เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สานต่อมิตรภาพ
Politics นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สานต่อมิตรภาพ
‘อนุทิน’ เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ ‘ปธ.สภาฯ-นายกฯ จีน’ สักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ
Politics ‘อนุทิน’ เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ ‘ปธ.สภาฯ-นายกฯ จีน’ สักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ
ไทยประกันชีวิต Read For Life ปีที่ 5 ปลุกวัฒนธรรมการอ่าน-สร้างโอกาสทางความรู้
SD ไทยประกันชีวิต Read For Life ปีที่ 5 ปลุกวัฒนธรรมการอ่าน-สร้างโอกาสทางความรู้
เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 14 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.69 บาท/ดอลลาร์ กังวลสงคราม
Finance เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 14 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.69 บาท/ดอลลาร์ กังวลสงคราม
‘สีหศักดิ์’ ชี้ผล นายกฯ บินจีนยกระดับความร่วมมือทุกมิติ หวัง ‘สี จิ้นผิง’ เยือนไทยปีหน้า
Politics ‘สีหศักดิ์’ ชี้ผล นายกฯ บินจีนยกระดับความร่วมมือทุกมิติ หวัง ‘สี จิ้นผิง’ เยือนไทยปีหน้า
ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 64,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 64,850 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
Finance ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
ธุรกิจการบินไม่หวั่นน้ำมันพุ่ง หน้าใหม่จ่อคิวรอใบอนุญาตอีกกว่า 10 ราย
Business ธุรกิจการบินไม่หวั่นน้ำมันพุ่ง หน้าใหม่จ่อคิวรอใบอนุญาตอีกกว่า 10 ราย
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจซบวงการพระเครื่องชะลอตัว ‘ต้น ท่าพระจันทร์’ ชี้ยังไม่ใช่ทรัพย์สินปลอดภัย

13 ต.ค. 2568 | 14:45น.

เศรษฐกิจซบฉุดวงการพระเครื่องชะลอตัว ‘ต้น ท่าพระจันทร์’ เปิดใจกลางกระแสสีเทา ทุนจีนรุก ตลาดเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน แต่หัวใจยังคือความเชื่อใจ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะชะลอตัว กระแสเงินสดตึงมือ และผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยหลายประเภทเริ่มเงียบเหงา หนึ่งในนั้นคือ “วงการพระเครื่อง” ที่แม้จะมีรากลึกในสังคมไทย แต่ก็หนีไม่พ้นผลกระทบทางเศรษฐกิจ

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ ‘ต้น ท่าพระจันทร์’ แฟนพันธ์ุแท้พระเหรียญปี 2008 เพื่อเปิดมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดพระยุคนี้ ทั้งในแง่ของกำลังซื้อ ภาพลักษณ์สีเทา บทบาทของทุนจีน รวมถึงสะท้อนตลาดพระเครื่องไม่ฟื้นถ้าปัจจัย 4 ยังไม่กลับมา มองพระยังไม่ใช่ทรัพย์สินปลอดภัย แต่เป็นของที่ต้องอาศัยจังหวะและศรัทธา

ตลาดพระเครื่องวันนี้ยังเดินอยู่ แต่อืดกว่าเดิม

แม้ยังมีการซื้อขายในวงการพระเครื่อง แต่ก็ช้ากว่าในอดีตมาก จากเดิมที่ขายพระได้ภายในไม่กี่วัน ปัจจุบันต้องใช้เวลานานขึ้น ขึ้นอยู่กับชนิดพระ ราคา และความต้องการของผู้ซื้อ พระเครื่องระดับหลักแสนหรือหลักล้านที่เคยขายได้ง่ายในอดีต ปัจจุบันอาจต้องเจรจาเงื่อนไขการชำระเงินเป็นงวด ๆ มากขึ้น แม้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อยังมีอยู่ แต่การตัดสินใจลงทุนในพระองค์ใหญ่ก็ต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิม

ธุรกิจเงินหมุนเวียนหลักหมื่นล้าน แต่ไร้ข้อมูลภาษีชัดเจน

ต้น ท่าพระจันทร์ ประเมินว่ามูลค่าตลาดพระเครื่องทั้งระบบน่าจะหมุนเวียนกันปีละหลายหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการซื้อขายพระเครื่องยังไม่อยู่ในระบบภาษีอย่างชัดเจน ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นเพียงการคาดประมาณเท่านั้น โดยวงการพระแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ “พระเก่า” ที่มีประวัติการสะสม และ “พระใหม่” ที่แจกในงานบุญ หรือทำบุญตามวัดต่าง ๆ ซึ่งก็มีมูลค่าปีละนับหมื่นล้านเช่นกัน

พระเครื่องยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ ?

เขามองว่าพระเครื่องยังมีคุณค่าในฐานะการลงทุนในระยะยาว ตราบใดที่ผู้คนยังนิยมไปทำบุญ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า แล้วได้รับพระใหม่กลับมา ย่อมแสดงถึงการยอมรับของสังคม โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบว่าการใส่ซองทำบุญ 1,000 บาทแล้วได้พระองค์หนึ่ง แม้เวลาผ่านไปจะขายได้แค่ 500-700 บาท ก็ยังพอมีมูลค่า แต่ถ้าเลือกซื้อพระเก่าที่มีราคากลางและนิยมกันอยู่ก็อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว

พระเครื่องเป็นทรัพย์สินปลอดภัยหรือไม่ ?

ต้น ท่าพระจันทร์ กล่าวว่า หากพูดถึง “ทรัพย์สินปลอดภัย” จริง ๆ ได้แก่ เงินสด และทองคำ ซึ่งมีมูลค่าชัดเจนและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที ส่วนพระเครื่องยังไม่ใช่ทรัพย์สินที่ปลอดภัยในความหมายสากล เพราะแต่ละคนให้มูลค่าต่างกัน พระองค์เดียวกันอาจมีราคาหลักพันในสายตาคนหนึ่ง แต่ไม่มีราคาเลยในสายตาคนอื่น

ราคาพระเครื่องขึ้น-ลงตามภาวะตลาด

“ตลาดพระเครื่องต้องดูจังหวะเวลา” ต้น ท่าพระจันทร์ อธิบายกลไกที่อยู่เบื้องหลังการขึ้น-ลงของราคาพระในตลาดปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน

เขาระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาพระปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น มีทั้งเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนลง และฐานตลาดที่กว้างขึ้น จากในอดีตที่มีผู้เล่นเพียง 1,000 คน ปัจจุบันขยับขึ้นมาเป็น 5,000 หรือ 10,000 คน ทำให้เมื่อดีมานด์เพิ่ม ราคาก็สูงขึ้นตามกลไกตลาด

“วันที่ราคาพระดี คือตอนที่คนเข้ามาเล่นเยอะ แต่พอเศรษฐกิจแย่ คนก็ถอนตัว ราคาก็ลดลงตามธรรมชาติ อาจจะลงจากจุดสูงสุดประมาณ 20-30% แล้วแต่ว่าจะจังหวะไหน ถ้าคุณเคยมองหาพระรุ่นนี้ วันนี้จากแสนบาทเหลือแค่ 6-7 หมื่น ถ้าคุณโอเคกับราคานี้ก็ซื้อได้เลย แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะหาของที่ถูกใจ”

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า หากหวังจะให้ตลาดพระกลับมาคึกคัก ต้องดู “ปัจจัย 4” ก่อนเป็นอันดับแรก “คุณต้องดูว่าคนกลับไปกินข้าวนอกบ้านหรือยัง ผ่อนบ้านผ่อนรถตรงเวลาไหม ถ้ายังไม่มีสัญญาณเหล่านี้ก็ยากที่คนจะเอาเงินมาซื้อพระ เพราะพระมันไม่ใช่ของจำเป็น”

เขาเปรียบเทียบว่า ไม่มีใครยอมขายบ้านเพื่อเก็บพระไว้ “ไม่มีใครขายบ้านก่อนขายพระ ขายบ้านก่อนขายนาฬิกาหรอก คนส่วนใหญ่ก็ต้องขายพระขายนาฬิกาก่อน เพื่อรักษาบ้านที่ตัวเองอยู่ไว้ มันเป็นวิธีคิดแบบสามัญชน ผมเองก็คิดแบบนั้น”

“พระเครื่องเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ถึงแม้บางคนจะมีเงินเหลือ แต่ก็ไม่เลือกใช้จ่ายในส่วนนี้ ถ้าเศรษฐกิจดี สินค้าฟุ่มเฟือยจะขึ้นเป็นลำดับสุดท้าย แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่สิ่งพวกนี้จะลงก่อนเลยทันที”

เลือกเก็บ “พระดัง” มากกว่า “พระหายาก”

คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนหรือสะสมพระคือ ควรเลือกเก็บพระที่คนส่วนใหญ่รู้จัก มีตลาดรองรับ และมีผู้เล่นจำนวนมาก เพราะราคาจะไม่ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ในขณะที่พระหายากแต่ไม่มีคนเล่น หากคนที่กำหนดราคาหยุดเล่น หรือหายไปจากวงการ ราคาก็อาจไร้มูลค่าในทันที

ต้น ท่าพระจันทร์

คนรุ่นใหม่สนใจพระเครื่องมากขึ้น

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงการพระเครื่องมากขึ้นกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มองเห็นศักยภาพของพระเครื่องในเชิงธุรกิจและการลงทุน รวมถึงการยอมรับของสังคมต่อการเล่นพระที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้วงการขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ต่างชาติกับบทบาทใหม่ในตลาดพระเครื่อง

นักลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ เริ่มมีบทบาทในตลาดพระมากขึ้น โดยเฉพาะคนจีนที่เข้ามาซื้อขายพระในไทยอย่างจริงจัง แม้จะยังไม่มีความรู้ลึกซึ้งเท่าคนไทย แต่ก็มีฐานลูกค้าเป็นของตัวเอง และมองพระเครื่องในฐานะ “สินค้า” มากกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบที่คนไทยให้ความเคารพบูชา

พระบางประเภทที่ไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนไทย อาจได้รับความสนใจจากชาวจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาพระบางกลุ่มขยับขึ้นตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ คนจีนส่วนใหญ่มักซื้อพระจากร้านที่น่าเชื่อถือ แล้วนำไปขายต่อในช่องทางของตน

ต้น ท่าพระจันทร์ เผยว่าในอดีตของการซื้อขายพระเครื่องหรือวัตถุมงคลของไทยจะหนักไปทางคนมาเลเซียกับคนสิงคโปร์เป็นส่วนใหญ่ สาเหตุที่เป็นคน 2 ชาตินี้ เพราะว่ามาเลเซียมีพื้นที่ติดต่อกับไทยทางภาคใต้ ที่สำคัญคือพระที่อยู่ทางจังหวัดภาคใต้จะเป็นพระที่คน 2 ชาตินี้รู้จัก เช่น พระหลวงปู่ทวด การเดินทางจากมาเลเซียมาปัตตานี หาดใหญ่ สะดวก เพราะฉะนั้นในอดีตเป็นคนมาเลเซียกับสิงคโปร์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนวัตถุมงคลจำนวนมาก

แต่นับจากช่วงก่อนโควิด-19 ประมาณ 2-3 ปี คนจีนเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการพระเครื่องมากขึ้น อาจจะเกิดจากวัตถุมงคลที่สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่มีราคาแพงกว่าที่ตลาดเมืองไทย แล้วพอคนจีนเขารู้แหล่งก็สามารถมาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าคนชาติอื่น ที่สำคัญเลยคือคนจีนเป็นคนที่มีหัวการค้ามากกว่าคนชาติอื่น

พอเป็นแบบนั้นจากอดีตเคยซื้อจากเมืองไทย แล้วกลับไปเมืองจีนเอากลับไปบ้านเกิด เขาก็เลยเปลี่ยนเป็นมาตั้งร้านพระเครื่อง หรือว่าร้านที่เกี่ยวกับการซื้อ-ขายเหรียญวัตถุมงคลที่เมืองไทย แล้วก็ส่งไปยังลูกค้าที่เมืองจีน เพราะสมัยนี้เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับการซื้อ-ขายพระถ้าเทียบกับในอดีต

ต้น ท่าพระจันทร์

เศรษฐกิจซบ จีนสบช่องส่องโอกาสซื้อราคาถูก

ในแง่ของความผันผวนของเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่าส่งผลสำหรับคนไทย แต่ถ้ามองในมุมมองของคนจีนอาจส่งผลน้อยมาก ยิ่งเศรษฐกิจเมืองไทยไม่ดี คนจีนจะได้ประโยชน์จากธุรกิจซื้อขายพระเครื่องเพิ่มมากขึ้น เพราะคนไทยมีกำลังซื้อในระดับหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีกำลังซื้อเมืองไทยน้อยลง พอกำลังซื้อคนไทยน้อยลง ราคาย่อมต่ำลง ต้องยอมรับว่าตลาดที่เมืองจีนเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าเมืองไทยเยอะ มันก็จะมีส่วนต่างตรงนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะคนที่อยู่จีนบางคนไม่ได้มาซื้อพระกับคนไทยโดยตรง

โดยเขาได้อธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้คนจีนเลือกที่จะซื้อ-ขายพระเครื่องกับคนจีนด้วยกัน แต่ไม่เลือกซื้อกับคนไทย ดังนี้ หนึ่ง กลัวโดนคนไทยหลอกขายพระปลอม สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสาร คุยภาษาจีนด้วยกันเอง ง่ายกว่าคุยภาษาไทยอยู่แล้ว สาม กฎหมายเมืองไทยยังไม่ครอบคลุม และเปิดช่องให้คนต่างชาติเข้ามาค้าขายได้ง่าย ดังนั้น จะเห็นได้ว่า 20% ของร้านพระเครื่องในพันธุ์ทิพย์เป็นของคนจีนด้วยกัน ไม่ได้เปิดไว้ขายคนไทย ซึ่งคนไทยยังไงก็ไม่ซื้อกับคนจีนอยู่แล้ว

ทุนจีนเข้ามาทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น

โดย ต้น ท่าพระจันทร์ ได้แสดงข้อดีของการที่มีทุนจีนเข้ามาเปิดร้านขายพระเครื่องไว้ ว่ามีส่วนช่วยให้ตลาดพระเครื่องคึกคักกว่าเดิม โดยส่วนมากแล้วคนจีนซื้อแล้วแทบไม่มีการขายคืน ต่างจากคนไทยที่มักนำมาคืน แล้วร้านต้องจ่ายราคาส่วนลดให้ 20% พร้อมหักอีก 10% ตามกลไกตลาด ขณะที่คนจีนซื้อแล้วซื้อเลย ซื้อเฉพาะรุ่นที่ตลาดนิยมอยู่แล้ว เล่นพระที่คนไทยรู้จัก และสามารถนำไปขายต่อคนจีนด้วยกันได้

ต้น ท่าพระจันทร์ ยังบอกอีกว่า หากร้านคนจีนหายไปทั้งหมด แล้วเหลือแต่ร้านของคนไทย ห้างพันธุ์ทิพย์จะคึกคักน้อยลงแน่นอน ซึ่ง ต้น ท่าพระจันทร์ มองว่าคนจีนเหล่านี้มีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยพอสมควร และยังเป็นรองคนไทยอยู่มาก เพราะบทบาทของพวกเขาเป็นได้เพียงพ่อค้าคนกลางเท่านั้น ยังไม่สามารถสร้างพระได้เอง รวมถึงไม่สามารถกำหนดราคาพระเครื่องในตลาดได้อีกด้วย ทำให้ยังไม่มีอำนาจในการต่อราคากับคนไทย

ต้น ท่าพระจันทร์ สรุปว่า การที่ชาวต่างชาติเข้ามาในตลาดพระเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังถือเป็น “โอกาส” สำหรับวงการ เพราะช่วยเพิ่มการลงทุน กระตุ้นให้พระเครื่องมีตลาดที่กว้างขึ้น และบางครั้งก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาพระสูงขึ้นด้วยซ้ำ

วงการพระเครื่องไม่ใช่ต้นทางของสีเทา

ท่ามกลางกระแสสังคมที่มองว่าวงการพระเครื่องเป็นหนึ่งในพื้นที่สีเทา หรือมีลักษณะของ “มาเฟีย” แฝงอยู่ “ต้น ท่าพระจันทร์” มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวงการพระเครื่องเท่านั้น แต่สามารถพบได้ในทุกแวดวงธุรกิจของไทย

“มาเฟียมีอยู่ในทุกวงการ ไม่ใช่แค่วงการพระเครื่อง” ต้น ท่าพระจันทร์ กล่าว พร้อมอธิบายว่า ธุรกิจที่ไม่มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี มีโอกาสเป็นธุรกิจสีเทาสูงถึง 50% ซึ่งปัจจุบันยังมีธุรกิจจำนวนมากในไทยที่พึ่งพาการซื้อขายด้วยเงินสดมากกว่า 50% ซึ่งเสี่ยงต่อการอยู่นอกระบบภาษี”

เขาย้ำว่า “วงการพระเครื่องไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความเป็นสีเทา แต่กลับเป็น “ปลายทาง” ที่เงินจากวงการสีเทาอื่น ๆ ไหลเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด บ่อน หรือกาสิโนออนไลน์ ซึ่งเมื่อลงทุนและฟอกเงินแล้ว มักนำมาซื้อทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถ เสื้อผ้า นาฬิกา และพระเครื่อง “เพราะฉะนั้นพระเครื่องจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการฟอกเงินโดยปริยาย” ต้น ท่าพระจันทร์ กล่าว

ในประเด็นเรื่อง “มาเฟียในวงการ” ต้น ท่าพระจันร์ กล่าวว่า คำนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะสามารถพบได้ในแทบทุกแวดวง แต่สิ่งสำคัญคือการยึดมั่นในความถูกต้อง “ถ้าคุณทำถูกต้อง คุณไม่ต้องพึ่งใคร ไม่ต้องอิงกลุ่มอิทธิพลใด ๆ แต่ถ้าคุณทำผิด นั่นแหละที่คนกลุ่มนั้นจะเข้ามาแทรกแซง เพื่อหาประโยชน์จากจุดอ่อนของคุณ”

เขาย้ำว่า สังคมวันนี้ไม่ได้ง่ายสำหรับคนที่คิดจะ “ทำอะไรพิสดารเกินจริง” อีกต่อไป “พระเก๊ก็คือเก๊ ไม่มีทางเปลี่ยนให้เป็นแท้ได้ คนทำผิดก็คือผิด จะรู้จักใครก็ไม่มีวันถูก”

หัวใจของวงการพระเครื่อง คือความเชื่อใจและเครดิต

ต้น ท่าพระจันทร์ ยังเปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของวงการพระเครื่องคือ “คำสัญญา” และ “เครดิต” กับลูกค้า เพราะพระเครื่องคือเรื่องของความเชื่อใจล้วน ๆ

“คุณจ่ายเงินองค์ละ 3-5 หมื่น หรือเป็นแสนบาท เพราะคุณเชื่อใจคนขาย โดยที่บางทีคุณอาจไม่เคยห้อยพระองค์นั้นเลยด้วยซ้ำ อาจส่องแค่วันจ่ายเงิน แล้วก็เก็บเข้ากล่องไปเลย แต่คุณซื้อเพราะคุณเชื่อเขา” เขาอธิบาย

ต้น ท่าพระจันทร์ เสริมว่า วงการนี้ให้ความสำคัญกับ “เครดิต” มากกว่าวงการอื่น เพราะถ้าไม่มีเครดิต โอกาสเติบโตแทบจะไม่มีเลย และเครดิตที่ดียังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในชีวิตการทำงานด้านอื่น ๆ ด้วย

“เครดิตคือสิ่งที่ทำให้หลายอย่างในชีวิตง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ผมเชื่อแบบนั้น” ต้น ท่าพระจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

ต้น ท่าพระจันทร์