EIC ฟันธง ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยปรับ GDP ไทยโตขึ้น-SMEs เปราะบาง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.2% จากเดิมคาดที่ 2% และในปี 2570 ขยายตัว 2.1% จากเดิม 1.9% โดยมีแรงหนุนจากภาคการส่งออกและการลงทุน รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ
“ดร.ยรรยง ไทยเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยีตามวัฏจักรของ AI โลก แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็น K-Shaped ที่ไม่ทั่วถึง และกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ โจทย์ระยะปานกลางที่สำคัญกว่าตัวเลขกระตุ้นชั่วคราว คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform) และสร้าง “คุณภาพของการเติบโต” (Quality of Growth) เพื่อกระจายผลประโยชน์ลงสู่ภาค SMEs และแรงงานอย่างยั่งยืน
“ภาพเศรษฐกิจไม่ควรมองแค่ระดับการเติบโตว่าจะโต 2% หรือไม่ เนื่องจากในอดีตการเติบโตของไทยเคยอยู่ที่ 5-6% แล้วค่อย ๆ ลดลงมาเหลือ 3-4% จนปัจจุบันลงมาพูดกันที่ 2% สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างสะสม ทั้งสัดส่วนการลงทุนรวมต่อจีดีพีที่ต่ำเพียง 22% ปัญหาหนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และความเหลื่อมล้ำที่ทุนใหญ่ Top แค่ 1% หรือประมาณ 4,000 บริษัท จากเกือบ 4 แสนบริษัท ครองสัดส่วนรายได้สูงถึง 76% ของรายได้ทั้งหมดในระบบ แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีกลับเปราะบางอย่างน่ากังวล โดยพบสัดส่วน “บริษัทซอมบี้” หรือกลุ่มบริษัทที่มีกำไรไม่เพียงพอที่จะชำระดอกเบี้ยและภาระหนี้สิน เพิ่มขึ้นถึง 12%”
อย่างไรก็ตาม แม้ในระยะสั้นไทยจะมีจุดแข็งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาลงทุนจำนวนมาก แต่การฟื้นตัวยังมีลักษณะ K-Shaped และกระจายสู่เศรษฐกิจโดยรวมได้จำกัด โดยกลุ่ม K ขาล่างยังเปราะบาง และต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกเข้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
“ดร.ยรรยง” กล่าวว่า มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 ด้านที่ต้องติดตาม ได้แก่ สงครามตะวันออกกลาง ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าเงิน ซึ่งจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจนเกือบแตะ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง และทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง รวมถึงกลไกการรองรับผลกระทบเดิมอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากติดลบสูงขึ้นจนเกือบแตะ 90,000 ล้านบาท
“ภาครัฐต้องใช้นโยบายอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการตรึงราคาน้ำมันมากเกินไปจนอั้นไม่อยู่ เพราะอาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งต้องเร่งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) และขับเคลื่อนแผน PDP เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า”
ต่อมาความเสี่ยงจาก สงครามการค้า (Trade War) ซึ่งสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับขึ้นภาษี 16 ประเทศ ที่มีไทยรวมอยู่ด้วย จากข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) โดยคาดว่าจะตั้งอัตราภาษีไว้สูง เพื่อกดดันให้เข้าเจรจาเปิดตลาด ซึ่งแนวทางรับมือไทยต้องเร่งเจรจาเพื่อรักษาสมดุลระหว่างอัตราภาษีและการดูแลผลกระทบจากการเปิดเสรี พร้อมทั้งเร่งขยายตลาดใหม่ ๆ และปรับโครงสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นทางผ่านสินค้า (Transshipment)
สุดท้าย ความเสี่ยงจากเอลนีโญ ที่คาดว่าช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปีหน้าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว อ้อย และปาล์ม รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบเกษตร โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.2%-0.4% ในช่วง 2 ปี ซึ่งผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องเร่งบริหารจัดการน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
“ดร.ยรรยง” กล่าวอีกว่า เนื่องจากภาครัฐมีงบประมาณจำกัด จึงควรนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า จะช่วยกระตุ้นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ธุรกิจ พลังงานหมุนเวียน ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามแผน PDP ใหม่ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะสร้างเม็ดเงินลงทุนเอกชนได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ต้องเร่งส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ได้แก่ การท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และภาคการผลิต เพื่อปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและเทคโนโลยี AI รวมถึงเน้นคุณภาพของการลงทุนผ่าน BOI พร้อมตั้งเงื่อนไขให้นักลงทุนต่างชาติต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Local Supply Chain และการเพิ่ม Productivity และการสร้างงานคุณภาพสูงให้กับคนไทย
“เศรษฐกิจทั้งปีจะโตได้สูงกว่า 2.2% ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ หากภาครัฐโยกหรือเร่งดึงงบประมาณ อย่างวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จากปีหน้า มาใช้ในการอัดฉีดเศรษฐกิจภายในช่วงสิ้นปีนี้มากขึ้น รวมถึงโยกวงเงินก้อนอื่นมาเติมในไตรมาส 4 เพิ่มเติม”
“ดร.ฐิติมา ชูเชิด” ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC กล่าวว่า การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบนี้ ประเมินว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่จะไม่มีผลกระทบต่อดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทย ที่น่าจะคงที่ระดับ 1% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากโจทย์ของไทยต่างจากสหรัฐ
“ไทยจำเป็นต้องใช้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับมาตรการเฉพาะจุด ในการช่วยเหลือกลุ่มที่ติดสินเชื่อ หรือการแก้ปัญหาหนี้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะกดดันให้ ธปท.ต้องพิจารณาเรื่องดอกเบี้ยคือความเสี่ยงเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศพุ่งสูง จนเงินเฟ้อทะลุกรอบ แต่จากการสำรวจผู้ประกอบการพบว่ามีการทยอยส่งผ่านราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้”