เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สนค. เปิดระบบ ‘ใกล้เก็บเกี่ยว’ ใช้ AI บริหารราคาสินค้าเกษตร นำร่องข้าวก่อน
Economic สนค. เปิดระบบ ‘ใกล้เก็บเกี่ยว’ ใช้ AI บริหารราคาสินค้าเกษตร นำร่องข้าวก่อน
เอเอเอส กรุ๊ป คว้าสิทธิ์ นำเข้า-ขายรถจีน ‘VOYAH’ เสริมทัพอีกแบรนด์
Automotive เอเอเอส กรุ๊ป คว้าสิทธิ์ นำเข้า-ขายรถจีน ‘VOYAH’ เสริมทัพอีกแบรนด์
ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 750 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 750 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,950 บาท
ตลาดหลักทรัพย์ฯ แขวน SP หุ้น ECF จับตาเสี่ยงถูกเพิกถอน หลังส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 421 ล้านบาท
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ แขวน SP หุ้น ECF จับตาเสี่ยงถูกเพิกถอน หลังส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 421 ล้านบาท
EIC ฟันธง ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยปรับ GDP ไทยโตขึ้น-SMEs เปราะบาง
Finance EIC ฟันธง ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยปรับ GDP ไทยโตขึ้น-SMEs เปราะบาง
จับตาภาษีรถอีวี 3 เทียร์ จุดเปลี่ยน…อุตฯ ยานยนต์ไทย ?
Finance จับตาภาษีรถอีวี 3 เทียร์ จุดเปลี่ยน…อุตฯ ยานยนต์ไทย ?
ตัดตอน “ทุนเทา” – กวาดต้อน “เศรษฐกิจนอกระบบ”
Columns ตัดตอน “ทุนเทา” – กวาดต้อน “เศรษฐกิจนอกระบบ”
หุ้นไทยลุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด กรุงศรีชู 3 ธีมเด่น GULF-PTT-AOT นำทัพ
Finance หุ้นไทยลุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด กรุงศรีชู 3 ธีมเด่น GULF-PTT-AOT นำทัพ
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ลูกไม้การเมือง ‘มะขามหวาน’ ‘รักจริง เคารพผู้นำ อยู่ด้วยจนสุดทาง’
Politics ลูกไม้การเมือง ‘มะขามหวาน’ ‘รักจริง เคารพผู้นำ อยู่ด้วยจนสุดทาง’
ดูทั้งหมด

จับตาภาษีรถอีวี 3 เทียร์ จุดเปลี่ยน…อุตฯ ยานยนต์ไทย ?

16 ก.ย. 2569 | 10:21น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นั่งเป็นหัวโต๊ะ เคาะหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า

สรรพสามิตเร่งกำหนดภาษี 3 เทียร์

โดย “พรชัย ฐีระเวช” อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า บอร์ดอีวีมีแนวทางใช้อัตราภาษีสรรพสามิตแบบ 3 เทียร์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) จะเสียภาษีอัตราต่ำ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนนำเข้าและใช้ชิ้นส่วน Local Content ด้วย จะเสียภาษีอัตราสูงขึ้น และรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้า (CBU) จะเสียอัตราภาษีสูงที่สุด

“รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาเป็นเทียร์สูงสุด จะเริ่มดำเนินการเก็บภาษีก่อน เนื่องจากต้องการลดการนำเข้าที่มีสัดส่วนสูง โดยภาคเอกชนเห็นด้วยกับบอร์ดอีวี และได้หารือเรื่องระยะเวลาผ่อนปรน (Grace Period) ว่าจะเริ่มเมื่อไร”

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่า ตามหลักการแล้วหากมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเป็น 3 เทียร์ เทียร์ที่สูงสุดนั้นจะต้องปรับไปสูงกว่า 10% อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด โดยบอร์ดอีวีได้มอบให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตไปหารือกันต่อ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ย.นี้ และกระทรวงการคลังจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

 “วิจัยกสิกรไทย” ชี้นำเข้า BEV พุ่ง

ขณะที่ “ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเป็นอุตฯ ที่มีความสำคัญมากกว่า 50 ปี ซึ่งปัจจุบันหลายภาคส่วนกำลังร่วมกันหาแนวทางปรับ เพื่อให้อุตฯ ยานยนต์ไทยสามารถต่อยอดและเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (Growth Engine) ในระยะถัดไป

“ปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังโควิด สวนทางการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภายใต้ภาวะที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในอดีตที่เคยอยู่ราว 8-9 แสนคัน แต่ปัจจุบันอยู่ราว 6-7 แสนคัน แม้ว่าตั้งแต่ปีที่แล้วถึงตอนนี้จะมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่น่าจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร กว่าจะกลับไปแตะที่ระดับเดิม”

ขณะที่การส่งออกรถยนต์ของไทยก็มีแนวโน้มติดลบ ทำให้อันดับของประเทศไทยที่เคยขึ้นไปสูงสุด อันดับที่ 9 ของโลกเมื่อปี 2013 ลดลงมาอยู่อันดับที่ 10 ต่อเนื่องหลายปี และกระทั่งปี 2568 ก็ลดลงอยู่ที่อันดับที่ 11 หลุดจาก Top10 ของโลก ซึ่งโจทย์ใหญ่ก็คือ จะปรับแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้อย่างไร

ดร.รุจิพันธ์กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีการนำเข้ารถยนต์มากขึ้น และส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ปัจจุบันอยู่ที่ราว 72% ของการนำเข้ารถยนต์ทั้งหมด รองลงมาจะเป็นไฮบริดกับปลั๊ก-อิน ไฮบริด อยู่ที่ 13% ส่วนรถยนต์สันดาป (ICE) อยู่ที่ประมาณ 15% สะท้อนว่าตลาดรถยนต์ไทยปรับเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

“ปีนี้คาดว่ายอดขายรถ BEV จะขึ้นมาอยู่ที่ 1 ใน 3 ของยอดขายรถยนต์ในประเทศไทย แต่ที่น่ากังวลคือ ในยอดขาย BEV ที่เพิ่มขึ้นมีราว ๆ 60% เป็นรถยนต์นำเข้า”

“ราคา-น้ำมันแพง” ดันคนไทยแห่ซื้อ 

ดร.รุจิพันธ์กล่าวว่า จากการแข่งขันด้านราคาทำให้ปัจจุบันราคารถ BEV เฉลี่ยอยู่ที่ 660,000 บาทต่อคัน ใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปที่เฉลี่ยอยู่ที่ 570,000 บาทต่อคัน ประกอบกับสงครามอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง เป็นปัจจัยหนุนให้คนหันมาใช้รถ BEV เพิ่มขึ้น

เปิดรายละเอียดภาษี 3 เทียร์

ดร.รุจิพันธ์กล่าวว่า ขณะนี้กำลังพูดถึงการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตในประเทศที่ลดลง สวนทางการนำเข้า เนื่องจากการจะไปเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นเรื่องทำได้ยาก โดยทางกรมสรรพสามิตได้เสนอมาตรการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไทยสู่การผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีทั้งรถ BEV และรถไฮบริดด้วย

“ในข้อเสนอมีการแบ่งกลุ่มของผู้เล่นในตลาด และให้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์แตกต่างกันตามประเภทของรถยนต์”

โดยกลุ่มแรก คือ กลุ่มที่มีโรงงานพร้อมผลิตในประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้จะให้ “อัตราภาษียังคงเท่ากับโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569” แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ Local Content โดยสัดส่วนยังไม่สรุป อยู่ระหว่างหารือ

“จากที่ดูจะมี 2 กรณี ที่เป็นตุ๊กตา คือ Local Content มากกว่า 40% ขึ้นไป กับ Local Content 30% บวก e-Pasts ซึ่งหากทำได้ตามเงื่อนไขนี้จะได้อัตราภาษีตามโครงสร้างภาษีปัจจุบัน ที่อัตราภาษีจะลดหลั่นกันไปตามประเภทของรถยนต์ โดย BEV จะอยู่แค่ 2% ส่วนไฮบริดจะขึ้นกับตัวเครื่องยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”

ส่วนกลุ่มที่สอง จะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน คือ กลุ่มที่ยังไม่มีโรงงานในประเทศ ซึ่งช่วงแรกอาจจะนำรถยนต์เข้ามาทำตลาด แล้วก็ต้องมีแผนที่จะตั้งโรงงานในอนาคต โดยส่วนนี้อัตราภาษีที่หารือกันอยู่จะอยู่ที่กว่า 10% แต่ยังไม่สรุปว่าจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าภาษีไฮบริดควรจะต้องสูงกว่า BEV เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สนับสนุการเปลี่ยนผ่านจากรถไฮบริดไปสู่รถ BEV

“ในช่วงการนำเข้า ตามข้อเสนอ ก็จะมีการกำหนดโควตาด้วย ซึ่งการคำนวณโควตายังไม่ได้สรุปว่าจะออกมาเท่าไหร่ แต่ตัวร่างข้อเสนอเขียนไว้ว่า ไม่เกิน 10% ของกำลังการผลิตที่ขอ BOI ตรงนี้ต้องตามดูว่าข้อสรุปจะเป็นอย่างไร แต่ประเด็นสำคัญคือ มีกำหนดโควตา ดังนั้นจะไม่สามารถนำเข้ามาเท่าไหร่ก็ได้ เหมือนที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ก็เพื่อดึงการลงทุน และให้เวลาปรับตัว” 

ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะนำเข้ามาก่อน แต่หลังจากนั้นจะต้องมีการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ  กรณีนำเข้ารถ BEV สามารถผลิตชดเชยในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ในกรณีผลิตรถ BEV หรือถ้าจะผลิตชดเชยเป็นรถไฮบริด อัตราส่วนจะเป็น 1 ต่อ 2 และกรณีนำเข้าเป็นรถไฮบริด จะผลิตชดเชยเป็นรถไฮบริด หรือ BEV ก็ได้

ด้านกลุ่มที่สาม คือ นำเข้า CBU โดยไม่มีแผนจะเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ส่วนนี้อัตราภาษีจะสูง อยู่ที่กว่า 30% แต่ยังไม่สรุปชัดเจนว่าอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งก็ควรต้องแตกต่างกันตามประเภทรถ เพราะไม่เช่นนั้น หากคิดอัตราภาษีเท่ากันก็จะไม่เกิดแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนผ่านจากไฮบริดเป็น BEV 

แก้นำเข้าพุ่งสวนทางผลิตในประเทศ

ดร.รุจิพันธ์กล่าวอีกว่า เมื่อวิเคราะห์ผลจากมาตรการปรับภาษีครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้แนวโน้มรถยนต์นำเข้าลดลง เนื่องจากกลุ่มที่มีการนำเข้า หรือกลุ่มที่จะนำเข้าเกินโควตา จะต้องเผชิญกับภาษีที่สูงมาก ขณะที่การแข่งขันโดยเฉพาะกลยุทธ์ด้านราคาจะลดลง เนื่องจากรถนำเข้ามาจะมีภาษีสรรพสามิตที่สูงขึ้น 

“ส่วนราคารถยนต์จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการแข่งขันที่ลดลง โดยเฉพาะจากการนำเข้า คือรถยนต์นำเข้าจะเจอภาษีสูง และรถยนต์ที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน และยังไม่มี Local Content จะเสียภาษีกว่า 10% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีโอกาสทำให้ราคารถยนต์มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น”

อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดจะทำให้การผลิตรถยนต์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปริมาณการผลิตรถยนต์ของไทยจะพลิกกลับมาขยายตัวได้ในปี 2570 ที่ 4.9% จากที่คาดว่าจะหดตัว -1.8% ในปีนี้ 

เกณฑ์ Local Content ต้องชัด

นอกจากนี้ ดร.รุจิพันธ์กล่าวด้วยว่า มี 2 ประเด็นหลักที่ยังต้องติดตามว่า 1.ในส่วน Local Content ที่กำหนด จะมี Value added เพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน ยกตัวอย่าง การผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นการประกอบแบตเตอรี่เป็นแผ่น ๆ ซึ่ง Value added อยู่แค่ประมาณ 10% ฉะนั้นการกำหนด Local Content ไม่ควรเอาทั้งแบตเตอรี่มาคิด เพราะจะทำให้ดูว่า Local Content สูงมาก ควรจะเอาเฉพาะส่วนที่เกิด Value added มีการผลิตในประเทศไทยจริง ๆ 

“ตรงนี้ต้องกำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน รวมถึงมีการติดตาม และควบคุม มอนิเตอร์ Local Content ก็ควรต้องเข้มงวดด้วย เพื่อป้องกันการซิกแซ็กในการคำนวณ” 

และ 2.การส่งออกรถยนต์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น แต่ต้องดูด้วยว่า มาตรการที่ออกมา และการกำหนดโครงสร้างการปล่อยก๊าซ CO2 ต่าง ๆ จะตอบสนองมาตรฐานของประเทศคู่ค้าที่สูง หรือเข้มข้นขึ้นได้แค่ไหนด้วย

“รถยนต์นั่งของไทยเราตอนนี้ปล่อยก๊าซ CO2 ต่ำสุดอยู่ที่ 85 กรัม/กิโลเมตร ในบางรุ่น บางยี่ห้อ ซึ่งในปี 2570 จะยังไม่มีปัญหา แต่พอปี 2571 จะเริ่มมีปัญหาแล้ว ดังนั้น แน่นอนว่าการปรับปรุงหรือการปรับเปลี่ยนการปล่อยก๊าซของค่ายรถยนต์ในประเทศไทยก็ต้องเกิดขึ้นด้วย”

อีกส่วนคือ รถปิกอัพที่เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยน ปัจจุบันมีแค่บางรุ่นปล่อยก๊าซ CO2 ต่ำสุดที่ 165 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งการส่งออกไปออสเตรเลียจะยังไม่มีปัญหาในปีนี้ เพราะกำหนดที่ 180 กรัม/กิโลเมตร แต่ปี 2570 จะลดเหลือ 150 กรัม/กิโลเมตร ดังนั้น จะเริ่มมีปัญหาแล้ว แต่หลายค่ายก็ยืนยันว่ากำลังปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน

“การปรับปรุงก๊าซ CO2 ของไทยเราควรจะทำให้จูงใจและผลักดันให้สอดคล้องกับประเทศคู่ค้า ในตลาดโลกด้วย ถ้าทำช้าไปเขาพิจารณาไปลงทุนจุดอื่นก่อนมาเรา ก็จะกระทบการส่งออกแน่นอน” 

สุดท้ายแล้ว  รายละเอียดอัตราภาษีที่จะออกมา จะทำให้ประเทศไทยยังคงได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากน้อยเพียงใด ต้องติดตามกันต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาษี รถอีวี EV