ไผ่ไร้ราก ไทยในเวทีโลก ท้าพิสูจน์เทคโนแครต รัฐบาลผู้ภูมิคุ้มกันต่อองค์กรอิสระ
ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ วิเคราะห์การเมืองประเทศไทย ใน 20 ปีที่ผ่านมา ท่าทีไทยต่อเวทีการเมืองการค้า เศรษฐกิจโลก แบบ “ไผ่ไร้ราก” และรัฐบาลที่มีจุดแข็งต่อฝ่ายอนุรักษนิยม และมีภูมิคุ้มกันต่อองค์กรอิสระ
ในปลายสัปดาห์ก่อนอุทกภัย 2569 ในเวทีสัมมนา หัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute สาธารณรัฐสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute ร่วมนำเสนอแนวคิดและวิเคราะห์ ไทยในเวทีต่างประเทศ
ดร.ณพล เจ้าของผลงานการศึกษาที่ท้าทายต่อ 2 นคราประชาธิปไตย ผ่านผลการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ภายใต้การศึกษา ‘A new tale of two democracies? The changing urban–rural dynamics at Thailand’s 2023 general elections’ เพื่อค้นหาคำอธิบายใหม่ของการเมืองไทยในปัจจุบัน
ดร. ณพล เริ่มต้นตั้งคำถามว่า “เคยสงสัยเหมือนผมบ้างมั้ยครับว่าต่างประเทศมองประเทศไทยยังไง มุมมองเหล่านั้นมาจากไหน และส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทยอย่างไร”
ดร.ณพล เล่าผ่านคำตอบว่า ได้เข้าร่วมวงประชุมกับตัวแทนนักลงทุน และผู้กําหนดนโยบายในต่างประเทศ คนเหล่านี้มีคําถามบนโต๊ะประชุมมีคําถามเดียว คือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จัดลำดับประเทศอย่างไร ประเทศไหน คุ้มค้าแก่ทรัพยากรการลงทุน คุ้มค่าต่อเวลา และจับตามองเป็นพิเศษ
ในวงประชุมดังกล่าว กำหนดเกณฑ์ 2 ข้อ คือ 1.ประเทศนั้นแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ดีแค่ไหน 2.มีน้ำหนักในเวทีภูมิรัฐศาสตร์มากน้อยแค่ไหน
ผลที่ออกมาคือ กลุ่มแรก ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนกลุ่มที่สอง คือ เวียดนาม และกลุ่มที่สาม รั้งท้าย คือ ไทยฟิลิปปินส์ เมียนมา และประเทศอื่น ๆ
“คือไทย ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีศักยภาพเติบโตจำกัด เคียงข้างกับฟิลิปปินส์ เป็นคนป่วยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคียงข้างฟิลิปปินส์ซึ่งเดิมเป็นเจ้าของฉายานี้ มีน้ำหนักในภูมิภาคพอๆ กับพม่าซึ่งยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง นี้คือ Grand Narrative ของไทยในสายตาโลก ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจจริงว่าประเทศอื่นจะปฏิบัติกับประเทศไทยยังไง Grand Narrative แบบเนี้ยมาจากไหน แล้วเราจะทํายังไงให้ไทยกลับมาเป็นผู้กําหนดเรื่องเล่าของตัวเองและชะตากรรมของตัวเองได้อีกครั้ง”
นักวิจัยด้านรัฐศาสตร์รายนี้ วิเคราะห์ว่า หากย้อนกลับไปในอดีต ประเทศไทยไม่ได้มีภาพลักษณ์แบบนี้เสมอ (อยู่ในในกลุ่มรั้งท้าย) แต่ไทยเคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ด้วยซ้ำ แต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไทยย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเดินหน้าไปเรื่อย ๆ
ไทย จะกลับไปเป็นผู้กำหนดเกม?
ในด้านเศรษฐกิจ ไทยเคยเป็นหัวขบวน แต่วันนี้ไทยกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ตกไปอยู่ในกลุ่มที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดั้งเดิม เช่นการท่องเที่ยวกับการส่งออกกําลังเริ่มเสื่อมกําลังลง ในขณะที่เครื่องยนต์ใหม่ยังสตาร์ทไม่ติดเพราะว่าติดข้อจำกัดเรื่องทักษะแรงงาน ด้านการศึกษา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างนวัตกรรมมากนัก
“ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาอีกด้านหนึ่งก็คือหนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำและสังคมที่แก่ก่อนรวย ซึ่งปัญหาเหล่านี้บีบบังคับให้มาตรการทางเศรษฐกิจต้องหันมาเน้นเรื่องของการพยุงและการเยียวยาเศรษฐกิจในระยะสั้นมากขึ้น ภายใต้ข้อจํากัดของพื้นที่การคลังที่แทบลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่จังหวะนี้คือจังหวะที่รัฐจะต้องลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของประเทศมากที่สุด”
ในเวทีต่างประเทศ ไทยเคยมีจุดแข็งหลายอย่าง เป็นพันธมิตรนอกนาโตของสหรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ในขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนโดยที่ไม่มีข้อพิพาทค้างคาเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ไทยเองเป็นผู้บุกเบิกการก่อตั้งอาเซียน
“หลายคนก็อาจจะลืมไปแล้วว่าอาเซียนถือกําเนิดที่กรุงเทพฯ ต่อมาเราก็ดำเนินนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าสลายเส้นแบ่งระหว่างอินโดจีนกับประเทศที่เหลือในภูมิภาค เปิดให้เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชาเข้ามาร่วมกันในที่สุด”
สิ่งที่หายไปจากความสัมพันธ์ 2 มหาอำนาจ
ดร.ณพล ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน บทบาทของไทยทั้งในเวทีโลกและในภูมิภาคกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เราอาจจะยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ 2 ประเทศมหาอำนาจเอาไว้ได้ แต่สิ่งที่หายไป คืออำนาจต่อรองในการผลักดันและรักษาผลประโยชน์ของเราภายใต้ความสัมพันธ์เหล่านั้น
“กับสหรัฐเราโดนกดดันด้วยมาตรการภาษี ให้ยอมรับข้อตกลงที่ประเทศไทยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เราจะขู่ยกเลิก Cobra Gold แต่ลืมไปว่าเราต่างหากที่ต้องพึ่งสหรัฐในด้านความมั่นคง ไม่ใช่สหรัฐที่ต้องพึ่งเรา กับจีนก็ไม่ต่างกัน เราสามารถดึงการลงทุนเข้ามาได้มากก็จริง แต่เขาเป็นพี่เราเป็นน้อง เราแทบไม่มีอำนาจต่อรองหรือมียุทธศาสตร์ในการกําหนดว่าการลงทุนเหล่านั้นจะพาเราขึ้นไปบนห่วงโซ่มูลค่าของโลกได้หรือไม่ ผลก็คือเราได้โรงงานแต่ไม่ได้เทคโนโลยี เราอาจจะได้เงินลงทุนที่เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ไม่ได้ขีดความสามารถที่ตามมา”
กลายเป็นว่าความสัมพันธ์แบบนี้เองก็สร้างปัญหาให้กับไทย ในที่สุดเมื่อสหรัฐมองว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็นทางผ่านสำหรับสินค้าที่สวมสิทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
นโยบายไผ่ไร้ราก
ดร.ณพล กล่าวว่า ในโลกที่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์แยกออกจากกันได้ยาก ประเทศไทยตอนนี้ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการบริหารความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจทั้งสอง “หลายคนวิเคราะห์ว่าเราเคยเป็นไผ่ลู่ลมในอดีต แต่วันนี้เรากลายเป็นไผ่ที่ไม่มีราก”
แม้แต่ในอาเซียนเองบทบาทของไทยก็ถูกตั้งคําถามมากขึ้นกับเมียนมา ไทยเคยประกาศว่าจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างพม่ากับอาเซียน แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นว่าไทยปูพรมแดงให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา และฟอกขาวระบอบที่อาเซียนพยายามกดดัน แล้วก็เป็นการบ่อนทำลายกลไกที่อาเซียนสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับวิกฤตนั้น
“ในกรณีความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้นั้น ผู้นําของเรากลับเลือกที่จะเล่นกับกระแสชาตินิยม เอาการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นเดิมพัน เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน ซึ่งทำให้การหาทางออกร่วมกันยากขึ้นไปมากกว่าเดิม กัมพูชาก็เล่นเกมคล้ายๆ กัน ผลก็คือไทยกลายเป็นคู่ขัดแย้งที่สร้างแรงเสียดทานภายในภูมิภาคมากที่สุด และเปิดพื้นที่ให้มหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดระเบียบภูมิภาคมากขึ้น”
ดร.ณพล ตั้งประเด็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจกับปัญหาต่างประเทศที่ไทยเผชิญอยู่ เกี่ยวข้องกันอย่างไร หลายคนอาจจะบอกว่าไม่เกี่ยวกัน แต่จะชี้ให้เห็นอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาด้านการต่างประเทศ จริงๆ แล้วเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เศรษฐกิจที่แข่งขันได้ทำให้เรามีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับมหาอำนาจและทิศทางการต่างประเทศของเราก็มีผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทย
เรื่องที่ 2 คือ 2 ปัญหานี้มีต้นตอเดียวกัน ถ้ามองย้อนกลับไป 2 ทศวรรษที่ผ่านมาทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แล้วก็ไม่ได้เป็นผลจากความล้มเหลวของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นอาการเรื้อรังที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ
การเมืองไร้เสถียรภาพ 20 ปี
“ผมขอเสนอว่าถ้าจะเปรียบประเทศไทยเป็นคนไข้ โรคที่เราต้องรักษาก็คือโรคของการเมืองภายในประเทศ เป็นโรคการเมืองภายในประเทศที่ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพ เอกภาพ และเจตจำนงในการผลักดันความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต”
“มี 3 อย่างที่การเมืองไทยให้เราไม่ได้ อย่างแรกคือเสถียรภาพ ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาแทบไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ครบวาระ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลที่มาจากการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่ระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง แต่เป็นระหว่างกลุ่มที่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง กับกลุ่มที่มองว่าการเลือกตั้งเป็นแค่ช่องทางหนึ่งในการเข้าสู่อำนาจ จริงๆ แล้วเป็นการสร้างหลักประกันให้กับชนชั้นนํา เครือข่าย รัฐราชการ กลุ่มทุน และกองทัพได้มากกว่า ว่าจะไม่สูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์ของตัวเอง”
ดร.ณพล ย้อยให้เห็นภาพว่า ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีรัฐประหารโดยตรง 2 ครั้ง เห็นรัฐประหารโดยอ้อมผ่านตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค และการตัดสิทธิ์ทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า มีนายกรัฐมนตรีถึง 5 คน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่รัฐธรรมนูญเองก็ถูกออกแบบมาให้องค์กรอิสระมีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่องค์กรเหล่านั้นไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชน
“ผลก็คือความไม่แน่นอนทางการเมืองถูกทำให้กลายเป็นสภาวะปกติของการเมืองไทย จนไม่มีรัฐบาลไหนสามารถมั่นใจได้ว่าจะบริหารครบวาระ แม้แต่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนนั้นถ้ายังจำกันได้ก็เกือบสะดุด เมื่อท่านถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว”
นักรัฐศาสตร์รายนี้ ประเมินว่า ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างนี้มีต้นทุนสูงมาก เพราะเป็นเพราะการยกระดับเศรษฐกิจต้องอาศัยทั้งเวลาและความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคน การลงทุนด้านเทคโนโลยีหรือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ การวางตำแหน่งของประเทศไทยในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนไปตามจุดยืนด้านการต่างประเทศของรัฐบาลแต่ละชุด
“ต้นทุนทางการเมืองของประเทศไทย ไม่ได้ปรากฏขึ้นในวันเดียว แต่ค่อยๆ สะสมจนวันนี้เราเห็นผลที่ชัดเจนขึ้นในจังหวะที่ผมคิดว่าแย่ที่สุด เพราะมันเป็นจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกําลังจัดวางใหม่ครั้งใหญ่ ทั้งการย้ายฐานการผลิต การเลือกที่ตั้งสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง Data Center จนเกิดการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อช่วงชิงโอกาสในการ Economic Upgrade ครั้งนี้”
ขาดเอกภาพ สลับขั้ว จับมือบ้านใหญ่ได้ตั้งรัฐบาล
ดร.ณพล กล่าวว่า ปัญหาไทยคือการเตรียมความพร้อมของประเทศตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ต่างจากการนับ 1 ใหม่ซ้ำๆ ในขณะที่หลายๆ ประเทศนับกันไปค่อนข้างไกล ไม่ได้สะสมแค่ขีดความสามารถ แต่เขายังบอกกับโลกได้ด้วยว่านโยบายและกติกาของเขาจะไม่เปลี่ยนไปตามความผันผวนทางการเมือง
ประเด็นที่ 2 ที่การเมืองไทยให้ไม่ได้คือเอกภาพ ที่ผ่านมาความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง เพราะว่าถูกตัดตอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่สามารถสั่งสมความสถาบัน หรือสร้างผลงานเชิงนโยบายที่ผูกพันกับพรรคในระยะยาวได้ ในขณะที่เครือข่ายอุปถัมภ์ ตระกูลการเมืองและบ้านใหญ่กลับสะสมทรัพยากรและอำนาจต่อรองได้อย่างค่อนข้างต่อเนื่อง ด้วยการสลับขั้วไปสลับขั้วมาจับมือกับใครก็ได้จนชนะการเลือกตั้ง และเป็นได้เป็นรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ว่าจะสังกัดกับพรรคอะไร พรรคการเมืองก็เลิกลงทุนกับการสร้างพรรคในแบบที่ควรจะเป็น และหันไปลงทุนกับเครือข่ายเหล่านี้แทน
“ผลก็คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบทุกชุดโดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ล้วนเกิดจากการรวมตัวของพรรคการเมืองที่ต่างต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์เหล่านี้ แล้วก็กลายเป็นว่าการบริหารประเทศตั้งแต่การแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณของประเทศต้องขึ้นอยู่กับการต่อรองระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ระบบราชการ ซึ่งถูกดึงเข้าไปในเครือข่ายของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลมากขึ้น”
“เมื่อรัฐบาลขาดเอกภาพ แต่ละกระทรวงและแต่ละหน่วยงานที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา พลังงาน หรือด้านเทคโนโลยี ย่อมเดินไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมากในเวลาที่เราต้องเตรียมประเทศให้พร้อมกับการรับมือความเปลี่ยนแปลงที่จะมาจาก AI หรือแม้แต่เรื่องของ Climate Change แต่เราไม่มีเป้าหมายเดียวกัน เรามีแต่เป้าหมายของแต่ละกลุ่มที่บังเอิญอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน และเป้าหมายนั้นคือการใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจต่อ”
ขาดเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต
ประเด็นที่ 3 ที่การเมืองไทยให้ไม่ได้ คือ “เจตจํานงทางการเมืองที่เอื้อต่อการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต” ในระบบการเมืองที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากลงทุนกับการผลักดันนโยบายที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล เพราะกว่าจะเห็นผลก็เลยการเลือกตั้งครั้งหน้าไปแล้ว
มากไปกว่านั้นสิ่งที่พรรคการเมืองในประเทศไทยได้เรียนรู้มาตลอดในหลายปีที่ผ่านมา คือการอยู่รอดทางการเมืองนั้นแทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน แต่ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งฐานคะแนนผ่านผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ขึ้นอยู่กับการสร้างความได้เปรียบผ่านกลไกรัฐและองค์กรอิสระ และที่สำคัญที่สุด ขึ้นอยู่กับการรักษาความไว้วางใจจากกลุ่มชนชั้นนําฝ่ายอนุรักษนิยม
ถ้าแรงจูงใจทางการเมืองในประเทศไทยเป็นอย่างนี้ พรรคการเมืองแทบจะไม่มีเหตุผลที่จะต้องแข่งขันกันด้วยนโยบายหรือวิสัยทัศน์ หรือพิสูจน์ว่ารัฐบาลไหนสามารถบริหารประเทศได้ดีกว่ากัน แล้วเมื่อไม่จำเป็นต้องแข่งขันแบบนี้ พรรคการเมืองก็สามารถหันมาฮั้วกัน จับมือกันตั้งรัฐบาลข้ามขั้วร่วมกันได้ง่ายขึ้นจนการเลือกตั้งของไทยกลายเป็นแค่พิธีกรรมในที่สุด ไม่ได้นําเสนอตัวเลือกให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
ยิ่งเป็นนโยบายที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ก็ยิ่งไม่มีใครอยากทำ เพราะว่าการปฏิรูปเหล่านี้ล้วนกระทบถึงผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างอำนาจเดิม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองเอง
บทพิสูจน์เทคโนแครตรัฐบาลปัจจุบัน
ดร.ณพล เปิดทางให้แย้งว่า รัฐบาลชุดนี้อาจไม่เข้าข่ายในสิ่งที่เขาได้กล่าวมาทั้ง 3 ประเด็น เพราะว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในระดับที่รัฐบาลก่อนๆ ไม่มี เช่น ได้รับความไว้วางใจจากชนชั้นนําอย่างชัดเจน มีเสียงข้างมากทั้งในสภาล่างและสภาสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อองค์กรอิสระ ที่หลายๆ คนตั้งข้อสังเกตว่ามาจากคนกลุ่มเดียวกัน หรือมีความไม่อิสระ
“แต่หลายเดือนที่ผ่านมาผมคิดว่าก็พิสูจน์แล้วว่า เสถียรภาพที่ได้มาไม่ได้แปลเป็นเจตจำนงที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศ หรือวางตำแหน่งของประเทศไทยใหม่ในระเบียบโลกใหม่ ความคาดหวังของประชาชนหลายคนถูกฝากไว้กับเทคโนแครตเพียงไม่กี่คนที่ตั้งใจทำงานจริง แต่ว่าขาดทิศทางและการสนับสนุนของผู้นํา ผลก็คือเราได้รัฐบาลที่ดูมั่นคงที่สุดในรอบทศวรรษ แต่มั่นคงโดยไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปทางไหน”
“ประเด็นทิ้งท้ายที่อยากจะเน้นว่าเสถียรภาพที่มาจากการไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีแรงกดดันให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ใช่เสถียรภาพที่ประเทศต้องการ ตรงกันข้าม ถ้าการอยู่ในอำนาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงาน ความชอบธรรมหรือความไว้วางใจจากประชาชน แต่อยู่ที่การครอบงำกลไกรัฐและองค์กรอิสระอย่างเบ็ดเสร็จ ผู้มีอำนาจยิ่งไม่มีแรงจูงใจที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติ มีแต่แรงจูงใจที่จะเปลี่ยนรัฐให้กลายเป็นทรัพย์สินของตัวเอง ตั้งแต่การส่งคนของตัวเองเข้าไปในครองตำแหน่งสำคัญๆ ไปจนถึงการดึงทรัพยากรของรัฐมาหล่อเลี้ยงเครือข่ายและธุรกิจของตัวเอง”
ดร. ณพล ตั้งคําถามว่า “เราจะออกจากระบบนี้อย่างไร โดยที่ไม่วนกลับไปสู่วงจรเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ที่จำเป็นเพื่อจะเปลี่ยน Grand Narrative ของประเทศไทย”
ในฐานะนักรัฐศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่อง ‘A new tale of two democracies? The changing urban–rural dynamics at Thailand’s 2023 general elections’ ผ่านผลการเลือกตั้งไทยในปี 2566 เสนอว่า “ถ้าเราไม่วินิจฉัยให้ถูกว่าปัญหาที่เราเห็นทุกวันนี้ ทั้งด้านการต่างประเทศ กับด้านเศรษฐกิจ มีผลมาจากโรคเรื้อรังทางการเมือง เราจะไม่มีวันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้เลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลอีกกี่ชุด หรือเปลี่ยนผู้นําอีกกี่คน”
“ผมคิดว่าเราต้องเลิกมองว่าเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และการเมืองเป็นคนละเรื่อง และต้องเลิกฝากความหวังกับการได้คนดีหรือเทคโนแครตเก่งๆ 3-4 คน เราคิดว่าปัญหาทั้งหมดมันจะคลี่คลายไปเอง สิ่งที่ประเทศไทยต้องการวันนี้คือระบบการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้มีการแข่งขันเชิงนโยบาย ทำให้รัฐบาลมีแรงจูงใจในการที่จะลงทุนในสิ่งที่ให้ผลระยะยาว สามารถเดินทางไปในทิศทางเดียวกันได้ และทำให้สิ่งที่รัฐบาลหนึ่งริเริ่มเอาไว้สามารถได้รับการสานต่อในรัฐบาลถัดไป”
“ตัวผมเองเป็นนักรัฐศาสตร์ ต้องยอมรับว่าไม่รู้ว่าระบบแบบนี้มันจะมีหน้าตาหรือรูปร่างเป็นอย่างไร แต่รู้แน่ๆ ว่ามันไม่ใช่ระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมไม่ได้บอกว่าการแก้ไขปัญหาหรือการปฏิรูปทางการเมืองจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นในทันที แต่ถ้าวันนี้เราไม่เริ่ม ผมคิดว่าวันหน้าเราก็จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ไม่ได้ เพราะว่าการเมืองคือโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขัน เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก”