลองสินค้าใหม่ทุกปี ปีหนึ่งอาจเพิ่ม 3-4 รายการ แต่สินค้าที่ขายได้จริงอาจเหลือเพียง 1 รายการ ขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาด ขณะที่กำลังการผลิตโดยรวมยังเพียงพอ แต่สถานการณ์หลังโควิด เทรดวอร์ และสงครามในหลายภูมิภาค ทำให้การทำตลาดส่งออกผันผวน โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่ยังเป็นตลาดมีปัญหาจากสถานการณ์ความไม่สงบ

ส่งออกสหรัฐนิ่ง-ตอ.กลางสะดุด

ขณะที่โครงสร้างรายได้ของเราพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลักมากกว่า 90% โดยตลาดกระจายไปในสหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ยกเว้นจีนที่บางสินค้าเป็นคู่แข่งโดยตรง ขณะที่ในอาเซียน แม้หลายสินค้าจะมองว่าเวียดนามเป็นคู่แข่ง แต่เรากลับมองว่าเวียดนามเป็นลูกค้า

“ตลาดสหรัฐผมมองว่าเริ่มกลับมานิ่ง หลังจากก่อนหน้านี้ผู้นำเข้าตกใจจากประเด็นภาษี และมีการเร่งสั่งซื้อก่อนการปรับภาษี จากนั้นคำสั่งซื้อกดลงมาบ้าง ก่อนเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ตลาดเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น โดยภาษีที่เคยอยู่ระดับ 19% ขณะนี้ในหลายประเทศลดเหลือ 10% ตามมาตรการที่สหรัฐใช้กับหลายประเทศทั่วโลก”

ส่วนตลาดตะวันออกกลางยังเป็นจุดที่น่ากังวล เพราะหลายเส้นทางยังส่งออกได้ยาก แม้ลูกค้ายังต้องการซื้อสินค้า โดยตลาดที่ยังพอเดินหน้าได้คือซาอุดีอาระเบีย แต่ยังไม่ใช่ตลาดที่บริษัทมีฐานเติบโตมาก ขณะที่ตลาดที่เห็นโอกาสเติบโตในปีนี้อยู่ในเอเชีย เช่น เกาหลี อาเซียน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงเอเชียใต้ ซึ่งยังเป็นตลาดที่ไม่ยากเกินไป และยังมีโอกาสทำแบรนด์ของตัวเองได้

ตลาดใหม่ไม่มีแล้ว 

ส่วนปัจจุบัน “ตลาดใหม่” ในโลกแทบไม่มีแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือ ปรับสินค้าเดิมให้เหมาะกับตลาดเดิมมากขึ้น ทั้งขนาดบรรจุภัณฑ์ วิธีการผลิต รูปแบบบริโภค และระดับราคาที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม OEM ที่ต้องขยับไปสู่ ODM หรือช่วยออกแบบสินค้าให้ลูกค้ามากขึ้น

“ลูกค้าเคยซื้อแพ็ก 500 กรัม แต่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เราอาจเสนอ 250-300 กรัม เพื่อไม่ให้ระดับราคาพุ่งเกินไป เพราะต้นทุนขึ้นหมด ตลาดใหม่จริง ๆ ไม่ค่อยมีแล้ว มีแต่ตลาดเก่าที่เราต้องปรับแพ็กเกจจิ้ง หรือวิธีผลิตให้ตอบโจทย์มากขึ้น”

แรงกดดันด้านต้นทุนเป็นโจทย์ใหญ่ในปีนี้ โดยต้นทุนเฉลี่ยขยับขึ้นตั้งแต่ 3-15% แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า สาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งทั้งในประเทศและทางเรือ รวมถึงต้นทุนแพ็กเกจจิ้ง เช่น กล่องกระดาษ พลาสติก และกระป๋อง แม้บริษัทยังมีสต๊อกบางส่วนรองรับได้อีกประมาณ 2-3 เดือน แต่หลังจากนั้นจำเป็นต้องเจรจากับลูกค้าเพื่อทยอยปรับราคาเป็นขั้น ๆ

อย่างไรก็ดีแม้อยากปรับราคาขึ้นทันที แต่ผมยอมรับว่าต้องดูความสามารถของลูกค้าด้วย เพราะหลายประเทศเองก็เจอภาษีและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แนวทางจึงเป็นการประคับประคองให้ธุรกิจไปต่อได้ทั้งสองฝ่าย โดยบางสินค้าที่ผลิตใหม่เริ่ม “เข้าเนื้อ” ขณะที่สินค้าที่มีสต๊อกอยู่ยังพอรับต้นทุนได้ บริษัทจึงปรับกลยุทธ์การผลิตให้ระมัดระวังมากขึ้น ลดการผลิตสินค้าเกินคำสั่งซื้อ ลดสต๊อกให้ต่ำที่สุด และเน้นความแม่นยำตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการส่งออก เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและต้นทุนแฝง ขณะเดียวกันยังเข้มงวดเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าใหม่ในต่างประเทศ จากเดิมที่บางรายขอเครดิต 30-90 วัน ปัจจุบันต้องมีเงินมัดจำ และจ่ายส่วนที่เหลือเมื่อสินค้าลงเรือ ก่อนปล่อยเอกสารให้ลูกค้า

ฟิวเจอร์ฟู้ดโตสวนตลาดหลัก

อีกแนวโน้มสำคัญคือ อาหารเพื่อสุขภาพและฟิวเจอร์ฟู้ด ซึ่งเริ่มขยายตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไทย แม้แต่บริษัทเองที่ทำอาหารแปรรูปทั่วไปก็เริ่มพัฒนาสินค้าที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์สุขภาพ เช่น ซีอิ๊วหรือน้ำปลาลดโซเดียม อาหารลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน ปลากระป๋องที่เปลี่ยนจากน้ำมันพืชไปสู่น้ำเกลือหรือน้ำแร่ รวมถึงน้ำผลไม้ที่เพิ่มเมล็ดหรือไฟเบอร์เพื่อช่วยระบบทางเดินอาหาร

กลุ่มฟังก์ชั่นนอลฟู้ดมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะพืชและวัตถุดิบไทยหลายชนิดมีไฟเบอร์ หรือสารสำคัญตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีการวิจัยและพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าอยู่ในระดับที่สามารถเคลมได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผลักดันการจัดทำ Positive List สำหรับสารสำคัญในอาหาร โดย อย.ให้คำมั่นว่าจะทำ 150 รายการภายใน 3 ปี ปีแรกทำได้ 4 รายการ และคาดว่าปีนี้อาจได้เกือบ 50 รายการ

“เรารู้กันมานานว่าอาหารเป็นยา แต่ในทางกฎหมายยังทำไม่ได้ เพราะกองยาและกองอาหารแยกกัน สิ่งที่จะทำได้ในอนาคตคือ การเคลมให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้า อย.ขึ้นลิสต์มาให้ว่าเคลมได้ในปริมาณเท่านี้ต่อสัดส่วนเท่านี้ ผู้ประกอบการก็จะทำได้”

ปีที่ผ่านมากลุ่มฟิวเจอร์ฟู้ดเติบโตประมาณ 7% สวนทางกับอาหารทั่วไปที่ยอดส่งออกลดลงเกือบ 10% โดยมูลค่าฟิวเจอร์ฟู้ดอยู่ที่กว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 10% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด 1.6 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10% ไปสู่ 11-14% ในอนาคต

“สำหรับปีนี้ผมยอมรับว่าเป้าหมายสำคัญไม่ใช่การเติบโตสูง แต่คือการรักษาระดับรายได้ไม่ให้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท เพราะตั้งแต่ต้นปีธุรกิจเจออุปสรรคหลายด้าน แต่เรายังต้องพัฒนาสินค้าใหม่ สื่อสารกับลูกค้าให้มากขึ้น และทำให้เขาเห็นว่าอาหารไทยยังไปต่อได้ในตลาดโลก” 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกิน อาหารสุขภาพ