Skip to content

ลมหายใจที่ต้องซื้อ PM2.5 เผาเงินคนเหนือ 1.6 หมื่นล้าน

09 เม.ย. 2569 | 13:52น.
ลมหายใจที่ต้องซื้อ PM2.5 เผาเงินคนเหนือ 1.6 หมื่นล้าน

ท่ามกลางม่านหมอกควันสีเทาที่ปกคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมาอย่างยาวนาน หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงปัญหาทางสุขภาพ

แต่ผลการศึกษางานวิจัยเพิ่มเติมจากเรื่องการปรับตัวของแรงงานภายใต้การอุบัติของฝุ่น PM2.5 ในเขตภาคเหนือตอนบน (Environmental Inequality: Change in Labor Allocation During PM2.5 Exposure in the Northern Part of Thailand) (ตีพิมพ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568) ของศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่า

อากาศบริสุทธิ์กลายเป็น “สินค้า” ที่มีราคาสูงลิ่ว ที่ประชาชนต้องควักเงินจ่ายเพื่อเอาชีวิตรอด

ข้อค้นพบของผลการศึกษาจากงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนชัดว่า วิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น ทว่ากลับกลายเป็น “หายนะทางเศรษฐกิจ” ที่ดึงเงินออกจากกระเป๋าประชาชน รวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

นี่คือวิกฤตเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่กำลังกัดกิน 2.69 ล้านครัวเรือนใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างรุนแรง

ต้นทุนที่มองไม่เห็น

อ.ดร.จีราภา อินธิแสง โธฌีม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการสำรวจเชิงลึกใน 400 ตัวอย่างครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, น่าน, พะเยา และแพร่ พบว่า ภาระค่าใช้จ่ายในการเอาตัวรอดจากฝุ่น PM2.5 มีความแตกต่างกันอย่างน่าตกใจ ตามระดับการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน

กล่าวคือ ข้อมูลจากงานวิจัยจำแนก “ค่าใช้จ่ายในการเอาตัวรอด” ของครัวเรือนใน 8 จังหวัดภาคเหนือไว้อย่างน่าสนใจ โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มีเครื่องฟอกอากาศ

1.กลุ่มไร้เครื่องฟอกอากาศ (78.2% ของครัวเรือน) ต้องแบกรับภาระค่าหน้ากาก ค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียโอกาสรายได้ ที่สูญเสียจากการหยุดงานเฉลี่ย 4,776 บาทต่อปี

2.กลุ่มมีเครื่องฟอกอากาศ (21.7% ของครัวเรือน) ภาระพุ่งสูงถึง 10,369 บาทต่อปี (เมื่อคำนวณรวมค่าเครื่องฟอก ไส้กรอง และค่าเสียโอกาสทางรายได้) ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนที่พยายามปกป้องสุขภาพอย่างเต็มที่ต้องจ่ายเงินสูงกว่าครัวเรือนทั่วไปถึง 2 เท่า หรือเปรียบได้กับการเสียภาษีทางอ้อมให้มลพิษ เพียงเพื่อให้มีลมหายใจที่สะอาดในบ้านตัวเอง

“สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนมีฐานะยอมจ่ายหลักหมื่นเพื่อซื้ออากาศสะอาด แต่กลุ่มคนรากหญ้าต้องแลกด้วยสุขภาพและรายได้ที่หายไป”

เผาเงินคนเหนือ 1.6 หมื่นล้าน

อ.ดร.จีราภาระบุว่า เมื่อคำนวณจากจำนวนครัวเรือนจริงกว่า 2.69 ล้านครัวเรือน เทียบกับ GDP ภูมิภาคของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนกว่า 6.87 แสนล้านบาท พบว่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน (Actual Loss) อยู่ที่ 16,135.09 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.3% ของ GDP ภูมิภาค 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

ตัวเลขนี้ถือเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เพราะมันคือเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกดึงออกจากระบบเศรษฐกิจภาคเหนือ แทนที่จะถูกนำไปใช้สอยหรือลงทุนในด้านอื่น

อ.ดร.จีราภากล่าวต่อว่า ตัวเลขความเสียหาย 16,135.09 ล้านบาทนี้เป็นการคำนวณตามสัดส่วนจริงของครัวเรือนภาคเหนือ โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อความปลอดภัย 21.7% และกลุ่มใหญ่ถึง 78.2% ที่ยังต้องเผชิญฝุ่นโดยไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งเมื่อนำภาระของทั้งสองกลุ่มมารวมกันจึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่คนเหนือต้องจ่าย

“เป็นการคำนวณถัวเฉลี่ยตามสัดส่วนการครอบครองเครื่องฟอกอากาศจริง ของประชากรในพื้นที่ (21.7% มีเครื่องฟอกอากาศ และ 78.2% ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ) ซึ่งสะท้อนภาพชัดเจนว่า แม้คนส่วนใหญ่จะยังเข้าไม่ถึงเครื่องป้องกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ แต่ภาระค่าใช้จ่ายรวมทั้งภูมิภาคก็ยังพุ่งสูงจนน่ากังวล”

ทว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยจนประชาชนทุกครัวเรือนต้องดิ้นรนซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อหนีตายกันหมด มูลค่าความเสียหายจะพุ่งทะยานไปแตะที่ 27,906 ล้านบาท หรือสูงถึง 4.1% ของ GDP ทันที ถือเป็นสัดส่วนที่สะท้อนถึงวิกฤตที่ไม่อาจมองข้ามได้

Productivity ที่หดหาย

อ.ดร.จีราภากล่าวว่า วิกฤต PM2.5 ยังทำลายประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) โดยเฉพาะกลุ่มคนจน (24%) ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง คนกลุ่มนี้ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ดีเท่ากลุ่มคนรายได้สูงที่ทำงานในห้องปรับอากาศ ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ไม่สามารถเลี่ยงฝุ่นได้ ทำให้เจ็บป่วยบ่อย เสียโอกาสในการหาเงิน

กล่าวได้ว่า เงินหลักพันถึงหลักหมื่นที่หายไปต่อปีคือเงินที่ควรเป็นค่าอาหาร นำไปต่อยอดอาชีพ หรือทุนการศึกษาบุตรหลาน แต่วันนี้กลับถูกเผาทิ้งไปกับฝุ่นควัน ปัญหานี้จึงเป็นตัวเร่งให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในภาคเหนือขยายกว้างขึ้นอย่างรุนแรง

จี้รัฐชดเชยเยียวยา 5.7 หมื่นล้าน

อ.ดร.จีราภากล่าวอีกว่า อีกหนึ่งข้อค้นพบที่สำคัญของงานวิจัยนี้ จากการสำรวจความคาดหวังของประชาชน พบเสียงสะท้อนที่ส่งตรงถึงรัฐบาลอย่างหนักแน่น โดยประชาชนในพื้นที่ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลสำรวจระบุว่า 1.ความคาดหวังรายคน ประชาชนต้องการการเยียวยาที่เหมาะสมเฉลี่ย 6,280 บาทต่อคนต่อปี 2.ความคาดหวังรายครัวเรือน (เฉลี่ย 3.4 คน) คิดเป็นเงินชดเชยสูงถึง 21,352 บาทต่อปี

ดังนั้นหากรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามความคาดหวังของประชาชนกว่า 2.69 ล้านครัวเรือน มูลค่าการเยียวยารวมจะพุ่งสูงถึง 57,458.2 ล้านบาทต่อปี

ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

อ.ดร.จีราภาย้ำว่า รัฐบาลต้องเร่งจัดการที่ “ต้นเหตุ” ทั้งไฟป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อคืนเงินในกระเป๋าและคืนคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้คนภาคเหนือ ก่อนที่เศรษฐกิจภูมิภาคจะถูกเผามอดไหม้ไปมากกว่านี้ หากวิกฤตนี้ยังไร้ทางออกลมหายใจของคนภาคเหนือจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสุขภาวะ แต่หมายถึง “ต้นทุนชีวิต” ที่นับวันจะยิ่งสูงเกินกว่าจะแบกรับไหว

ตัวเลขความเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทในวันนี้ คือ “ราคาของความเพิกเฉย” (The Price of Inaction) ที่รัฐบาลต้องตระหนักว่า หากยังปล่อยให้ประชาชนต้องดิ้นรนหนีตายกันเองจนถึงที่สุด ความล่มสลายทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด