การเมืองเรื่อง ‘ดอกเบี้ย’ ที่สหรัฐอเมริกา
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
นักวิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาบอกว่า ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ทรัมป์แต่งตั้งมากับมือ กำลังดุ่มเดินอยู่บนเส้นทางที่จะนำไปสู่การปะทะกันภายในสัปดาห์ที่ถึงนี้ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงลิ่ว จนใครต่อใคร ไม่ว่าจะเป็นตลาดทุนหรือนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ พากันมองว่า เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความต้องการของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่วอร์ชเองเคยออกมากล่าวถึงเรื่องเดียวกันไว้ก่อนหน้านี้ในทำนองว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามดัชนีชี้วัด และตนเชื่อว่าสภาพการณ์ทั้งหมดจะต้องดีขึ้น จนทำให้ไม่จำเป็นแต่อย่างใดที่เฟดจะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ทั้งนี้ วอร์ชมีเวลาเหลือไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 16 กันยายน ซึ่งจำเป็นจะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจนว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีหรือไม่
ด้วยเหตุนี้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายจึงระบุว่า หากเฟดตัดสินใจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ ก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือที่มีไปทั้งหมด เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าสัญญาณในทางบวกที่จะทำให้ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่วอร์ชว่าไว้ จะปรากฏออกมาให้เห็นแต่อย่างใดทั้งสิ้น
แต่การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ในจังหวะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง “กลางวาระ” สำหรับประธานาธิบดีแล้ว ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะทรัมป์เองออกปากชัดเจนแสดงท่าทีมาหลายต่อหลายครั้งว่า ต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง “อย่างมีนัยสำคัญ” แถมยังสำทับไว้เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมาหมาด ๆ ว่า สหรัฐอเมริกา “ควรลดอัตราดอกเบี้ยลงให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก”
นอกจากนั้น เควิน แฮสเซ็ต ประธานสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของทรัมป์ ยังย้ำเตือนผ่านฟอกซ์ นิวส์ ด้วยว่า “ถ้าหากมีการขึ้นดอกเบี้ยคุณก็รู้ท่านประธานาธิบดีคงไม่เป็นสุขเอามาก ๆ ผมแน่ใจเลยละ” ก่อนบอกต่อว่า คิดว่าทุกคนก็คงอยากได้เฟดที่เป็นอิสระ ดังนั้นสิ่งที่เฟดต้องทำเพื่อให้ได้มาก็คือ มีจุดยืนให้อยู่กับร่องกับรอยเดียวกันกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเฟดจึงมีการเมืองผสมปนเปอยู่สูงมาก เพราะในขณะที่ทางทำเนียบขาว ระบุออกมาอย่างชัดเจนขนาดนั้น โรเจอร์ เฟอร์กุสัน อดีตรองประธานเฟด กลับออกมาชี้ให้เห็นชัดว่า ตัวเลขข้อมูลทั้งหมดที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดนั้น แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสมากมายเหลือเกินที่เฟดจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในการประชุมวันที่ 16 กันยายนนี้
เขาบอกว่า ดัชนีทุกอย่างชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเดือนกันยายนคือเวลาที่ต้องเคลื่อนไหว ถ้าหากวอร์ช และคณะทำงานยังต้องการรักษาความน่าเชื่อถือเอาไว้ให้ได้อยู่บ้าง นั่นเท่ากับว่ากำลังเกิดแรงกดดันจากสองทิศทางที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ซึ่งกำลังจะนำไปสู่การปะทะกันระหว่างทรัมป์ กับวอร์ช ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้เลือกสรรมาดำรงตำแหน่งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งเพิ่งดำรงตำแหน่งมาได้เพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้นเอง
ทรัมป์ไม่นิยมและอดรนทนไม่ไหวกับเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนก่อนหน้า ด้วยเหตุที่ว่า พาวเวลล์ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เร็วเพียงพอต่อความต้องการของตนเอง ถึงขั้นขนานนามพาวเวลล์ เสีย ๆ หาย ๆ ว่า เป็นพวก “สมองซื่อบื้อ” (Numbskull)
ปัญหาก็คือในช่วงปี 2026 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกายกระดับสูงขึ้นตลอดเวลา สืบเนื่องจากตัวการสำคัญคือ “ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ถีบตัวสูงขึ้นไม่หยุดหย่อน เนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลางเริ่มส่งอิทธิพลต่อสินค้าอื่น ๆ ในภาคส่วนที่เหลือของเศรษฐกิจทั้งหมดแล้ว
แถมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาก็ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากกองกำลัง “ฮูตี” โหมโจมตีใส่สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำให้ห่วงโซ่ซัพพลายเริ่มเป็นที่วิตกกังวลกันใหญ่หลวงมากยิ่งขึ้น ดันราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนต์แพงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พุ่งสูงถึงแกลลอนละ 6 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
ในงานสัมมนาเชิงวิชาการที่แจ็กสัน โฮล เมื่อเดือนที่แล้ว วอร์ชบอกกับนักเศรษฐศาสตร์และบรรดาตัวแทนแบงก์ชาติของประเทศต่าง ๆ ว่า การที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลมากขึ้น” พร้อมกับยอมรับว่า หากเรื่องนี้ยังไม่สร่างซาลงในเร็ววัน คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ย “ก็จำเป็นต้องมีงานทำ” แล้วก็มีทีท่าว่าจะเป็นอย่างนั้นเสียด้วย เพราะจนถึงวันที่ 16 กันยายน ทุกอย่างก็ยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงให้เห็น
ตัวเลขอัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 3.4% ในเดือนสิงหาคม และไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากระดับเมื่อเดือนกรกฎาคมแต่อย่างใด
ตัวเลขดังกล่าวทำให้นักการธนาคารระดับหัวแถวของวอลส์สตรีต พากันปรับท่าทีของตนใหม่ จากที่เคยคาดการณ์ว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” กลายเป็น “ขึ้นอัตราดอกเบี้ย” โดยนักลงทุนที่มองว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิม 50% กลายเป็นเกือบ 90% เมื่อถึงวันที่ 16 กันยายน
ตัวอย่างเช่น ไมเคิล เฟอโรลี จากธนาคารเจพีมอร์แกน ที่ออกมายืนยันว่า สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นไปตามคำเตือนของประธานเฟด เพราะไม่เช่นนั้นเฟดก็ไม่เหลือความน่าเชื่อถือใด ๆ ได้อีกแล้ว ส่วน เดวิด เมอริเคิล แห่งโกลด์แมน แซคส์ ก็บอกว่า ผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงปฏิกิริยาของตลาด ถ้าหากไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้นเกือบเต็มที่แล้วในเวลานี้
แต่การเมืองเรื่องนี้ก็ไม่ได้สงบลงแต่อย่างใด ทรัมป์ออกมาพูดถึงวอร์ชตรง ๆ ในเวลาต่อมาว่า ตนรู้ดีว่า “วอร์ชอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง” ในแง่อัตราดอกเบี้ย แต่อาจถูก “วางยา” จากอิทธิพลทางการเมืองที่เป็นปรปักษ์ใน “คณะกรรมการกำหนดนโยบายตลาด” (Federal Open Market Committee) ของเฟด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาจริง ๆ ทรัมป์อาจไม่พุ่งเป้าโดยตรงไปที่เควิน วอร์ช ก็เป็นได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง “กลางเทอม” ว่าทรัมป์จะเสียหายมากมายขนาดไหนเท่านั้นเอง