ซีพี-เมจิสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมนมไทย หลัง “เมจิ ไฮโปรตีน” ครองตลาดนมโปรตีนในสิงคโปร์ ชี้เทรนด์เครื่องดื่มสุขภาพยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ขณะที่การบริโภคนมในไทยยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนโอกาสขยายตลาดในประเทศระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ ธีรภาพรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ต เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ “เมจิ ไฮโปรตีน” สามารถขยายการเติบโตในตลาดนมโปรตีนของประเทศสิงคโปร์ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมนมไทยและความสามารถในการต่อยอดน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพในต่างประเทศ

บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ตกว่า 37 ปี โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้า ผ่านการทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานฟาร์มตามแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ทั้งด้านการจัดการฟาร์ม สุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน ซีพี-เมจิรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยเฉลี่ย 680 ตันต่อวัน จากเครือข่ายฟาร์มกว่า 4,500 แห่งทั่วประเทศ นับเป็นหนึ่งในผู้รับซื้อน้ำนมดิบรายใหญ่ของภาคเอกชน และมีบทบาทในการขยายตลาดผลิตภัณฑ์นมไทยสู่ต่างประเทศ โดยปัจจุบันทำตลาดในหลายประเทศของเอเชีย ได้แก่ ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
สำหรับสิงคโปร์ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท ปัจจุบันซีพี-เมจิครองส่วนแบ่งตลาดนมพาสเจอไรซ์ 48% ขณะที่ “เมจิ ไฮโปรตีน” ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายในปีนี้ สามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มนมโปรตีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 66%

ทั้งนี้ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนและผลิตภัณฑ์นมโปรตีนที่ได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และการควบคุมน้ำหนักมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดต่างประเทศจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่การบริโภคนมของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย โดยมีอัตราการบริโภคเฉลี่ยเพียง 18-23 ลิตรต่อคนต่อปี หรือประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ สะท้อนว่าตลาดนมในประเทศยังมีโอกาสเติบโตจากการส่งเสริมการบริโภคเพื่อสุขภาพในระยะยาว
ทั้งนี้ กรณีของ “เมจิ ไฮโปรตีน” ในสิงคโปร์สะท้อนแนวโน้มการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมที่ไม่ได้อยู่เพียงการจำหน่ายนมพื้นฐาน แต่ขยับสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัลและสินค้ามูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของผู้บริโภค ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยและขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศต่อไป