เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 67,150 บาท
‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
Business ‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
Real Estate แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
Economic ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
Finance AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
Columns ‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
Politics ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
Finance หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
ขยะน้ำท่วมล้นชุมชน ‘เคหะร่มเกล้า’ กทม. ผนึก 4 หน่วยงาน เสริมทัพ ‘เขตบัดดี้’ เร่งเก็บ
News ขยะน้ำท่วมล้นชุมชน ‘เคหะร่มเกล้า’ กทม. ผนึก 4 หน่วยงาน เสริมทัพ ‘เขตบัดดี้’ เร่งเก็บ
ดูทั้งหมด

สรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับคำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐ มติ 6 ต่อ 3 คัดค้าน ‘ภาษีทรัมป์’

21 ก.พ. 2569 | 04:00น.

ในการอ้างอำนาจที่แทบจะไร้ขีดจำกัดในการกำหนดภาษีภายใต้กฎหมายฉุกเฉินปี 1977 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐได้ดำเนินการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และขณะนี้ศาลสูงสุด (Supreme Court) ตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย

คำตัดสินนี้ครอบคลุมภาษีส่วนใหญ่ที่ทรัมป์กำหนด และทำให้ภาษีเป็นโมฆะ ส่งผลให้มาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประธานาธิบดีถูกลดอิทธิฤทธิ์ลง และเป็นการพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการคืนภาษีที่ผู้นำเข้าสหรัฐจ่ายไปแล้ว ซึ่งในคดีนี้ ศาลสูงสุดปล่อยให้ศาลชั้นล่างเป็นผู้พิจารณาว่าผู้นำเข้ามีสิทธิ์ได้รับเงินคืนมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจสูงถึง 170,000  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดจากนโยบายภาษีดังกล่าวของทรัมป์

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการตัดสินของศาลสูงสุดที่คัดค้านมาตรการภาษีของทรัมป์ ดังนี้

ภาษีใดบ้างที่ถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย

มาตรการที่ศาลสูงสุดตัดสินคัดค้านเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ คือมาตรการที่ทรัมป์บังคับใช้โดยอ้างอิงพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี 1977 (IEEPA) ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นได้ยกเลิกภาษีเหล่านี้ไปแล้ว แต่ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปในระหว่างที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ในศาลสูง

คำพิพากษาคัดค้าน :

1) ภาษีอัตราฐานขั้นต่ำ 10% รวมถึงภาษีตอบโต้กันตั้งแต่ 10% – 41% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ

2) ภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้าบางรายการจากเม็กซิโก จีน และแคนาดา ซึ่งทรัมป์กล่าวว่ามีความชอบธรรมเนื่องจากวิกฤตยาเฟนทานิลในสหรัฐ หรือเรียกสั้นๆว่า ‘ภาษีเฟนทานิล’

ทั้งนี้ ศาลไม่ได้กล่าวถึงภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้าบางประเภทโดยอาศัยกฎหมายอื่น ตัวอย่างเช่น ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษีกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ทองแดง และไม้แปรรูป โดยใช้มาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 ภาษีเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ประธานาธิบดีมีอำนาจอะไรบ้างในการกำหนดภาษีนำเข้า

มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐให้อำนาจแก่รัฐสภาในการเก็บภาษีและอากร และ “ควบคุมการค้ากับต่างประเทศ” แต่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้มอบอำนาจบางส่วนเกี่ยวกับการค้าผ่านกฎหมายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการใช้ภาษีนำเข้าเฉพาะในกรณีที่จำกัดเท่านั้น

ในขณะที่ทรัมป์ได้ทดสอบขอบเขตของอำนาจนั้นในวาระแรก และในครั้งนี้ ทรัมป์ได้อ้างถึงอำนาจภายใต้ IEEPA ปี 1997 เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าผ่านคำสั่งบริหาร  ซึ่งไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้มาก่อนและไม่ได้กล่าวถึงภาษีนำเข้า

IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ในระหว่างเหตุฉุกเฉินบางอย่าง แม้ว่าเครื่องมือทั่วไปคือการคว่ำบาตรก็ตาม ทรัมป์อ้างว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศอื่นๆ และการค้ายาเสพติดที่ชายแดนสหรัฐ เป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ทำให้เขาสามารถใช้กฎหมายนี้ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรได้

ทำไมศาลสูงสุดจึงตัดสินคัดค้านภาษีศุลกากรของทรัมป์

จอห์น โรเบิร์ตส์ หัวหน้าผู้พิพากษา ซึ่งเขียนคำตัดสินในนามของเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง กล่าวว่า “เมื่อรัฐสภามอบอำนาจด้านภาษีศุลกากรแล้ว รัฐสภาได้ทำเช่นนั้นอย่างชัดเจนและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด” แต่ไม่มีการมอบอำนาจด้านภาษีศุลกากรเช่นนั้นใน IEEPA

“ภายใต้พื้นฐานของการมอบอำนาจที่ชัดเจนและจำกัดเช่นนั้น รัฐบาลตีความ IEEPA ว่าให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรโดยพลการโดยไม่มีข้อจำกัดและเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ” โรเบิร์ตส์เขียนและระบุอีกว่า “มุมมองนั้นจะเป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดนโยบายภาษีศุลกากรอย่างมหาศาล” ซึ่งศาลปฏิเสธ

คำตัดสินนี้มีนัยสำคัญอย่างไรต่อแผนภาษีศุลกากรของทรัมป์

ไม่เพียงแต่รัฐบาลจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีศุลกากรตามกฎหมาย IEEPA ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ยังต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องให้คืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้วด้วย การยกเลิกภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของรัฐบาลอเมริกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนในตลาดพันธบัตรต่างตั้งคำถามถึงทิศทางของภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นของประเทศ รัฐบาลอ้างว่ารายได้จากภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นเป็นวิธีหนึ่งในการชดเชยการลดหย่อนภาษีให้ประชาชนในประเทศที่นำมาใช้ในร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมปีที่แล้ว

ในขณะเดียวกัน การสูญเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมาย IEEPA อาจไม่ใช่ความล้มเหลวถาวรสำหรับความพยายามของทรัมป์ในการปรับโครงสร้างการค้าโลก เนื่องจากทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ ในการกำหนดภาษีนำเข้า เช่น อำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติตามมาตรา 232 แม้ว่าจะมีข้อจำกัดมากกว่า IEEPA ก็ตาม

เพื่อดำเนินการเก็บภาษีในวงกว้างระดับโลกเช่นเดียวกัน ผู้นำสหรัฐสามารถใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวสูงถึง 15% เป็นเวลาสูงสุด 150 วัน โดยใช้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 แต่มาตรการนี้สามารถทำได้ฝ่ายเดียวเฉพาะในกรณีที่เกิดวิกฤตดุลการชำระเงินของสหรัฐ ที่ “รุนแรงและใหญ่หลวง” เพื่อช่วยแก้ไขความไม่สมดุลของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถเริ่มการสอบสวนนโยบายการค้าและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ได้อีกด้วย

ภาคธุรกิจยินดีกับคำตัดสิน

ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อคำตัดสิน แต่ผู้ต่อต้านภาษีหลายรายต่างแสดงความยินดีกับคำตัดสินนี้

กลุ่ม We Pay the Tariffs ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ต่อสู้กับการบังคับใช้ภาษีนำเข้า เรียกคำตัดสินนี้ว่า “ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่” สำหรับบริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีดังกล่าว

“พวกเขาต้องกู้เงินเพื่อประคองธุรกิจไว้ พวกเขาหยุดจ้างงาน ยกเลิกแผนการขยายธุรกิจ และปล่อยให้เงินเก็บทั้งชีวิตหมดไปเพื่อจ่ายภาษีนำเข้าที่ไม่ได้อยู่ในงบประมาณหรือแผนธุรกิจใดๆ วันนี้ ศาลได้ยืนยันสิ่งที่เราพูดมาตลอดว่า ภาษีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก” แดน แอนโทนี ผู้นำกลุ่มกล่าว

การคืนเงินอาจ “ยุ่งยาก”

ข้อมูลจากรัฐบาลกลางสหรัฐแสดงให้เห็นว่า กระทรวงการคลังเก็บภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินไปแล้วกว่า 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ณ เดือนธันวาคม 2025

แต่ศาลสูงสุดไม่ได้ตัดสินว่าบริษัทและบุคคลที่จ่ายภาษีเหล่านั้นจะได้รับเงินคืนหรือไม่ บริษัทหลายแห่ง รวมถึง Costco ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้ยื่นฟ้องขอเงินคืนในศาลชั้นต้นแล้ว

ผู้พิพากษาเบร็ตต์ คาวานอห์ ผู้ซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการคืนเงินอาจซับซ้อน

“ศาลไม่ได้กล่าวอะไรในวันนี้เกี่ยวกับว่ารัฐบาลควรดำเนินการคืนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เก็บจากผู้นำเข้าหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น จะดำเนินการอย่างไร แต่กระบวนการนั้นน่าจะ ‘ยุ่งยาก’ อย่างที่เคยยอมรับกันในการพิจารณาคดีด้วยวาจา (ก่อนหน้านี้) ” คาวานอห์ระบุ

 

อ้างอิง : Bloomberg,AP