เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

EIC ชี้สงครามคลี่คลาย หนุนระยะสั้น คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2%-กนง.ไม่ขึ้นดอกเบี้ย

23 มิ.ย. 2569 | 16:04น.

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% จากเดิมที่ 1.7% เนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ราคาพลังงานปรับลดลง พร้อมทั้งการส่งออกและการลงทุนบางกลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดี แต่ภาคครัวเรือนและ SMEs ยังคงเปราะบาง คาด กนง.คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1%

“ดร.ยรรยง ไทยเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 ว่าจะขยายตัว 1.4% ชะลอตัวจากไตรมาส 1 ที่ขยายตัวถึง 2.8% ค่อนข้างมาก โดยมองว่าเหตุผลหลักคือผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบถึงการใช้จ่ายของประชาชน

“พอเกิดสงคราม ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้กระทบการจ้างงานและตลาดแรงงาน ประชาชนจึงกังวลเรื่องการใช้จ่าย แต่ในช่วงเดือนมิ.ย. จะได้ประโยชน์จากโครงการไทยช่วยไทย ต่อเนื่องไปไตรมาส 3 ที่จะทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนดีขึ้นชั่วคราว ทั้งนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่พบว่าครัวเรือนไทยอยู่ในช่วงลดภาระหนี้ ระวังเรื่องการใช้จ่าย” ดร.ยรรยง กล่าว

ทั้งนี้ ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตจากช่วงสงคราม ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป ผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ 1.ต้นทุนพลังงานและการผลิต กดดันเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และกระทบต่ออัตรากำไรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานและโลจิสติกส์เข้มข้น

2.เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง กระทบต่อการส่งออกจากกำลังซื้อโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงคราม ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงในช่วงก่อนหน้าและแนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงมากในปีนี้ และ

3.ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น จากความผันผวนในตลาดการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้ Risk premium และ Yield curve สูงขึ้น

แรงหนุนระยะสั้นจากสงครามคลี่คลาย

“ดร.ยรรยง” กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยหลังสงครามตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย โดยปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากเดิมประมาณการไว้ที่ 1.7% ซึ่งเป็นผลจากตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกภาคเอกชนที่โตขึ้น แม้มูลค่าการนำเข้าจะสูงขึ้นด้วยก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าในไตรมาส 3 จะเห็นเศรษฐกิจไทยโตขึ้นที่ 2.9% จากมาตรการเยียวยาค่าครองชีพของรัฐบาล ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสจากพระราชกำหนดกู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ในขณะที่ไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงไปที่ 1.1% จากการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงมาก เป็นผลจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลในเดือน ก.ย.

รวมถึงช่วงครึ่งปีหลังจะต้องจับตามาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐที่คาดว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้า 12.5% กับ 54 ประเทศที่ไม่มีมาตรการกำกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ ซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย และปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลถึงรายได้ภาคการเกษตรในปีนี้

แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่จะฟื้นตัวในลักษณะ K-Shaped ชัดเจน หรือฟื้นตัวแบบกระจุกอยู่ในกลุ่มธุรกิจใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี เช่น AI และ Data Center โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกที่เติบโตกระจุกในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด (CA) ไทยจะปรับตัวแย่ลง

โดยคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2569 จะอยู่ที่ -0.6-0.0% จากปีก่อนหน้าที่ 2.8% เป็นผลมาจากดุลบริการแย่ลง เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า และคนใช้บริการจากต่างประเทศมากขึ้น เช่น บริการสตรีมมิ่ง OTT ต่าง ๆ อีกทั้งยังมองว่าหากดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลงต่อไปอีก จะส่งผลต่อค่าเงินบาท สภาพคล่องของระบบการเงิน และเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย

ครัวเรือน – SMEs ยังเปราะบาง คาดกนง.คงดอกเบี้ย 1%

แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีขึ้นจากสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายนั้น แต่ภาคครัวเรือนและ SMEs ยังคงเปราะบางอยู่ โดยมองว่าการบริโภคภาคเอกชนจะได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคต้องรับมือกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น

สำหรับภาคครัวเรือนไทยอยู่ในภาวะ Debt Deleverage ซึ่งครัวเรือนไทยมีรายได้ลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี ทำให้ต้องลดค่าใช้จ่ายลงและระวังการก่อหนี้มากขึ้น และยังพบว่ารายได้ที่รับจากการสนับสนุนของภาครัฐนั้นเพิ่มขึ้นด้วย แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนระดับล่างยังพึ่งพาภาครัฐมากขึ้น ซึ่งก็เป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 2.6% และในไตรมาส 4 อาจสูงขึ้นแตะ 4% ทั้งนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ รวมทั้งแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ขณะที่ภาวะการเงินยังตึงตัว โดยเฉพาะภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs และคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.) จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปี เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ โดยมองว่า กนง.ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ และอาจผ่อนคลายได้บ้างในปีหน้า เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากด้านอุปทานเป็นหลัก แต่นโยบายการเงินเน้นจัดการแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ รวมทั้งเงินบาทยังมีเสถียรภาพ และทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูง

สำหรับในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบางเช่นนี้ การขึ้นดอกเบี้ยอาจเพิ่มความเสี่ยงและซ้ำเติมลูกหนี้ที่ประสบปัญหา อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อ และลดการชำหนี้ต่องวดด้วย

มองกลไก กรอ. หนุนการลงทุน

“ดร.ยรรยง” กล่าวว่า กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะช่วยได้หากมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนใหม่ เพราะมองว่าเหตุผลที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ มาจากการลงทุนที่น้อยราว 22% ของจีดีพี ซึ่งต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยหากทำได้ราว 30% ของจีดีพี ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากขึ้น รวมไปถึงการลดขั้นตอนกฎเกณฑ์ด้านการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศผ่านมาตรการ Thailand Fast Pass ก็จะช่วยส่งเสริมการลงทุนใหม่ในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการตั้งเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) ภายใน 12 ปีนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความเป็นไปได้ หากมีเป้าหมายการดำเนินงานชัดเจน นอกจากนี้ การตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างจริงจัง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีไอซี (SCB EIC)