เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เมื่อโลกแขวนอยู่บนเส้นด้าย AI Bubble พาค้นหาทางรอดให้พอร์ตลงทุน
Finance เมื่อโลกแขวนอยู่บนเส้นด้าย AI Bubble พาค้นหาทางรอดให้พอร์ตลงทุน
‘ภูมิใจไทย’ ถอดเขี้ยวฝ่ายค้าน แก้ข้อบังคับสภา โละ-รื้ออำนาจกรรมาธิการ
Politics ‘ภูมิใจไทย’ ถอดเขี้ยวฝ่ายค้าน แก้ข้อบังคับสภา โละ-รื้ออำนาจกรรมาธิการ
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 รับมืออิทธิพลทรัมป์ขาลง?
ข่าวหน้า 1 เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 รับมืออิทธิพลทรัมป์ขาลง?
สปส. เคลียร์คะแนนเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ เตรียมชง กกต. รับรองผล 5 พ.ย.นี้
Politics สปส. เคลียร์คะแนนเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ เตรียมชง กกต. รับรองผล 5 พ.ย.นี้
SRT Bangkok Connex กรุงเทพฯ-อยุธยา ปรับเวลา-เพิ่มเที่ยวรถ เริ่ม 1 พ.ย. 69
News SRT Bangkok Connex กรุงเทพฯ-อยุธยา ปรับเวลา-เพิ่มเที่ยวรถ เริ่ม 1 พ.ย. 69
‘วิทัย’ลุยต่อบทบาทใหม่ธปท. สกัดทุนเทา-คุมน็อนแบงก์
ข่าวหน้า 1 ‘วิทัย’ลุยต่อบทบาทใหม่ธปท. สกัดทุนเทา-คุมน็อนแบงก์
อุตุฯ เตือนรับมือฝนถล่ม กทม.-ใต้ อ่วม 60% เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน-คลื่นสูง 2 เมตร
News อุตุฯ เตือนรับมือฝนถล่ม กทม.-ใต้ อ่วม 60% เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน-คลื่นสูง 2 เมตร
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (31 ต.ค. 69) ปรับลง 1.04% อยู่ที่ 77,175 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (31 ต.ค. 69) ปรับลง 1.04% อยู่ที่ 77,175 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (31 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (31 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Taobao ทุบ SMEs เดี้ยงสนิท สินค้าจีนทะลัก-ไทยแห่ช็อปอันดับ 1
ข่าวหน้า 1 Taobao ทุบ SMEs เดี้ยงสนิท สินค้าจีนทะลัก-ไทยแห่ช็อปอันดับ 1
ดูทั้งหมด

อีไอซี ชี้รัฐมาถูกทางเลิกตรึงราคาน้ำมัน หวั่นแบกภาระนานเกิดช็อกต่อเศรษฐกิจ

26 มี.ค. 2569 | 13:30น.
อีไอซี ชี้รัฐมาถูกทางเลิกตรึงราคาน้ำมัน

SCB EIC หนุนรัฐเลิกตรึงราคาน้ำมันแบบถ้วนหน้า ชี้เสี่ยงเกิดภาวะช็อกรุนแรง หลังแบกภาระกองทุนน้ำมันฯเกือบ 4 หมื่นล้านบาท กระทบเพดานหนี้สาธารณะแตะเพดาน 70% ไวกว่าคาดการณ์เดิมปี’70 พร้อมประเมิน 3 ฉากทัศน์ กรณีพื้นฐาน สงครามยุติใน 2 เดือน จีดีพีเหลือโต 1.4% เงินเฟ้อ 3.2% หากยืดเยื้อนาน 4 เดือน จีดีพีเหลือโต 0.8-1.1% มอง กนง.ไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย คาดลดได้อีก 1 ครั้งปลายปีหรือต้นปี’70

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ แม้ว่าสงครามจะยุติ แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง

ดังนั้น ทิศทางนโยบายของภาครัฐในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกหน้ากระดานจากการช่วยเหลือแบบ “ถ้วนหน้า” (Broad-based Subsidy) มาเป็นการบริหารจัดการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” (Managed Float) ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เนื่องจากในความเป็นจริง ราคาน้ำมันที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่านั้น หากรัฐบาลปล่อยลอยตัวในทันที

ยรรยง ไทยเจริญ
ยรรยง ไทยเจริญ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “กระบวนการนำไปปฏิบัติ” (Execution) ว่าจะทำอย่างไรให้การปรับราคาขึ้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากตรึงราคาไว้นานเกินไปจนทรัพยากรหรือกองทุนน้ำมันหมดลง ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 4 หมื่นล้านบาท อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเฉียบพลัน (Shock) ดังนั้นเมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีก และต้องปล่อยราคาลอยตัว จะเกิดสภาวะ “ช็อก” ต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คล้ายกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจนหมดเพื่อรักษาค่าเงิน

นอกจากนี้ การตรึงราคาน้ำมันไว้ในระดับต่ำแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศค่อนข้างสูงอยู่ที่ 66% จากเดิมคาดว่าหนี้สาธารณะจะแตะเพดาน 70% ของจีดีพีภายในปี 2570 แต่ปัจจุบันคาดว่าใกล้เพดานเร็วขึ้น ดังนั้น จะมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ต้องระมัดระวัง โดยภาครัฐอาจจะต้องมีการสื่อสารว่าในระยะสั้นหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงขยับขึ้น แต่ในระยะกลางมีแผนบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับเครดิตลง (Down Grade) ของประเทศ

ขณะเดียวกัน การอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือ กลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้พลังงานต่อบุคคลมากกว่า ทั้งในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น สำหรับข้อเสนอ คือ รัฐควรอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) ภาครัฐควรเปลี่ยนมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ แทนการอุดหนุนถ้วนหน้า

รวมถึงการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารความจริงเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว ควรใช้โอกาสนี้เร่งการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว (Green Investment) เช่น พลังงานหมุนเวียน โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

ส่วนมุมมองต่อภาคธุรกิจและเอสเอ็มอี ภาคธุรกิจยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบางสูง หากดูสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) และเอ็นพีแอล รวมกันเกือบ 20% อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังคงพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น Soft Loan หรือ Credit Boost เพื่อช่วยเหลือลูกค้ายามวิกฤต

“การปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท เป็นการปรับขึ้นมากที่สุดเท่าที่เคยเห็น แต่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แม้ว่าการปรับขึ้น ซึ่งมีผลต่อจิตวิทยาของคนในเรื่องของการใช้จ่าย แต่ต้องยอมรับว่าวิกฤตมีความแตกต่างจากทุกรอบ เพราะน้ำมันที่มาจากช่องแคบฮอร์มุซ 23 ล้านลิตรต่อวัน เหลือเพียง 4-5 ล้านลิตร จึงเริ่มขาดแคลน ซึ่งเราโดนกระทบ 2 เด้ง ทั้งราคา และปริมาณ เมื่อเทียบกับประเทศยุโรป ดังนั้น แนวนโยบายการอุดหนุนราคาน้ำมันน้อยลง มาถูกทางแล้ว เพราะจะช่วยให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการประหยัดมากขึ้น และสร้างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งภาครัฐควรหันมาอุดหนุนเฉพาะจุดมากขึ้น”

ดร.ยรรยงกล่าวว่า จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย จึงได้ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ 1.กรณีฐาน (Baseline) โอกาสเกิดขึ้นประมาณ 50% โดยความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน คาดการณ์จีดีพีจะขยายตัว 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2% ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2.กรณีเลวร้าย (Worst Case) โอกาสเกิดขึ้น 40% โดยความขัดแย้งยืดเยื้อถึง 4 เดือน มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้จีดีพีลดลงเหลือ 0.8-1.1% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4-5%

และ 3.กรณีรุนแรง (Severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยจีดีพีอาจติดลบ -0.5 ถึง 1% และเงินเฟ้อมากกว่า 5%

อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะเผชิญความท้าทาย แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้านฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.84 แสนล้านดอลลาร์ และมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็นกันชน (Cushion) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการค่าเงินและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้อย่างเป็นขั้นตอน และลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตรุนแรงซ้ำรอยปี 2540

ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินอาจจะมีความท้าทายมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ธปท.อาจจะยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยเรามองว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา

ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินมีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 2570 ได้

“ตอนนี้ทุกประเทศเกิดภาวะ Stagflation เพราะเศรษฐกิจโตลดลง และเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งในตลาดเกิดใหม่เหมือนกันหมด เพราะในเอเชียพึ่งพาน้ำมันสูง โดยไทยเรานำเข้าถึง 8% ของจีดีพี ดังนั้น การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation Targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติมได้ กนง.จึงน่าจะเก็บ Policy Space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็น“

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีไอซี (SCB EIC)