USTR ประกาศรายงาน Special 301 ปี 2569 คงสถานะไทยในบัญชี Watch List แต่รับรู้พัฒนาการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ก้าวหน้าต่อเนื่อง ทั้งการปราบปราม การแก้กฎหมายลิขสิทธิ์-สิทธิบัตร และการเตรียมเข้าเป็นภาคีความตกลงสากล ด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งดัน IP Work Plan หวังปลดไทยออกจากบัญชี WL โดยเร็ว
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ประกาศรายงานสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ ประจำปี 2569 ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ หรือ Special 301 โดยยังคงสถานะประเทศไทยไว้ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List (WL)
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ รับรู้ถึงพัฒนาการเชิงบวกของไทยในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การป้องปรามการละเมิด และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า USTR ได้จัดทำรายงาน Special 301 เป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยแบ่งสถานะออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด หรือ Priority Foreign Country (PFC), ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือ Priority Watch List (PWL) และประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List (WL)
สำหรับผลการประกาศล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย สหรัฐฯ ยังคงสถานะไทยอยู่ในบัญชี Watch List ร่วมกับอีก 18 ประเทศและกลุ่มประเทศ ได้แก่ อัลจีเรีย อาร์เจนตินา บาเบโดส เบลารุส โบลิเวีย บราซิล แคนาดา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อียิปต์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา เม็กซิโก ปากีสถาน ปารากวัย เปรู ตรินิแดดและโตเบโก และตุรกี
ทั้งนี้ ในปี 2569 สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการประเมินมากขึ้น โดยปรับเวียดนามจากบัญชี Watch List ขึ้นไปอยู่ในบัญชี Priority Foreign Country หรือ PFC ขณะที่บัญชี Priority Watch List มี 6 ประเทศ ได้แก่ ชิลี จีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และเวเนซุเอลา รวมถึงเพิ่มสหภาพยุโรปเข้ามาอยู่ในบัญชี Watch List ปีนี้ด้วย
รายงาน Special 301 ระบุว่า สหรัฐฯ เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย และพัฒนาการด้านการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการเชิงรุกด้านการปราบปราม การบูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย การผลักดันแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายสิทธิบัตร
นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างเตรียมการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ ได้แก่ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO Performances and Phonograms Treaty และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ หรือ Hague Agreement
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังขอให้ไทยเร่งปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ เพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าว พร้อมขอให้เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ และขยายผลไปยังผู้ค้ารายใหญ่หรือแหล่งผลิตให้มากขึ้น
รายงานยังระบุถึงข้อห่วงกังวลอื่น ๆ เช่น คำขอสิทธิบัตรค้างสะสมในบางสาขา โดยเฉพาะเภสัชภัณฑ์ การแอบอ้างสิทธิในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ผ่านอุปกรณ์และแอปพลิเคชันที่ใช้ดาวน์โหลดคอนเทนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต

นางอรมนกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง เพื่อเอื้อต่อการสร้างสรรค์ การค้า และการลงทุน
แนวทางดำเนินงานครอบคลุมการปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับระบบจดทะเบียนและบริการประชาชนให้สะดวกรวดเร็ว การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจ และการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปราบปรามการละเมิด
ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568-มีนาคม 2569 ไทยมีผลการจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในย่านการค้าและออนไลน์รวม 332 คดี ยึดของกลางได้กว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุก เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและผู้บริโภคถึงผลกระทบและความเสี่ยงจากการใช้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งเสริมความเชื่อมั่นของไทยในเวทีการค้าโลก
นางอรมนกล่าวต่อว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเร่งจัดการประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวลของสหรัฐฯ ทั้งการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนช่องทางออนไลน์และในท้องตลาด โดยเฉพาะย่านการค้าที่ถูกระบุในรายงานตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลก หรือ Notorious Markets ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569
นอกจากนี้ ไทยยังเร่งพัฒนากฎหมายด้านการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม และเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการตรวจสอบคำขอ เพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ พิจารณาทบทวนสถานะและถอดไทยออกจากบัญชี Watch List โดยเร็ว
การผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี Watch List ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของกรม โดยจะชี้แจงความก้าวหน้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยต่อสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าตามแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Work Plan ที่จัดทำร่วมกับ USTR ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
มาตรการสำคัญจะมุ่งทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อปราบปรามเชิงรุกและตัดวงจรสินค้าละเมิดตั้งแต่ต้นตอ ทั้งในย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า และด่านศุลกากรข้ามแดน รวมถึงยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า การยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านการค้าและการลงทุน แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือของไทยในสายตานานาชาติ สนับสนุนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
