เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตาภาษีรถอีวี 3 เทียร์ จุดเปลี่ยน…อุตฯ ยานยนต์ไทย ?
Finance จับตาภาษีรถอีวี 3 เทียร์ จุดเปลี่ยน…อุตฯ ยานยนต์ไทย ?
ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณขายออก 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 700 บาท รูปพรรณขายออก 68,900 บาท
ตัดตอน “ทุนเทา” – กวาดต้อน “เศรษฐกิจนอกระบบ”
Columns ตัดตอน “ทุนเทา” – กวาดต้อน “เศรษฐกิจนอกระบบ”
หุ้นไทยลุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด กรุงศรีชู 3 ธีมเด่น GULF-PTT-AOT นำทัพ
Finance หุ้นไทยลุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด กรุงศรีชู 3 ธีมเด่น GULF-PTT-AOT นำทัพ
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ลูกไม้การเมือง ‘มะขามหวาน’ ‘รักจริง เคารพผู้นำ อยู่ด้วยจนสุดทาง’
Politics ลูกไม้การเมือง ‘มะขามหวาน’ ‘รักจริง เคารพผู้นำ อยู่ด้วยจนสุดทาง’
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังตลาดกังวลอุปทานที่หายไปหลังการปิดท่าเรือยานบู
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังตลาดกังวลอุปทานที่หายไปหลังการปิดท่าเรือยานบู
การเมืองเรื่อง ‘ดอกเบี้ย’ ที่สหรัฐอเมริกา
World การเมืองเรื่อง ‘ดอกเบี้ย’ ที่สหรัฐอเมริกา
CEO การบินไทยคนใหม่ ต้องมีอิสระ-จุดยืน
Business CEO การบินไทยคนใหม่ ต้องมีอิสระ-จุดยืน
GULF เปิดห้องเรียนธรรมชาติชวนเยาวชนรับบท ‘นักสืบสายลม-สายน้ำ’
SD GULF เปิดห้องเรียนธรรมชาติชวนเยาวชนรับบท ‘นักสืบสายลม-สายน้ำ’
ดูทั้งหมด

การเมืองเรื่อง ‘ดอกเบี้ย’ ที่สหรัฐอเมริกา

16 ก.ย. 2569 | 09:32น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก 
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

นักวิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาบอกว่า ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ทรัมป์แต่งตั้งมากับมือ กำลังดุ่มเดินอยู่บนเส้นทางที่จะนำไปสู่การปะทะกันภายในสัปดาห์ที่ถึงนี้ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงลิ่ว จนใครต่อใคร ไม่ว่าจะเป็นตลาดทุนหรือนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ พากันมองว่า เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความต้องการของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่วอร์ชเองเคยออกมากล่าวถึงเรื่องเดียวกันไว้ก่อนหน้านี้ในทำนองว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามดัชนีชี้วัด และตนเชื่อว่าสภาพการณ์ทั้งหมดจะต้องดีขึ้น จนทำให้ไม่จำเป็นแต่อย่างใดที่เฟดจะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ทั้งนี้ วอร์ชมีเวลาเหลือไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 16 กันยายน ซึ่งจำเป็นจะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจนว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีหรือไม่

ด้วยเหตุนี้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายจึงระบุว่า หากเฟดตัดสินใจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ ก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือที่มีไปทั้งหมด เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าสัญญาณในทางบวกที่จะทำให้ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่วอร์ชว่าไว้ จะปรากฏออกมาให้เห็นแต่อย่างใดทั้งสิ้น

แต่การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ในจังหวะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง “กลางวาระ” สำหรับประธานาธิบดีแล้ว ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะทรัมป์เองออกปากชัดเจนแสดงท่าทีมาหลายต่อหลายครั้งว่า ต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง “อย่างมีนัยสำคัญ” แถมยังสำทับไว้เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมาหมาด ๆ ว่า สหรัฐอเมริกา “ควรลดอัตราดอกเบี้ยลงให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก”

นอกจากนั้น เควิน แฮสเซ็ต ประธานสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของทรัมป์ ยังย้ำเตือนผ่านฟอกซ์ นิวส์ ด้วยว่า “ถ้าหากมีการขึ้นดอกเบี้ยคุณก็รู้ท่านประธานาธิบดีคงไม่เป็นสุขเอามาก ๆ ผมแน่ใจเลยละ” ก่อนบอกต่อว่า คิดว่าทุกคนก็คงอยากได้เฟดที่เป็นอิสระ ดังนั้นสิ่งที่เฟดต้องทำเพื่อให้ได้มาก็คือ มีจุดยืนให้อยู่กับร่องกับรอยเดียวกันกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเฟดจึงมีการเมืองผสมปนเปอยู่สูงมาก เพราะในขณะที่ทางทำเนียบขาว ระบุออกมาอย่างชัดเจนขนาดนั้น โรเจอร์ เฟอร์กุสัน อดีตรองประธานเฟด กลับออกมาชี้ให้เห็นชัดว่า ตัวเลขข้อมูลทั้งหมดที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดนั้น แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสมากมายเหลือเกินที่เฟดจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในการประชุมวันที่ 16 กันยายนนี้

เขาบอกว่า ดัชนีทุกอย่างชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเดือนกันยายนคือเวลาที่ต้องเคลื่อนไหว ถ้าหากวอร์ช และคณะทำงานยังต้องการรักษาความน่าเชื่อถือเอาไว้ให้ได้อยู่บ้าง นั่นเท่ากับว่ากำลังเกิดแรงกดดันจากสองทิศทางที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ซึ่งกำลังจะนำไปสู่การปะทะกันระหว่างทรัมป์ กับวอร์ช ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้เลือกสรรมาดำรงตำแหน่งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเพิ่งดำรงตำแหน่งมาได้เพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้นเอง

ทรัมป์ไม่นิยมและอดรนทนไม่ไหวกับเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนก่อนหน้า ด้วยเหตุที่ว่า พาวเวลล์ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เร็วเพียงพอต่อความต้องการของตนเอง ถึงขั้นขนานนามพาวเวลล์ เสีย ๆ หาย ๆ ว่า เป็นพวก “สมองซื่อบื้อ” (Numbskull)

ปัญหาก็คือในช่วงปี 2026 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกายกระดับสูงขึ้นตลอดเวลา สืบเนื่องจากตัวการสำคัญคือ “ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ถีบตัวสูงขึ้นไม่หยุดหย่อน เนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลางเริ่มส่งอิทธิพลต่อสินค้าอื่น ๆ ในภาคส่วนที่เหลือของเศรษฐกิจทั้งหมดแล้ว

แถมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาก็ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากกองกำลัง “ฮูตี” โหมโจมตีใส่สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำให้ห่วงโซ่ซัพพลายเริ่มเป็นที่วิตกกังวลกันใหญ่หลวงมากยิ่งขึ้น ดันราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนต์แพงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พุ่งสูงถึงแกลลอนละ 6 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

ในงานสัมมนาเชิงวิชาการที่แจ็กสัน โฮล เมื่อเดือนที่แล้ว วอร์ชบอกกับนักเศรษฐศาสตร์และบรรดาตัวแทนแบงก์ชาติของประเทศต่าง ๆ ว่า การที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลมากขึ้น” พร้อมกับยอมรับว่า หากเรื่องนี้ยังไม่สร่างซาลงในเร็ววัน คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ย “ก็จำเป็นต้องมีงานทำ” แล้วก็มีทีท่าว่าจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วย เพราะจนถึงวันที่ 16 กันยายน ทุกอย่างก็ยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงให้เห็น

ตัวเลขอัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 3.4% ในเดือนสิงหาคม และไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากระดับเมื่อเดือนกรกฎาคมแต่อย่างใด

ตัวเลขดังกล่าวทำให้นักการธนาคารระดับหัวแถวของวอลส์สตรีต พากันปรับท่าทีของตนใหม่ จากที่เคยคาดการณ์ว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” กลายเป็น “ขึ้นอัตราดอกเบี้ย” โดยนักลงทุนที่มองว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิม 50% กลายเป็นเกือบ 90% เมื่อถึงวันที่ 16 กันยายน

ตัวอย่างเช่น ไมเคิล เฟอโรลี จากธนาคารเจพีมอร์แกน ที่ออกมายืนยันว่า สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นไปตามคำเตือนของประธานเฟด เพราะไม่เช่นนั้นเฟดก็ไม่เหลือความน่าเชื่อถือใด ๆ ได้อีกแล้ว ส่วน เดวิด เมอริเคิล แห่งโกลด์แมน แซคส์ ก็บอกว่า ผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงปฏิกิริยาของตลาด ถ้าหากไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้นเกือบเต็มที่แล้วในเวลานี้

แต่การเมืองเรื่องนี้ก็ไม่ได้สงบลงแต่อย่างใด ทรัมป์ออกมาพูดถึงวอร์ชตรง ๆ ในเวลาต่อมาว่า ตนรู้ดีว่า “วอร์ชอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง” ในแง่อัตราดอกเบี้ย แต่อาจถูก “วางยา” จากอิทธิพลทางการเมืองที่เป็นปรปักษ์ใน “คณะกรรมการกำหนดนโยบายตลาด” (Federal Open Market Committee) ของเฟด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาจริง ๆ ทรัมป์อาจไม่พุ่งเป้าโดยตรงไปที่เควิน วอร์ช ก็เป็นได้

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง “กลางเทอม” ว่าทรัมป์จะเสียหายมากมายขนาดไหนเท่านั้นเอง