ลูกไม้การเมือง ‘มะขามหวาน’ ‘รักจริง เคารพผู้นำ อยู่ด้วยจนสุดทาง’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ
วิรวินท์ ศรีโหมด
ในบรรดาคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 มีกลุ่มรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่นิยามตัวตนว่า “แก๊งลูกเทพ” เป็นลูก-หลานบรรดาแกนนำพรรคภูมิใจไทย ขั้นเทพ
แต่ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในวัยย่าง 42 ปี ลูกไม้ใต้ต้นของ “สันติ พร้อมพัฒน์” อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เจ้าของซุ้มการเมือง “มะขามหวาน” แห่งเพชรบูรณ์ บอกว่า ตนเองไม่ถูกจัดอยู่ในแก๊งลูกเทพเหมือนคนอื่นเขา
ทว่าพัฒนานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาครบ 1 ปี ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 สู่รัฐบาลอนุทิน 2 และตั้งใจพากระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงที่เพิ่มจีดีพีประเทศอย่างน้อย 0.5%
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “พัฒนา” ที่ห้องทำงาน กับก้าวแรกทางการเมือง ที่จับพลัดจับผลูเข้ามาเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่วันแรก แทนพ่อของเขา และเผยถึงสไตล์การทำงานของบ้านใหญ่การเมืองซุ้มมะขามหวาน
“รักใครรักจริง อยู่จนสุดทาง”..
รัฐมนตรี – เร็วกว่าที่คิด
ก่อนเข้างานการเมือง “พัฒนา” ลงมือทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำงานในสายที่ร่ำเรียน ตั้งแต่จบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ก่อนจะไปต่อปริญญาโท Master of Science in Real Estate Investment มหาวิทยาลัย The City University London
เขาบอกแพสชั่นทางการเมือง หากเทียบจากเต็ม 10 ความต้องการที่จะเข้าการเมืองมีแค่ 5.75 แต่เมื่อ “สันติ” ไม่ผ่านคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตอนตั้ง ครม.อนุทิน 1 เขาจึงตกกระไดพลอยโจน
“ผมไม่คิดว่าจะต้องรีบมาเป็น มีความรู้สึกว่าถ้าคราวนี้คุณพ่อเป็น (รัฐมนตรี) จะมาช่วยทำงานอีกสัก 2 ปีหนัก ๆ ทำงานแบบทำงานการเมืองเลย ถ้ามีโอกาสก็ค่อยว่ากัน คิดไว้แค่นั้นเอง”
“ดังนั้น การมาเป็นรัฐมนตรีก็เร็วกว่าที่คิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอีก 2 ปีแล้วจะเป็นอย่างที่คิดนะ ก็ต้องบอกว่าเราไม่เคยพร้อมในที่จะได้ทำอะไรสักอย่างนึง มันจะมาเร็วกว่าที่เราเคย”
แม้ว่าการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีจะมาเร็วกว่าที่คาดไว้ แต่ 7-8 เดือนก่อนหน้า “พัฒนา” ก็เป็นมือทำงานเบื้องหลัง อยู่ในคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสภา “ก็ได้ชิมลางแถว ๆ นั้นไว้บ้าง แต่ภาพมันไม่เหมือนกับเวทีใหญ่ เพราะเวทีนั้นเป็นเวทีของการประชุม เพื่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายให้มันออกมา”
ขันนอตกระทรวงหมอ
แต่เมื่อจับพลัดจับผลูมาคุมกระทรวงหมอ ที่เต็มไปด้วยข้าราชการเขี้ยวลากดิน ที่ผ่านมาเคยมีแต่นักการเมืองที่มีระดับพรรษาทางการเมืองสูงถึงจะเอาอยู่ แต่ “พัฒนา” ในวัย 42 ทำไมถึงได้ตั๋วใบนี้
“เป็นความกรุณาของท่านนายกรัฐมนตรี อาจเป็นวิสัยทัศน์ของท่าน คงอยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ หรือคนรุ่นกลาง ๆ ได้มีโอกาสได้แสดงความสามารถ ได้มีโอกาสได้แสดงบทบาทในการบริหาร”
“ท่านคงเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีการแพทย์ต่าง ๆ เดี๋ยวนี้มันก้าวไปไกลมาก การที่ให้เวที หรือให้บทบาทกับนักการเมืองรุ่นใหม่ นักบริหารรุ่นใหม่ อาจจะสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการใหม่ ๆ ออกมาก็ได้”
“ผมก็มีหน้าที่เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญชิ้นนี้ ก็ต้อง Deliver หรือว่าต้องส่งผลงานให้ได้ ตามที่ท่านได้ตั้ง KPI ไว้ หรือเป็น API เดี๋ยวผลงานคงจะเป็นตัวตอบเองว่าจะได้เป็นอะไร หรือจะเป็นลูกเทพ พลัส”
ขณะเดียวกัน เขามองตัวเองว่า “ถ้าบอกว่ารัฐมนตรีพัฒนาไม่เหมือนรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ ในวัยเดียวกันอย่างไร ก็ต้องบอกว่าผมอาจจะมีพื้นฐาน หรือมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ภาคเอกชน ยาวนานต่อเนื่อง ซึ่งจริง ๆ หลายท่านก็คงมี ผมอาจจะไม่ทราบเองก็ได้”
“แต่ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้อยู่ในภาคธุรกิจ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการเงินต่าง ๆ เราจะมองภาพของตัวเลข ภาพของรายละเอียด บวก ลบ คูณ หาร ที่ลงลึก ลงมือทำมากกว่า ซึ่งสะท้อนออกมาตลอด 10-11 เดือนที่ผ่านมา”
“ผมลงพื้นที่ ลงไปพูดคุยกับคุณหมอ พยาบาล นักกายภาพ หรือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้องฉุกเฉิน เท่าที่เขามีเวลาให้ผม เราลงไปฟัง เราลงไปได้ยินจากเขา ประกอบกับเมื่อเรากลับมาที่สำนักงานเราก็ได้ยินผู้บริหารพูด เพราะฉะนั้นทักษะในการฟังให้รอบด้าน เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ ก็คงจะมีอยู่บ้างพอสมควร”
“รวมไปจนถึงการที่เราเคยอยู่ภาคเอกชนแล้วต้องทำงานร่วมกับภาครัฐ เราก็จะรู้ว่าเอกชนอึดอัดอะไรกับภาครัฐ เมื่อมีโอกาสที่เป็นภาครัฐเสียเอง ก็พยายามที่จะสื่อสาร พยายามแอ็กชั่นออกมาให้ภาคเอกชนซึ่งเป็นภาคที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจเขาทำงานได้ง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น”
“แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ข้าราชการที่อยู่ในกระทรวงเองเขาก็เห็นสิ่งเดียวกัน แล้วไม่ได้เพิ่งเห็นด้วย เขาเห็นมานานแล้ว แต่เขาอาจจะรอคนที่เป็นผู้บริหารมาขับเคลื่อนไปแรง ๆ พร้อมกับเขา ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ได้เห็นได้พบ แล้วก็เป็นกระบวนการทำงานที่พยายามจะนำเสนอและก็สื่อออกไป นั่นคงเป็นตัวตน”
เมื่อรัฐมนตรี อายุ 42 ปี ข้าราชการในกระทรวงจะต้อง “ตั้งรับ” หรือ ปรับตัวกับรัฐมนตรีวัยหนุ่มอย่างไร “พัฒนา” บอกว่า เขามักจะพิมพ์ข้อความ แต่ไม่ใช่ “สวัสดีวันจันทร์”
ผมทำงานตลอด บางทีนั่งอยู่เฉยๆ ก็เหมือนไม่ได้ทำ แต่ว่าก็นั่งคิด แล้วก็เราทำงานออนไลน์เยอะ ก็ต้องขออภัยหลายๆ ท่านที่หลายๆ ครั้งผมใช้วิธีเท็กซ์หรือใช้วิธีไลน์ ซึ่งอาจจะมีหลายท่านที่ไม่คุ้นเคย ก็อาจจะเป็นสิ่งนึงที่รัฐมนตรีรุ่นใหม่ๆ เริ่มนำเทคโนโลยีแบบนี้มาใช้ แต่แน่นอนว่าไม่ส่งไปสวัสดีวันจันทร์

เป็น “ลูกเทพพลัส”
แต่การไม่ได้อยู่ในแก๊งลูกเทพ ทำให้มีความแตกต่างจากรัฐมนตรีแก๊งลูกเทพหรือไม่
“ผมว่ากลุ่มลูกเทพที่นักข่าวขนานนามไว้ มีแคแร็กเตอร์ส่วนตัว แล้วก็เป็นคนที่อยู่กับพรรคมานาน ทำงานอยู่ในพรรคมานาน เรียกว่าตั้งแต่แรกก็ได้ มีความทุ่มเท ผมว่าคำนี้เป็นคำที่สะท้อนถึงความทุ่มเทของเขามากกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเขาเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำงานกับพรรคมาเป็น 10 ปี มีความสัมพันธ์ของพ่อแม่มาแล้ว เขาก็ได้รับความไว้วางใจ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่เขาได้รับการขนานนาม ของผมไม่ได้มีแทร็กเร็กคอร์ดแบบนั้น เพราะฉะนั้นไม่น่าเข้าไประดับกลุ่มลูกเทพพอได้”
“เวลาเราอยู่ในบ้านหลังใหญ่เราก็ต้อง Contribute บางอย่าง เราก็ต้องนำเสนอบางอย่าง ให้บ้านหลังนี้ได้รับประโยชน์จากการที่มีเราอยู่เช่นเดียวกัน ส่วนจะได้เป็นลูกสันติ เป็นลูกเทพ เป็นลูกเพชรบูรณ์ หรือเป็นอะไร เดี๋ยวผลงานคงจะเป็นตัวตอบเอง ว่าจะได้เป็นอะไร หรือจะเป็นลูกเทพพลัส”
ถามว่าเส้นทางการเมืองจะไปให้ไกลกว่าผู้เป็นพ่อไหม “พัฒนา” ตอบว่า “เดี๋ยวนะ ป๊าสูงสุดเป็นอะไร ถ้าบอกว่าป๊ายังไม่ได้เป็นรองนายกฯ ถ้าไกลกว่าป๊าก็ต้องบอกว่าเป็นรองนายกฯ ได้ แต่ถ้าป๊าเป็นรองนายกฯ ไกลกว่าคือต้องเป็นนายกฯ นะ” (หัวเราะ)
“เป็นเรื่องในอนาคต ส่วนถามว่าคิดไว้มั้ย เอาตรง ๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะไปถึงแค่ไหน แต่ตราบใดที่ยังทำได้ แล้วผู้ใหญ่มอบ ผู้ใหญ่ไว้ใจ ก็จะทำทุกบทบาทให้เต็มศักยภาพสูงสุด สุดท้ายผู้ใหญ่คนสุดท้ายคงเป็นประชาชน ถ้าประชาชนบอกว่าไปเป็นรองนายกฯ ก็ต้องไปเป็น”
การเมืองสไตล์บ้านใหญ่
เมื่อถามถึงสไตล์การเมือง “ซุ้มมะขามหวาน” แห่งเพชรบูรณ์ “พัฒนา” ตอบว่า “การเมืองสไตล์บ้านใหญ่ของพร้อมพัฒน์ กลุ่มเพชรบูรณ์ เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดว่าคุณพ่อ คุณสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นหัวเรือใหญ่ แน่นอน สไตล์คุณพ่อเป็นคนไม่หวือหวา คุณพ่อเป็นคนไม่แสดงออกมากนัก แต่ใครที่รู้จักท่านก็จะทราบว่าท่านเป็นคนคำไหนคำนั้น รักใครรักจริง อยู่กับใครก็อยู่กันจนสุดทาง เพชรบูรณ์ไปไหนไปด้วยกัน และเคารพผู้นำ ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ หรือคำพูดเหล่านี้ที่ออกมา”
“ก็สะท้อนให้เห็นแคแร็กเตอร์ของเพชรบูรณ์ ของกลุ่มพร้อมพัฒน์ หรือกลุ่มบ้านใหญ่ของเพชรบูรณ์ว่า เราดูแล หรือเรายกย่อง หรือเราเคารพ คุณพ่อยังไง ท่านเคารพใคร เราก็เต็มที่ 100% โดยที่แม้เราจะอยู่มาหลายรัฐบาล เราก็ไม่เคยหันกลับไปให้ร้ายบ้านหลังเก่า เรามองไปข้างหน้า เราตั้งใจจะทำงานให้ประเทศ ทำงานให้จังหวัดเพชรบูรณ์อย่างเต็มที่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเองได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ เราก็เคารพผู้นำ แล้วเราก็ทำด้วยกัน ทำด้วยใจไปพร้อม ๆ กัน แล้วก็ตอบสนองในระดับประเทศ”
ขณะนี้กลุ่มเพชรบูรณ์มีกี่คน และตั้งใจจะขยายกิ่งก้านสาขาในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกสักเท่าไหร่ พัฒนากล่าวว่า เรามองว่ากลุ่มเพชรบูรณ์เรามุ่งมั่นสร้างให้จังหวัดเพชรบูรณ์ขับเคลื่อนไปได้ตามศักยภาพ มีความเข้มแข็ง มีความนิ่งในเรื่องของภาคการเมือง ไม่ต้องมาแก่งแย่งกัน ไม่ต้องมาแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งเขต เพราะฉะนั้นเราไปอาจจะไม่ได้เร็วนัก ไม่ได้เหมือนจังหวัดอื่นหรือกลุ่มก้อนอื่น แต่เราขับเคลื่อนของเราไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด นั่นคือแคแร็กเตอร์ นั่นคือลักษณะของเพชรบูรณ์
“ส่วนถามว่าจะขยายเพิ่มเติมหรือไม่ ผมคิดว่า ณ วันนี้เราโฟกัสที่จะทำให้กลุ่มของเพชรบูรณ์หรือกลุ่มของจังหวัดตรงนี้ หรือกลุ่มของภารกิจในสาธารณสุข ให้เกิดความแข็งแรงให้ได้มากที่สุด เรื่องอื่นยังไม่ได้คิด”