เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอ็มจีซี-เอเชีย ยกทัพพรีเมียม BWM-XPENG ร่วมงานประชุมระดับนานาชาติ
Automotive เอ็มจีซี-เอเชีย ยกทัพพรีเมียม BWM-XPENG ร่วมงานประชุมระดับนานาชาติ
4 จว.เหนือ เปิดฉาก LANNA EXPO ขนทัพสินค้า 1 พันบูธ เจรจาธุรกิจทะลุ 140 คู่
เศรษฐกิจภูมิภาค 4 จว.เหนือ เปิดฉาก LANNA EXPO ขนทัพสินค้า 1 พันบูธ เจรจาธุรกิจทะลุ 140 คู่
อนุทิน กินข้าวถก ‘รมต.เพื่อไทย’ ตามงานทุกกระทรวง ไม่เน้นคุยรับศึกอภิปราย
Politics อนุทิน กินข้าวถก ‘รมต.เพื่อไทย’ ตามงานทุกกระทรวง ไม่เน้นคุยรับศึกอภิปราย
ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,350 บาท
รัฐบาล ถวายพวงมาลาเนื่องใน ‘วันนวมินทรมหาราช’ 13 ต.ค. 2569
Politics รัฐบาล ถวายพวงมาลาเนื่องใน ‘วันนวมินทรมหาราช’ 13 ต.ค. 2569
‘สุรศักดิ์’ ชี้เวที IMF–World Bank ช่วยดันท่องเที่ยวไทย ส่งท้าย คาดปี 70 โตต่อเนื่อง
Politics ‘สุรศักดิ์’ ชี้เวที IMF–World Bank ช่วยดันท่องเที่ยวไทย ส่งท้าย คาดปี 70 โตต่อเนื่อง
‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
Finance ‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
รุทธพล  โยน คกก.เคาะปม ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษล้างมลทิน
Politics รุทธพล โยน คกก.เคาะปม ‘ทักษิณ’ ขอนิรโทษล้างมลทิน
Yamaha – DPU ปลุกศักยภาพเยาวชนดนตรี มอบทุน 100% ตลอด 4 ปี รวม 8.4 ล้านบาท
Uncategorized Yamaha – DPU ปลุกศักยภาพเยาวชนดนตรี มอบทุน 100% ตลอด 4 ปี รวม 8.4 ล้านบาท
สันติธารแชร์ 2 ภาพประทับใจ IMF-World Bank ชูพระราชปณิธาน ร.9-ต่อยอด AI สร้างงาน
News สันติธารแชร์ 2 ภาพประทับใจ IMF-World Bank ชูพระราชปณิธาน ร.9-ต่อยอด AI สร้างงาน
ดูทั้งหมด

สมรภูมิรบสู่โต๊ะเจรจา เจาะลึก ‘เจนีวา’ เมืองฉายา ‘Capital of Peace’

15 มิ.ย. 2569 | 17:10น.

สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมลงนามข้อตกลงหยุดยิงครั้งสำคัญ ท่ามกลางคำถามชวนคิดว่า เหตุใด ‘เจนีวา’ เมืองเล็กๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงยังคงทำหน้าที่เป็นเซฟเฮาส์ทางการทูต และเป็นจุดนัดพบสุดท้ายที่คู่ขัดแย้งระดับโลกเลือกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยุติเสียงปืน พาย้อนรอยรากฐาน ‘ความเป็นกลาง’ และประวัติศาสตร์พลิกโลกของเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสันติภาพ

อีกครั้งที่เมืองฉายา “Capital of Peace” หรือ “เมืองหลวงแห่งสันติภาพ” กำลังจะกลายเป็นฉากหลังของหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ หลังจากการประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างเป็นทางการระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่าน โดยมีกำหนดการสะบัดหมึกลงนามร่วมกันในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ คำถามที่น่าสนใจในใจของหลายๆ คนทั่วโลกก็คือ

ทำไมเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ระดับโลก สันติภาพมักจะเดินทางมาจบลงที่เมือง ‘เจนีวา‘?

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายเชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ระบุว่า ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นได้จากความพยายามทางการทูตอย่างกว้างขวาง โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคหลายฝ่ายเข้าร่วม ซึ่งวอชิงตันและเตหะรานเห็นพ้องต้องกันที่จะหยุดปฏิบัติการทางทหารทันทีและเป็นการถาวร เขายังกล่าวอีกว่าข้อตกลงนี้อาจช่วยปูทางไปสู่ความพยายามในวงกว้างเพื่อลดความตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

เชห์บาซได้ขอบคุณรัฐบาลทั้งสองฝ่ายที่เลือกใช้การทูตแทนการเผชิญหน้ากันอย่างต่อเนื่อง และแสดงความหวังว่าข้อตกลงนี้จะช่วยนำเสถียรภาพกลับคืนสู่ภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของเมืองแห่งสันติภาพ ‘เจนีวา’

จุดเริ่มต้นของนโยบายความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์มักถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ย้อนไปหลังจากการพ่ายแพ้ใน ยุทธการมารินยาโน (Battle of Marignano) ในปี ค.ศ. 1515 และการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพถาวรกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1516 สมาพันธรัฐสวิสในยุคนั้นตระหนักว่าการขยายอำนาจทางทหารรังแต่จะทำให้รัฐภายในแตกแยก จึงเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศจากการรุกรานมาเป็นการป้องกันตนเองและการรักษาเสถียรภาพภายในแทน

จากเอกสารประวัติศาสตร์ของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ที่ชื่อ “A short history of Switzerland’s neutrality” มีการวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ในยุโรปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเป็นแค่เพียงการคุ้มครองบนแผ่นกระดาษ แต่เกิดจากความเชี่ยวชาญและความสำเร็จของชาวสวิสเองที่ผลักดันให้หลักการความเป็นกลางนี้ กลายเป็นนโยบายต่างประเทศที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดอย่างแท้จริง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกต้องหันมาฟังเสียงของประเทศเล็กๆ แห่งนี้ เกิดขึ้นในข้อตกลงทั่วไปของยุโรปปี ค.ศ. 1815 ในเอกสารยังระบุอีกว่า การทูตที่ชาญฉลาดของสวิสสามารถทำให้ชาติมหาอำนาจในยุคนาโปเลียนร่วมกันลงนามรับรอง ‘พระราชบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลางถาวรและความไม่อาจละเมิดได้ของสวิตเซอร์แลนด์’ ซึ่งข้อตกลงครั้งนั้นระบุชัดเจนว่า ความเป็นกลางและความเป็นอิสระของสวิสจากอิทธิพลต่างชาติ คือผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อระบบการเมืองของยุโรปทั้งหมด

นอกเหนือจากการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสงครามแล้ว ‘ประเพณีด้านมนุษยธรรม’ ก็เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สร้างชื่อให้เมืองแห่งนี้ รายงานจากเอกสารชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1848
สวิตเซอร์แลนด์ได้สถาปนาแนวคิดเรื่องการให้ที่ลี้ภัยแก่ผู้ลี้ภัยทางการเมือง ควบคู่ไปกับการวางมาตรการสากลในการควบคุมตัวและปลดอาวุธกองทัพต่างชาติที่ล่าถอยเข้ามาในดินแดน ซึ่งแนวคิดการกักกันเพื่อมนุษยธรรมนี้ ได้ทวีความสำคัญอย่างมหาศาลต่อคู่สงครามในเวลาต่อมา

การก่อตั้งคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ที่เจนีวา ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับความสำคัญของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งในเชิงศีลธรรมและเชิงปฏิบัติในเวทีโลกอย่างมาก

นอกจากงานบรรเทาทุกข์แล้ว สวิสยังทำหน้าที่เป็น ‘ประเทศผู้คุ้มครอง’ ที่ช่วยดูแลและเป็นตัวแทนผลประโยชน์ให้กับประเทศคู่สงครามหลักๆ เกือบทั้งหมด ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความเป็นกลางของประเทศแห่งนี้ได้รับความยำเกรงและรอดพ้นจากภัยสงคราม

วิวัฒนาการของเจนีวาสู่ศูนย์กลางการทูตโลก

Genève internationale ระบุว่า เส้นทางการก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการทูตโลกของเจนีวาเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนภายหลังจากการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐสวิสในปี ค.ศ. 1815 ซึ่งเมืองแห่งนี้ได้ยกระดับและพัฒนาบทบาทของตนเองในเวทีสากลอย่างก้าวกระโดด

บทพิสูจน์สำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1872 เมื่อเจนีวาได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการอนุญาโตตุลาการอลาบามา (Alabama Claims Arbitration) เพื่อเคลียร์ข้อพิพาทครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่หลังยุคสงครามกลางเมืองอเมริกา เหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นหมุดหมายและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ชาติมหาอำนาจของโลกยอมวางอาวุธ แล้วหันมาใช้วิธีการทางกฎหมายรวมถึงกระบวนการทางการทูตส่วนกลางที่เจนีวาในการแก้ปัญหาแทนการประกาศสงครามระหว่างกัน

นอกเหนือจากมิติทางการเมืองแล้ว รากฐานสำคัญที่ตอกย้ำให้เจนีวากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก คือ การกำเนิดขึ้นของงานด้านมนุษยธรรมระดับสากล โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1863 คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ณ เมืองเจนีวาแห่งนี้ อ้างอิงจากเว็บไซต์ของ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)

จากการผลักดันของ อองรี ดูนองต์ (Henry Dunant) ชายชาวเจนีวาผู้สะเทือนใจต่อความโหดร้ายและไร้ความปรานีในสมรภูมิโซลเฟริโน ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลาต่อมาเยี่ยงปี ค.ศ. 1864 กาชาดสากลยังสามารถผลักดันให้ประเทศต่างๆ ร่วมลงนามใน “อนุสัญญาเจนีวาฉบับแรก” (First Geneva Convention) เพื่อคุ้มครองผู้บาดเจ็บจากภัยสงครามโดยไม่แบ่งแยกพรมแดน

ภาพจำและคุณค่าเหล่านี้เองที่สอดรับกับรายงานประวัติศาสตร์ของ CIA ที่ระบุว่า ประเพณีด้านมนุษยธรรมของสวิสและการจัดตั้งองค์กรอย่างสภากาชาด ได้ช่วยยกระดับความสำคัญทั้งในเชิงศีลธรรมและเชิงปฏิบัติในฐานะ “ประเทศผู้คุ้มครอง” ที่ได้รับความเคารพยำเกรงจากทุกฝ่ายในยามศึกสงคราม

จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่ส่งให้เจนีวากลายเป็น “เมืองหลวงแห่งการทูต” อย่างเต็มตัว เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1919 เมื่อประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ผลักดันให้ “สันนิบาตชาติ” (League of Nations) ซึ่งถือเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งแรกของโลก เลือกตั้งสำนักงานใหญ่ขึ้นที่เมืองเจนีวา

แม้ว่าในเวลาต่อมาภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การสหประชาชาติ (UN) จะย้ายศูนย์กลางหลักไปที่นครนิวยอร์กก็ตาม แต่ด้วยยุทธศาสตร์และความเป็นกลางที่เป็นเอกลักษณ์ สหประชาชาติก็ยังคงเลือกที่จะจัดตั้ง “สำนักงานสหประชาชาติประจำเจนีวา” (UNOG) ขึ้น ณ วังแห่งสหประชาชาติ (Palais des Nations) ในช่วงปี ค.ศ. 1946 เพื่อให้เมืองนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนหัวใจและศูนย์กลางการทูตที่สำคัญที่สุดในฝั่งยุโรปในการคลี่คลายวิกฤตการณ์โลกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

แค่เจรจา แต่ไม่ได้ลงนาม

อย่างไรก็ดี สิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่ทันสังเกตคือ

“เจนีวาคือที่สำหรับเจรจาข้อตกลง แต่มักไม่ใช่จุดสุดท้ายของการลงนามเสมอไป”

ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงที่พลิกโฉมโลกมักมีรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนมหาศาล เช่น ดีลล่าสุดที่ต้องเคลียร์ทั้งเรื่องระบบมอนิเตอร์ในช่องแคบฮอร์มุซ และการหยุดยิงในเลบานอน คณะทำงานจึงต้องฝังตัวร่างเอกสารอยู่ที่เจนีวาเป็นสัปดาห์ๆ

แต่เมื่อถึงเวลาประกาศชัยชนะทางการทูต พิธีลงนามฉบับสมบูรณ์มักจะถูกส่งต่อไปยังเมืองยุทธศาสตร์อื่น ยกตัวอย่างเช่น

  • ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 (JCPOA) ที่เคี่ยวข้อตกลงกันที่เจนีวา แต่บินไปลงนามที่ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเชื่อมโยงและประสานงานร่วมกับหน่วยงานตรวจนิวเคลียร์สากล (IAEA)
  • ข้อตกลงอัฟกานิสถานปี 2020 ที่กระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นในสวิตเซอร์แลนด์แต่ไปปิดดีลกันที่ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประวัติศาสตร์ก็บันทึกไว้เช่นกันว่า มีสงครามและวิกฤตโลกครั้งสำคัญที่เลือกใช้เจนีวาเป็นทั้ง “สนามเจรจา” และ “เวทีลงนามปิดฉาก” อย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน

หมุดหมายที่ชัดเจนที่สุดคือ “ข้อตกลงเจนีวา ค.ศ. 1954” (Geneva Accords of 1954) ข้อตกลงหยุดยิงครั้งประวัติศาสตร์ที่ลงนามกัน ณ วังแห่งสหประชาชาติ (Palais des Nations) เพื่อยุติสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 ระหว่างฝรั่งเศสและเวียดนาม ซึ่งผลของการลงนามที่เจนีวาในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแผนที่โลกด้วยการสั่งให้ฝรั่งเศสถอนทหารและแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนที่เส้นขนานที่ 17 รวมถึงการรับรองเอกราชของลาวและกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

ถัดมาในช่วงปลายสงครามเย็น “ข้อตกลงเจนีวา ค.ศ. 1988” (Geneva Accords of 1988) ก็เป็นสัญญาหย่าศึกสำคัญที่ลงนามโดยปากีสถานและอัฟกานิสถาน โดยมีสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตร่วมลงนามค้ำประกัน ส่งผลให้กองทัพโซเวียตต้องยอมถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน ยุติสมรภูมิอันยืดเยื้อลงที่เมืองแห่งนี้

นอกจากนี้ เจนีวายังเป็นสถานที่ลงนามข้อตกลงควบคุมอาวุธร้ายแรงที่ทั่วโลกเกรงกลัวอย่าง “พิธีสารเจนีวา ค.ศ. 1925” (Geneva Protocol of 1925) ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ลงนามเพื่อสั่งห้ามการใช้แก๊สพิษ อาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพในสงคราม ซึ่งถูกผลักดันขึ้นมาหลังความโหดร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 1

ที่ขาดไม่ได้คือ “อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949” (The 1949 Geneva Conventions) กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่เป็นแกนหลักของโลกในการคุ้มครองเชลยศึก พลเรือน และผู้บาดเจ็บ ซึ่งตัวแทนจากนานาประเทศได้เดินทางมาลงนามสถาปนากฎแห่งสงครามร่วมกันที่นครแห่งนี้หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

จะเห็นได้ว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าปลายทางของการลงนามน้ำหมึกจะเกิดขึ้นที่เมืองใด แต่จุดเริ่มต้นที่เปลี่ยน “เสียงปืนและระเบิด” ให้เป็น “บทสนทนา” มักจะเกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของเมืองหลวงแห่งสันติภาพแห่งนี้เสมอ