ธุรกิจ รพ.เอกชนครึ่งปีหลังยังโต แม้กำลังซื้อชะลอ-โคเพย์เมนต์กดใช้จ่าย วิมุตชี้เกมแข่งขันเปลี่ยนจากขยายสาขาสู่ชิงความเชี่ยวชาญโรคซับซ้อน เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่ Integrated Specialty Hospital ชูทีมแพทย์สหสาขา-เทคโนโลยีรักษาเฉพาะทาง ปักธงรายได้ปี’69 แตะ 1,500 ล้านบาท พร้อมเร่งฐานต่างชาติ ประกัน และองค์กร
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะเปราะบางและกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยประกันที่เริ่มได้รับผลกระทบจากระบบ Co-payment ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น และเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเลือกโรงพยาบาลลักเซอรี่ มาสู่โรงพยาบาลที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” ทั้งด้านราคา คุณภาพการรักษา และความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการ ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มหลักราว 80% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด


ขณะเดียวกัน ทิศทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้าน “จำนวนสาขา” ไปสู่การแข่งขันด้าน “ความชำนาญเฉพาะทาง” และผลลัพธ์ทางการรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคซับซ้อนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากสังคมสูงวัย พฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
อีกทั้งท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย ผู้เล่นที่ยังสามารถเติบโตได้คือกลุ่มที่เลือก “Selective Growth” หรือเลือกสนามแข่งขันที่มีศักยภาพเติบโต โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสามารถสร้างประสบการณ์รักษาที่แตกต่างได้ชัดเจน
“ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันด้านจำนวนสาขา สู่การแข่งขันด้านความชำนาญและผลลัพธ์การรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคซับซ้อนและ NCDs ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในไทยและทั่วโลก” นพ.นิพัฒน์กล่าว
สำหรับผลประกอบการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน มีรายได้ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 337 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 283 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ 1,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,213 ล้านบาทในปี 2567 หรือเติบโต 7% แบ่งเป็นรายได้จากผู้ป่วยนอก (OPD) 711 ล้านบาท และผู้ป่วยใน (IPD) 591 ล้านบาท โดยไตรมาส 4/2568 เป็นไตรมาสที่ทำรายได้สูงสุดที่ 376 ล้านบาท จากการขยายตัวของทั้งกลุ่มผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ
ปี 2569 โรงพยาบาลตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านบาท เติบโต 15% ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงและต้นทุนทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นจาก Medical Inflation ทั้งค่ายา เวชภัณฑ์ และพลังงาน
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 5 ปี โรงพยาบาลวิมุตประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ “Integrated Specialty Hospital” หรือโรงพยาบาลเฉพาะทางแบบบูรณาการ ภายใต้แนวคิด “มุ่งมั่นรักษาโรคซับซ้อน ด้วยความเข้าใจ โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง” เพื่อรองรับแนวโน้มโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทย


กลยุทธ์หลักคือการใช้โมเดล “Multidisciplinary Care” หรือการดูแลผู้ป่วยโดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ ที่เชื่อมโยงการรักษาหลายระบบเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายโรค เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน หรือโรคไต ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนรักษาร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ระยะยาว
“หัวใจสำคัญของ Specialty Hospital คือการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์หลายสาขา เพราะโรคจำนวนมากเชื่อมโยงกันทั้งด้านร่างกาย พฤติกรรม และคุณภาพชีวิต หากรักษาเฉพาะอาการอาจไม่ยั่งยืน”

การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 3E ได้แก่ Expertise, Experience และ Expansion
แกนแรก “Expertise” มุ่งยกระดับศักยภาพการรักษาโรคซับซ้อน ผ่านศูนย์เฉพาะทางด้านหัวใจและหลอดเลือด ปอด กระดูกและข้อ ระบบทางเดินอาหารและตับ สูตินรีเวช และสุขภาพเต้านม โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และการวางแผนรักษาเฉพาะบุคคล
แกนที่สอง “Experience” คือการพัฒนาระบบ Integrated Healthcare ที่เชื่อมต่อการดูแลตั้งแต่คัดกรอง วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และติดตามผล ผ่าน ViMUT Application และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวกและต่อเนื่องในการรักษา
ส่วนแกน “Expansion” คือการขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติ กลุ่มประกัน และลูกค้าองค์กร รวมถึงต่อยอด Synergy กับพฤกษา เรียลเอสเตท ที่มีฐานลูกบ้านกว่า 270,000 ครัวเรือน เพื่อเชื่อมโยงบริการสุขภาพเข้าสู่ชีวิตประจำวัน
ปัจจุบันตลาดต่างชาติของวิมุตเติบโตชัดเจน โดยเฉพาะเมียนมาที่เติบโต 141% และเอเชียใต้เติบโต 70% ขณะที่กลุ่มประกันเติบโต 8% และลูกค้าองค์กรเติบโต 12% พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติจาก 10% เป็น 30% ภายใน 5 ปี
นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังเดินหน้าลงทุนขยายศูนย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Sleep Center ศูนย์ปอดและระบบทางเดินหายใจ รวมถึงบริการ Lifestyle Medicine เพื่อรองรับกลุ่ม Health & Wellness และนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
นพ.สุวาณิช ระบุว่า ปัจจุบัน 5 กลุ่มโรคหลักกำลังเป็นเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพของคนไทย ประกอบด้วย โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกและข้อ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ รวมถึงสุขภาพผู้หญิงและมะเร็งเต้านม ซึ่งล้วนพบมากขึ้นในวัยทำงานและมีแนวโน้มซับซ้อนขึ้น
ในกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหา PM2.5 ความชื้น เชื้อรา ฝุ่น ควันรถยนต์ และการสูบบุหรี่ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคปอดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และถุงลมโป่งพอง ขณะที่บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นอีกความเสี่ยงที่ทำให้พบผู้ป่วยอายุน้อยที่มีภาวะปอดเสื่อมเฉียบพลันเพิ่มขึ้น
โดย นพ.สุวาณิช แนะนำให้เริ่มตรวจสุขภาพปอดตั้งแต่อายุ 25-30 ปี พร้อมนำเทคโนโลยี Low-dose CT Scan, Bronchoscopy และ EBUS มาใช้ในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัย เพื่อลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่และเพิ่มโอกาสรักษาในระยะเริ่มต้น
ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันพบผู้ป่วยอายุน้อยลงจากความเครียด การพักผ่อนน้อย และโรคเรื้อรังสะสม โดยโรงพยาบาลนำเทคโนโลยี TAVI หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน และ MICS หรือการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก มาใช้เพื่อลดความเจ็บปวดและระยะพักฟื้น
ขณะที่โรคกระดูกและข้อเริ่มพบในวัยทำงานและคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากพฤติกรรม Sedentary Lifestyle การนั่งทำงานนาน และการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน โรงพยาบาลจึงมุ่งรักษาด้วยเทคนิคผ่าตัดผ่านกล้องและ Minimally Invasive Surgery (MIS) ที่ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว
ส่วนโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ เริ่มพบในคนอายุน้อยและวัยทำงานเพิ่มขึ้น จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตเร่งรีบและการบริโภคอาหาร โดยโรงพยาบาลแนะนำให้ผู้มีอายุ 45 ปีขึ้นไปเข้ารับการส่องกล้อง Colonoscopy เพื่อคัดกรองความผิดปกติและติ่งเนื้อในลำไส้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สำหรับสุขภาพผู้หญิงและมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย โรงพยาบาลใช้แนวทาง Personalized Treatment พร้อมเทคโนโลยีตรวจคัดกรองแบบ 3D ดิจิทัลแมมโมแกรม และการผ่าตัดสงวนเต้านม เพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
นพ.สุวาณิช กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิด Integrated Specialty Hospital ไม่ได้มองเพียงการรักษาเมื่อเกิดโรค แต่เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกตั้งแต่การป้องกัน คัดกรอง วินิจฉัย รักษา และติดตามผลระยะยาว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในอนาคต
“ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มมองสุขภาพเป็นเรื่องของการวางแผนระยะยาวมากขึ้น ไม่ใช่แค่เข้ารักษาเมื่อป่วย ดังนั้นระบบสุขภาพยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ความสะดวก และความคุ้มค่า”
พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลเปิดตัวแคมเปญ “The Mega Health Deal” ภายใต้แนวคิด “ตรวจวันนี้ คุ้มค่ากว่าที่เคย” ผ่านแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษ เริ่มต้น 1,500 บาท และแพ็กเกจหลัก 5,500 บาท ครอบคลุมการตรวจคัดกรองโรคสำคัญ อาทิ อัลตราซาวนด์ช่องท้อง 3D ดิจิทัลแมมโมแกรม ตรวจ HPV DNA และตรวจสมรรถภาพหัวใจ รวมถึงแพ็กเกจตรวจเชิงลึกด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ราคาเริ่มต้น 19,500 บาท เพื่อรองรับแนวโน้มโรค NCDs และมะเร็งที่เพิ่มขึ้นในคนไทย โดยแคมเปญจัดถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569