ไทยประกันชีวิต Read For Life ปีที่ 5 ปลุกวัฒนธรรมการอ่าน-สร้างโอกาสทางความรู้
บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย เดินหน้าโครงการ “ไทยประกันชีวิต Read For Life ส่งมอบความรู้สู่ชุมชน” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยร่วมกับเครือมติชน คัดสรรหนังสือคุณภาพจากสำนักพิมพ์มติชน ส่งมอบผ่านบุคลากรฝ่ายขายของบริษัท สู่ศูนย์กลางชุมชนใกล้สาขา รวม 24 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและขับเคลื่อนการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มสื่อสารและความยั่งยืนองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการ ไทยประกันชีวิต Read For Life ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 5 โดยได้ส่งมอบหนังสือให้กับแหล่งชุมชนรวม 216 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

ในปีนี้บริษัทได้คัดสรรหนังสือในสาขาต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาตนเอง สุขภาพ การเงิน ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ส่งมอบแก่ศูนย์กลางของชุมชน ผ่านสาขาของบริษัทที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากส่วนกลางไปสู่ชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง
เข้าถึงด้วยความเข้าใจ
ฐิติมากล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายของโครงการครอบคลุมคนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย ซึ่งแม้แต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันทางกายภาพและภูมิศาสตร์ แต่หลักคิดของโครงการยังคงดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทและความสนใจของชุมชนแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชนสนใจอ่านหนังสือเสริมทักษะและปูพื้นฐานการเรียนรู้ กลุ่มวัยทำงานสนใจหนังสือด้านทักษะชีวิตและการเงิน ขณะที่ชุมชนทั่วไปจะให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ที่นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

“ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โครงการมุ่งเน้นการส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงองค์ความรู้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักสากล หรือ SDGs เพราะปัจจุบันสังคมไทยยังมีช่องว่างทางโอกาสและการเรียนรู้อยู่มาก โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเมือง หรือถิ่นทุรกันดาร รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเราเชื่อว่าโอกาสในการเข้าถึงความรู้คือจุดเริ่มต้นของการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนได้”
ฐิติมาเผยกรณีศึกษาที่น่าประทับใจว่า หลังจากส่งมอบหนังสือไปแล้ว พบว่าบางชุมชนเกิดความตื่นตัวด้านการอ่านเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น กิจกรรมเล่าเรื่องจากหนังสือและร่วมกันสรุปสาระสำคัญเป็นกลุ่ม รวมถึงมีการขยายพื้นที่ห้องสมุดชุมชนในบางแห่ง สะท้อนให้เห็นว่าหนังสือที่ส่งมอบไปนั้น ถูกนำไปใช้งานจริง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

“บริษัทคำนึงถึงความต้องการและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เพราะเราเชื่อว่าความรู้ที่มีคุณค่าต้องเริ่มจากความเข้าใจผู้รับ ดังนั้น บริษัทจึงให้ทีมฝ่ายขายที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนเป็นผู้สำรวจและสะท้อนความต้องการของชุมชน จากนั้นจึงคัดเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่ง เพื่อให้หนังสือทุกเล่มสามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการเรียนรู้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง”
คุณภาพเนื้อหามีคุณค่ากว่าข้อมูล
เมื่อถามถึงพฤติกรรมการอ่านของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล ฐิติมาตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยกำลังอยู่ในยุคของข้อมูลล้น (Information Overload) ผู้คนอ่านหนังสือสั้นลง และใช้เวลากับสื่อดิจิทัลมากขึ้น อย่างไรก็ตามโครงการยังคงเชื่อมั่นว่า “คุณภาพของเนื้อหามีความสำคัญและมีคุณค่ามากกว่าปริมาณของข้อมูล” ผู้คนยังพร้อมเปิดรับการอ่าน หากเนื้อหานั้นตรงกับความสนใจ เชื่อมโยงกับชีวิต และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
แม้คนส่วนใหญ่จะใช้เวลากับสื่อดิจิทัลมากขึ้น แต่หนังสือยังคงมีคุณค่าในฐานะแหล่งความรู้ที่ผ่านการกลั่นกรอง มีความลึก และต่อยอดความคิดได้ โครงการจึงให้ความสำคัญกับการคัดสรรหนังสือคุณภาพที่มีเนื้อหาทันสมัย และสอดคล้องกับความสนใจของคนแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้หนังสือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ดำเนินควบคู่ไปกับโลกดิจิทัล ไม่ใช่แข่งขันกัน แต่เสริมกันได้
“เราเชื่อว่าคนไม่ได้เลิกอ่าน แต่จะเลือกอ่านในสิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่ทำให้คนอยากอ่านในยุคดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงรูปแบบของสื่อแต่คือคุณค่าของเนื้อหาที่จะดึงดูดให้คนสนใจ เพราะจุดแข็งของหนังสือคือเป็นแหล่งความรู้ที่ลึก หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่เพียงส่งมอบหนังสือ แต่คือการคัดสรรเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของคนในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้หนังสือยังคงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเป็นรากฐานการส่งต่อแรงบันดาลใจจากผู้อ่านคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้”

นอกจากการส่งมอบหนังสือแล้ว ไทยประกันชีวิตยังต่อยอดด้วยการจัดกิจกรรมด้านการเงินควบคู่กันไป โดยดึงบุคลากรของบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเงินร่วมให้ทักษะความรู้ผ่านกิจกรรม Financial Literacy ภายใต้หลักสูตร “วางแผนการเงินมั่งคั่ง สไตล์คนยุค Digital” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนควบคู่ไปกับการปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่าน เพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืนต่อไป
จิตวิทยา-ประวัติศาสตร์มาแรง
ฐิติมาระบุถึงแนวโน้มหนังสือที่ชุมชนให้ความสนใจว่า หนังสือด้านจิตวิทยาและการพัฒนาตนเองยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามาจากสภาวะปัจจุบันมีปัจจัยหลากหลายที่ทำให้คนไทยมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น หนังสือด้านนี้จึงมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจตนเองและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันหนังสือด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าผู้คนไม่ได้แสวงหาเพียงคำตอบให้กับชีวิต แต่ยังต้องการทำความเข้าใจรากฐานของสังคม เรียนรู้จากอดีต และมองเห็นบริบทของโลกในมิติที่กว้างขึ้น ช่วยให้ผู้คนเข้าใจรากเหง้าของสังคม เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันและมองอนาคตได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น

หลักเกณฑ์การคัดเลือกหนังสือของโครงการจึงยึดหลัก “คุณภาพขององค์ความรู้” และ “ความเหมาะสมกับผู้รับ” เป็นสำคัญ โดยเน้นเนื้อหาที่มีประโยชน์ น่าสนใจ นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และครอบคลุมความสนใจของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ การพัฒนาตนเอง สุขภาพ การเงิน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงองค์ความรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยหนังสือทุกเล่มได้รับการคัดสรรจากแหล่งวิชาการและสำนักพิมพ์ที่มีคุณภาพอย่างสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการรวบรวมองค์ความรู้ที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้อ่านทุกกลุ่ม
ฐิติมากล่าวเสริมว่า “หนังสือที่ดี” จึงไม่ใช่เพียงหนังสือที่ให้ความรู้ แต่ต้องสื่อสารให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ เข้าใจเนื้อหาที่ถูกต้อง และสิ่งสำคัญคือ สามารถกระตุ้นให้ผู้อ่านตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ และต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การตัดสินใจ หรือการเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีขึ้น
ขยายเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาส
ฐิติมากล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาโครงการได้ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งสถานศึกษา โรงพยาบาล วัด และองค์กรในชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ระบบนิเวศของการเรียนรู้” (Ecosystem of Learning) ผ่านการขยายเครือข่ายความร่วมมือเพื่อสร้างความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม
ล่าสุดโครงการได้ขยายการส่งมอบความรู้ไปยังกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม โดยส่งมอบหนังสือให้กับหน่วยงานด้านการศึกษา สำหรับส่งต่อไปยังห้องสมุดทัณฑสถาน อันเป็นการกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ ให้มีทักษะ ความรู้ และแรงบันดาลใจ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม
เมื่อถามถึงภาพอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า ฐิติมากล่าวว่าเราอยากเห็นการอ่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย และเกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา มากกว่าการเข้าถึงข้อมูล หรือพึ่งพิงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โดยขาดดุลยพินิจ ซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปสู่บุคคลอื่น
ฐิติมาฝากข้อคิดในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีว่า “การอ่านที่ดี” จำเป็นต้องผ่านการคัดสรรและกลั่นกรอง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และต่อยอดไปสู่การพัฒนาความคิดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ได้ต่อไป
“การอ่านคือพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ถือเป็นต้นทุนชีวิตที่ติดตัวไปตลอด การอ่านจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตที่จะช่วยขยายโลกทัศน์ พัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ และการคิดวิเคราะห์ เมื่อเราเรียนรู้ผ่านการอ่าน สิ่งที่จะตามมาคือพฤติกรรมและทัศนคติที่เข้าใจเรื่องราวในแง่มุมที่แตกต่าง ซึ่งจะช่วยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดของชีวิต หรือต่อยอดเป็นโอกาสการใช้ชีวิตที่มั่นคงในอนาคตได้”