จากดราม่า เซียนพระชื่อดังที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลถึงมาตรฐานและการปั่นราคา อาณาจักรความเชื่อที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ผ่านมุมมองของสองเซียนพระระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่เคยให้สัมภาษณ์ เพื่อกะเทาะเปลือกวงการพระเครื่องในมิติของ “ธุรกิจและการลงทุน” ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าตาเปล่าเห็น
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “วงการพระเครื่อง” ของไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความศรัทธาหรือไสยศาสตร์อีกต่อไป แต่ได้วิวัฒนาการสู่ “สินทรัพย์ทางเลือก” (Alternative Asset) ที่มีการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบและนอกระบบรวมกันมหาศาลต่อปี
เพื่อให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” พาย้อนเบื้องลึกเบื้องหลังผ่านมมุมองของ ‘ต้อย เมืองนนท์’ หรือ พิศาล เตชะวิภาค รองนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการจนได้รับการยอมรับว่าเป็น “สุภาพบุรุษวงการพระเครื่อง” และ ‘ต้น ท่าพระจันทร์’ แฟนพันธุ์แท้พระเหรียญปี 2008 ที่เคยได้เปิดมุมมองสุดเอ็กซ์คลูซีฟเอาไว้ สรุปใจความสำคัญเป็น 10 ประเด็นทางธุรกิจที่คนนอก (และคนในบางส่วน) อาจไม่เคยรู้ ดังนี้
1. “นักเทรด” หรือ “นักคำนวณ” ทักษะที่อยู่เหนือความศรัทธา
ในมุมมองของ ‘ต้อย เมืองนนท์’ เซียนพระที่จะประสบความสำเร็จจนก้าวขึ้นมาเป็นระดับแนวหน้าได้นั้น ความศรัทธาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ทักษะที่ใช้หล่อเลี้ยงอาชีพคือความเป็น “นักคำนวณ” และ “นักวิเคราะห์” เขาเปรียบเทียบว่าเซียนพระคือ “นักเทรด” สินทรัพย์ประเภทหนึ่ง
การที่เซียนกล้าควักเงินสดหลักล้านหรือสิบล้านเพื่อเช่าพระหนึ่งองค์ ไม่ใช่การตัดสินใจด้วยอารมณ์ แต่เป็นการวิเคราะห์บน “พื้นฐานราคารองรับ” (Price Floor) คล้ายกับการลงทุนในทองคำหรือหุ้นบลูชิพ เซียนพระต้องประเมินสภาพคล่อง (Liquidity) และความต้องการในอนาคต หากคำนวณผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในทรัพย์สินราคาแพง อาจหมายถึงภาวะล้มละลายทางธุรกิจได้ทันที
2. จิตวิทยาเบื้องหลังการเช่าพระราคาแพง
ทำไมพระเครื่องบางองค์ถึงมีราคาหลักสิบล้าน? คำตอบอยู่ที่ความเชื่อมั่นในมูลค่าที่ไม่มีวันถอยหลัง (Value Retention) ต้อย เมืองนนท์ ระบุว่า คนเล่นพระแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ซื้อเพื่อ “เก็งกำไร” ซึ่งจะวิเคราะห์ความคุ้มค่าอย่างละเอียด และกลุ่มที่ซื้อด้วย “ใจรัก” ซึ่งมักเป็นผู้มีฐานะ (High Net Worth) ที่ต้องการครอบครองเพื่อความภูมิใจ
ในทางธุรกิจ กลุ่มหลังนี้คือ “Real Demand” ที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะพวกเขาดึงสินค้าออกจากตลาดไปเก็บสะสมยาวนาน ทำให้ซัพพลายในตลาดลดลง และส่งผลให้ราคาขยับสูงขึ้นตามธรรมชาติ
3. มายาคติเรื่อง “เซียนใหญ่กำหนดราคา”
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ การที่สังคมมองว่าเซียนพระรุ่นใหญ่เป็นผู้ชี้นำและกำหนดราคาตามอำเภอใจ ต้อย เมืองนนท์ ยืนยันว่า “นี่คือเรื่องไม่จริง”
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตลาดพระเครื่องคือตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ในแง่ของจำนวนผู้เล่น (Perfect Competition) ร้านรับเช่าพระมีอยู่ทั่วประเทศ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือตลาด (Market Power) พอที่จะกำหนดราคาได้เพียงลำพัง ราคาพระเครื่องถูกขับเคลื่อนด้วย “กลไกตลาด” (Market Mechanism) โดยสิ้นเชิง การซื้อถูก-ขายแพงเป็นเพียงส่วนต่างกำไร (Margin) ตามทักษะการเจรจาและแหล่งที่มาของสินค้า เช่นเดียวกับธุรกิจสินค้าเกษตรหรือสินค้าส่งออก
4. สัญญาณเตือนภัย: ตลาดเดินอยู่แต่ “อืด”
‘ต้น ท่าพระจันทร์’ ให้ภาพสะท้อนตลาดปัจจุบันว่า แม้จะยังมีการหมุนเวียน แต่ความคล่องตัว (Velocity of Money) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่พระเครื่องระดับสากลนิยมสามารถเปลี่ยนมือได้ภายในไม่กี่วัน ปัจจุบันต้องใช้เวลานานขึ้น
ที่น่าสนใจคือ “เงื่อนไขการชำระเงิน” เริ่มเปลี่ยนไป ในอดีตวงการพระเครื่องคือโลกของเงินสด (Cash on Delivery) แต่ปัจจุบันเริ่มมีการเจรจาขอชำระเป็นงวดๆ แม้แต่ในกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง นี่คือดัชนีชี้วัดว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในภาพรวมกำลังอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว
5. ธุรกิจหมื่นล้านที่อยู่นอกระบบภาษี
จากการประเมินของ ต้น ท่าพระจันทร์ มูลค่าการซื้อขายพระเครื่องทั้งระบบ (รวมพระเก่าและพระใหม่) อาจสูงถึง “หลายหมื่นล้านบาทต่อปี” ทว่าปัญหาสำคัญคือความพร่ามัวของข้อมูลทางบัญชี เนื่องจากเป็นธุรกิจที่พึ่งพาเงินสดและการเจรจารายบุคคลเป็นหลัก ทำให้ยังไม่มีระบบจัดเก็บภาษีที่ชัดเจนและครอบคลุม
วงการนี้แบ่งเป็น 2 เซกเมนต์หลัก
-
พระเก่า: เน้นมูลค่าทางประวัติศาสตร์ ความหายาก และการสะสม
-
พระใหม่: เน้นการระดมทุนเพื่อสาธารณกุศลและวัดวาอาราม ซึ่งมีมูลค่าการจองและเช่าบูชาแต่ละปีมหาศาลเช่นกัน
6. พระเครื่องยังเป็น Asset ที่น่าลงทุนหรือไม่ ?
ต้น ท่าพระจันทร์ มองว่าในระยะยาว พระเครื่องยังมีคุณค่าในฐานะการลงทุน (Investment Grade) ตราบใดที่สถาบันทางความเชื่อและสังคมไทยยังผูกพันกับพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม เขาให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า “พระใหม่” ที่ได้จากการทำบุญอาจมีมูลค่าลดลงในตลาดรอง (Secondary Market) แต่ “พระเก่า” ที่มีราคากลางชัดเจนและเป็นที่นิยมสากล (Global Standard) จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าในเชิงการรักษาต้นทุน
7. ทรัพย์สินปลอดภัย (Safe Haven) ในความหมายที่ต่างออกไป
ในโลกการเงิน Safe Haven คือทองคำหรือเงินสด แต่ในโลกของพระเครื่อง ต้น ท่าพระจันทร์ นิยามว่าพระเครื่องยังไม่ใช่ทรัพย์สินปลอดภัยสากล เนื่องจาก “มูลค่าขึ้นอยู่กับสายตาผู้มอง” (Subjective Value)
พระองค์หนึ่งอาจมีค่าเป็นล้านสำหรับคนที่เข้าใจ แต่มีค่าเป็นศูนย์สำหรับคนที่ไม่ศรัทธาหรือไม่รู้จัก ดังนั้น ในแง่ของสินทรัพย์ พระเครื่องจึงมีความเสี่ยงในเรื่องของ “การตีมูลค่า” (Valuation Risk) ที่สูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น
8. ปัจจัย 4 และวงจรชีวิตของตลาดพระ
ต้น ท่าพระจันทร์ วิเคราะห์ว่าราคาพระเครื่องผันแปรตาม “สภาพเศรษฐกิจ” และ “จำนวนผู้เล่น” (Market Size) เมื่อใดที่เศรษฐกิจดี คนมีเงินเหลือจากการกินใช้ (ปัจจัย 4) และการผ่อนชำระสินเชื่อหลัก (บ้าน/รถ) พวกเขาถึงจะหันมาลงทุนในพระเครื่อง
“ไม่มีใครขายบ้านเพื่อเก็บพระ” คือสัจธรรมที่เขาสื่อสาร หากดัชนีการบริโภคพื้นฐานยังไม่ฟื้น ตลาดพระเครื่องก็ยากที่จะกลับมาคึกคักเหมือนช่วงก่อนโควิด-19 การปรับตัวลงของราคา 20-30% จากจุดสูงสุดจึงเป็นเรื่องปกติของรอบวัฏจักรธุรกิจ
9. ปลายทางของ “เงินสีเทา” และการฟอกเงิน
ประเด็นร้อนแรงเรื่อง “มาเฟีย” หรือ “ธุรกิจสีเทา” ในวงการพระเครื่อง ต้น ท่าพระจันทร์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า วงการนี้มักถูกใช้เป็น “ปลายทาง” ของเม็ดเงินนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบมูลค่าที่แท้จริงได้ยากและไม่มีใบเสร็จ
อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าวงการพระเครื่องไม่ใช่ต้นทางของความชั่วร้าย แต่เป็นเพียง “ถังรองรับ” เช่นเดียวกับ รถหรู หรือ นาฬิกาแพง และในปัจจุบันด้วยระบบตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นและการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้น การจะนำ “พระเก๊” มาฟอกเป็น “พระแท้” เพื่อทำกำไรนั้นทำได้ยากกว่าในอดีตมาก
10. “Trust & Credit” ทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุด
ท้ายที่สุด หัวใจสำคัญของธุรกิจพระเครื่องคือ “ความเชื่อใจ” (Trust) และ “เครดิต” (Credit) ต้น ท่าพระจันทร์ ทิ้งท้ายว่า นี่คือวงการที่แปลกประหลาดที่สุดในโลกธุรกิจ เพราะลูกค้าอาจยอมจ่ายเงินแสนโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียดด้วยซ้ำ แต่จ่ายเพราะ “เชื่อในตัวคนขาย”
เครดิตจึงเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของเซียนพระ หากใครทำลายเครดิตตัวเองด้วยการหลอกลวงหรือเล่นนอกกติกา เส้นทางอาชีพในวงการนี้จะจบลงทันที และจะส่งผลกระทบไปถึงความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจด้านอื่นๆ ในชีวิตด้วย