คมนาคม ลุยระบบราง-ถนน แม้ถูกหั่นงบ ปัดล็อกสเป็กผู้รับเหมา แย้มอาจมีถูกตัด
คมนาคม ลุยระบบราง-ถนน แม้ถูกหั่นงบ ปัดล็อกสเป็กผู้รับเหมา แย้มอาจมีถูกตัด
รมช.คมนาคม ชี้แม้ถูกปรับลดงบ 2.3 หมื่นล้าน ลุยโครงการถนน-ระบบราง ปัดล็อกสเป็กเอื้อผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ยัน 83 เจ้ามีสิทธิตกชั้นหากผิดเงื่อนไข-แย้มปีหน้าอาจโดนตัด ลั่นไม่มีรับส่วยคมนาคม
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ว่า ปีนี้กระทรวงคมนาคม ถูกปรับลดงบประมาณไปมากพอสมควรประมาณ 8.79% เป็นเงินประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามากพอสมควรเมื่อเทียบกับภารกิจของกระทรวงคมนาคม
โดยมิติแรก ของกระทรวงคมนาคม คือการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน การทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ทำให้เขาสามารถเดินทางได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นกระทรวงคมนาคมมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาส ขยายโอกาส เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขอยกตัวอย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสตรวจศูนย์ขนส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จ.นครพนม ซึ่งศูนย์ขนส่งนี้เชื่อมต่อทั้งระบบทางรถ ทางราง ซึ่งข้อมูลหนึ่งที่ตนเห็นแล้วคิดว่าต้องให้ความชื่นชม รมต.ศุภจี คือการทำตลาดล่วงหน้าสำหรับสินค้าทุเรียนซึ่ง มีการแจ้งว่า 8 เดือนเมื่อเทียบกับเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 50% สามารถส่งออกไปแล้ว 7 หมื่นกว่าล้านบาท
ขณะที่มียอดการนำเข้าประมาณ 3 หมื่นล้าน เท่ากับว่าเราได้ดุล และเกินครึ่งในยอด 7 หมื่นล้าน คือการส่งทุเรียนผ่านทางลาว เวียดนามและจีน นี่คือความสำคัญของระบบคมนาคมขนส่ง ช่วยขยายโอกาส เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่เพื่อนสมาชิก ถามว่ากระทรวงคมนาคมปีนี้ถูกตัดงบไปเยอะเลย แต่เราจะพยายามบริหารจัดการให้ดีที่สุด ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมยังให้ความสำคัญกับการจัดรูปแบบการขนส่งทางระบบราง แต่ในแผนงบประมาณมีแต่ถนน ก็ต้องเรียนว่าถนนสร้างแล้วไม่ได้เสร็จเลย ไม่จบเลย ถนนแอสฟัลต์ 7 ปีก็ต้องซ่อม ถนนซีเมนต์คอนกรีตมีอายุ 20 ปีในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องมีการซ่อมบำรุง
ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็สอบถามทุกครั้งในการประชุมว่าเมื่อไหร่ถนนจะเสร็จ เมื่อไหร่จะมีไฟตามถนน ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคมพยายามแก้ และข้อเท็จจริงที่ไม่อาจจะลืมได้ คือการคมนาคมทางบกหรือถนนนั้นเป็นจุดเชื่อมทุกเส้นทางการคมนาคม หมายความว่าทุกสถานีรถไฟก็ต้องมีถนน ทุกทางไปสนามบินก็ต้องมีถนน ทุกทางที่จะลงจากเรือก็ต้องมีถนน
ดังนั้นความสำคัญของถนนไม่สามารถลดทอนได้ การให้ความสำคัญกับระบบราง ไม่ได้แปลว่าต้องลดถนน ทั้งนี้ งบปี 70 มีงบถนนจำนวน 1.59 แสนล้านบาท ยังมีงบลงทุนที่เป็นรายได้จากรัฐวิสาหกิจอีก 6.9 พันล้าน มีเงินกู้อีก 1.8 พันล้าน พีพีพีและไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์อีก 2 พันกว่าล้าน
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนระบบรางมีงบ 4.5 หมื่นล้าน ขณะเดียวกันมีงบจากรัฐวิสาหกิจอีก 2.5 พันล้าน มีเงินกู้อีก 7.2 หมื่นล้าน สาเหตุที่เราสามารถใช้เงินกู้ได้ เพราะระบบรางสามารถจัดหารายได้ ดังนั้นสัดส่วนระบบรางก็ไม่ได้น้อย ประมาณ 1.19 แสนล้าน ส่วนทางน้ำอีก 6 พันล้าน ทางอากาศอีกหมื่นกว่าล้าน แสดงให้เห็นว่ากระทรวงคมนาคมเราไม่ได้บอกว่าเราให้ความสำคัญกับระบบราง แต่ไม่ได้มีงบประมาณไปดำเนินการกับระบบราง เพราะเรามีงบจากแหล่งอื่นตามนโยบายของรัฐบาล
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ส่วนที่เพื่อนสมาชิกถามถึงโครงการต่างๆ ที่โครงการเกินพันล้านบาท เมื่อปีแรกที่ต้องตั้งไว้ 15% แต่ปีนี้ลดเหลือ 10% จะเป็นช่องทางให้เว้นระเบียบหรือกฎหมายเพื่อเอื้อผู้ประกอบการไม่กี่รายหรือไม่นั้น ซึ่งงบประมาณปี 70 ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านทำนายแน่นอน ก็เพราะว่าในการจัดสรร 15% เป็น 10% เป็นเพราะสำนักงบประมาณ หากสำนักงบจัดให้เพียง 10% จะไปหมกเม็ดทำโครงการอื่นหรือไม่ ท่านถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะตัดจาก 15% เหลือ 10% เพื่อไปทำโครงการอื่นนั่นใช่
แต่ไม่ใช่การหมกเม็ด เพราะสถิติของสำนักงบประมาณในปีแรกโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1000 ล้านบาท มีกระบวนการดำเนินการซึ่งต้องใช้เวลาเวลานาน ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาต้องเรียนนายกฯ ทราบ ดังนั้นในแต่ละปีสำหรับโครงการเกินพันล้าน สถิติในการเบิกจ่ายทำได้เพียง 4% กว่า ที่เหลือต้องกันงบไปเหลื่อมปี ดังนั้นงบที่กันไว้เหลื่อมปีทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาจากเม็ดเงินก้อนเดียวกัน ดังนั้นท่านพูดถูกว่าลดจาก 15% เหลือ 10% เพื่อให้มีโอกาสทำโครงการอื่น แต่ไม่ใช่การหมกเม็ดแน่นอน
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงกระบวนการที่เรียกว่าล็อกสเป็กให้กับผู้รับเหมาชั้นพิเศษต้องเรียนว่าการมีผู้รับเหมาชั้นพิเศษในปัจจุบัน เป็นเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางกำหนด การคัดเลือกผู้รับเหมาชั้นพิเศษเกิดจากกรมบัญชีกลาง ถามว่าทำไมจะต้องมีการกำหนดประเภทชั้นของผู้รับเหมา เพราะว่าทุกคนพูดได้หมดว่าฉันทำได้ แล้วอะไรที่พิสูจน์ว่าคุณสามารถทำได้จริงๆ ตามที่คุณพูดไว้ จึงเป็นกระบวนการแบ่งชั้นผู้รับเหมาโดยเทียบจากขนาดของงาน มูลค่าของงาน หากคุณมีประสบการณ์ในการทำงานชั้นที่ต่ำกว่าเพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถเลื่อนขึ้นไปทำชั้นใหญ่ได้
“หน้าที่ของเราคือบริหารจัดการงบประมาณให้คุ้มค่าที่สุดและต้องให้งานแล้วเสร็จ เพราะเงินทุกบาทเป็นภาษีของประชาชน เราไม่ได้บริหารเพื่อเอื้อให้กับใคร สำหรับผู้รับเหมาชั้นพิเศษในประเทศไทยมีอยู่ 83 ชื่อ เช่น ช.การช่าง ซิโนไทย เนาวรัตน์พัฒนาการจำกัดมหาชน บัญชากิจประยูรวิทย์จำกัด พระนครศรีอยุธยา พาณิชย์และอุตสาหกรรมจำกัด อิตาเลียนไทยดีเวลลอปเมนต์จำกัด เป็นต้น ถามท่านคุ้นชื่อไหนบ้าง
ผมคิดว่า ชื่อเหล่านี้ปีหน้าชื่อเหล่านี้อาจจะโดนตัดด้วย ซึ่งนโยบายท่านนายกฯ กำลังให้กรมบัญชีกลางอัยการสูงสุดเร่งดำเนินการในเรื่องของสมุดพก บัญชีเหล่านี้จะมีเข้าออกตลอดเวลา 83 ชื่อนี้ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่คงทนถาวรตลอดไป เมื่อถึงเวลาหากไม่มีผลงานหรือดำเนินการผิดเงื่อนไขก็ตกชั้นได้“
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่เพื่อนสมาชิกบอกว่ากล้าประกาศหรือไม่ว่าปีนี้จะไม่รับส่วย คมนาคมเรียนว่าไม่ว่าปีนี้หรือปีไหนก็ไม่เคยรับส่วย แล้วก็ไม่เคยต้องประกาศเพราะไม่คิดจะรับ ขอให้สบายใจได้ และหากพูดไปท่านไม่เขื่อ ก็ขอให้นำหลักฐานดำเนินการได้ตามที่ท่านเห็นสมควร ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลนายอนุทิน เราพยายามบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนสูงที่สุด และยืนยันว่าเราทำงานหนักเพื่อประชาชน
ด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ประเด็นแรกที่ตนเองถาม คืออยากให้ยืนยันว่าปีนี้ โครงการของชั้นพิเศษ จะไม่มีการออกมติ ครม. มาละเว้นเกณฑ์ 10% หรือไม่ และจะไม่ใช่ มติ ครม. มายกเว้นหลังจากสภา ผ่านร่าง พ.ร.บ. งบ 70 ทั้งสามฉบับ และประเด็นที่สอง ที่ตนเองอยากพูดคือ ให้ประกาศมาเลยว่า ไม่ต้องมีมาจ่ายส่วย เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่คำตอบที่ได้รับคือยืนยันว่าคมนาคม ไม่มีส่วยก่อสร้าง ซึ่งตนเองคงตอบได้แค่ว่า “จ้ะ”
ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวตอบว่า จะ 15% หรือ 10% ก็เป็นเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณคิดมา และคิดว่ามติ ครม. คงไปล้มล้างในเรื่องนี้ไม่ได้ ซึ่งตนเองได้ยืนยันว่า ที่ท่านทำนายไว้ว่า หลังจากผ่านงบประมาณไป 3 วาระจะมีมติ ครม. ออกมาว่ายกเว้นเกณฑ์นั้น หากท่านเป็นหมอดู ครั้งนี้ท่านอาจจะทายผิด ส่วนคำตอบของตนเอง จะตอบอย่างไรไม่สำคัญ เท่ากับว่า ท่านจะเชื่อหรือไม่ แต่สิ่งที่ตนเองพูดนั้น พูดจากข้อเท็จจริง สุดแท้แล้วแต่ดุลพินิจของท่าน
นายสุรเชษฐ์ จึงกล่าวว่า ประเด็นแรกตนเองได้คำตอบจากรัฐมนตรีแล้ว ว่ายืนยันว่าจะไม่มีการปรับเกณฑ์ แม้มีโครงการในชั้นพิเศษ ที่ไม่ได้ตั้งตามเกณฑ์ 15% แต่เอาเป็นว่าได้คำตอบแล้ว แต่หากประเด็นที่สอง ตนเองถามไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อให้แสดงความบริสุทธิ์ใจกลางสภา ว่าจะไม่เก็บค่าต๋ง ไม่มีอีกต่อไป หากยืนยันหนักแน่น แต่กลับมาตอบว่าทุกวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว ก็คงตอบเหมือนเดิมว่า “จ้ะ”
จากนั้น น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภาคนที่1 ทำหน้าที่ประธาน ได้ชี้แจงแทนว่า ตนเองก็เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอยืนยันว่าไม่เคยได้รับเงินสักบาท และอยากให้สบายใจได้ รวมไปถึงไม่อยากให้บรรยากาศการประชุมตึงเครียดเกิน ก่อนที่จะให้ผู้อภิปรายคนถัดไปเริ่มอภิปรายได้