เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
3 รัฐวิสาหกิจเฮ! ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตดีขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” จาก “เป็นลบ”
Finance 3 รัฐวิสาหกิจเฮ! ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตดีขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” จาก “เป็นลบ”
ส่องไฮไลท์เซ็นทรัลบางนาโฉมใหม่ 300 ร้านค้า 200 อีเวนต์ ชิงค้าปลีกกทม.ตะวันออก
Business ส่องไฮไลท์เซ็นทรัลบางนาโฉมใหม่ 300 ร้านค้า 200 อีเวนต์ ชิงค้าปลีกกทม.ตะวันออก
ราคาทองวันนี้ (23 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 68,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 68,850 บาท
GRAND ขาย ‘เวสทิน สุขุมวิท’ ให้ RABBIT มูลค่า 494.6 ล้าน หลังขาดสภาพคล่อง-เร่งหาเงินจ่ายหนี้
Finance GRAND ขาย ‘เวสทิน สุขุมวิท’ ให้ RABBIT มูลค่า 494.6 ล้าน หลังขาดสภาพคล่อง-เร่งหาเงินจ่ายหนี้
ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ที่ 2 % แรงหนุนส่งออกดีกว่าคาด
World ADB ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ที่ 2 % แรงหนุนส่งออกดีกว่าคาด
‘โพแทชนครพนม’ กพร.ให้สำรวจแค่ อ.ธาตุพนม 8,463 ไร่ เบรกที่เรณูนครไว้ก่อน
Economic ‘โพแทชนครพนม’ กพร.ให้สำรวจแค่ อ.ธาตุพนม 8,463 ไร่ เบรกที่เรณูนครไว้ก่อน
‘สห ลอว์สัน’ เดินหน้าขยาย LAWSON 108 ส่ง 2 คอนเซปต์ใหม่เจาะตลาด
Biz Movement ‘สห ลอว์สัน’ เดินหน้าขยาย LAWSON 108 ส่ง 2 คอนเซปต์ใหม่เจาะตลาด
สภาฯ ไฟเขียวร่างกฎหมายล้มละลาย “อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลออกกฎหมายกลาง
Politics สภาฯ ไฟเขียวร่างกฎหมายล้มละลาย “อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลออกกฎหมายกลาง
หอการค้าดัน 3 ดีลใหญ่ สหรัฐ-EU-UAE หวังดัน GDP ไทยเพิ่มกว่า 2% ใน 3 ปี
Economic หอการค้าดัน 3 ดีลใหญ่ สหรัฐ-EU-UAE หวังดัน GDP ไทยเพิ่มกว่า 2% ใน 3 ปี
SO เปิดตัวแอป MOBIX บริหาร ‘คน-รถยนต์-งาน’ ครบในระบบเดียว
Uncategorized SO เปิดตัวแอป MOBIX บริหาร ‘คน-รถยนต์-งาน’ ครบในระบบเดียว
ดูทั้งหมด

ชง ครม.ปลดล็อกเหมืองโพแทชอุดร

24 มิ.ย. 2569 | 07:28น.
นายวราวุธ ศิลปอาชา

ความฝันไทยผลิตปุ๋ยใช้เองใกล้เป็นจริง หลังยืดเยื้อมากว่า 40 ปี “วราวุธ” เตรียมชง ครม.แก้บริคณห์สนธิเหมืองแร่โพแทชอุดรฯ เปิดทางจีนร่วมทุนหมื่นล้าน จากนั้นเริ่มขุดอุโมงค์ปีหน้า คาดผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี’73 ช่วยสร้างรายได้เข้ารัฐถึง 7.7 หมื่นล้าน ขณะที่เหมืองไทยคาลิเจาะแล้ว 60% ใกล้ถึงชั้นแร่ ส่วน “โพแทชชัยภูมิ” ลุ้นหาทุนใหม่

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า โครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นหนึ่งในโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ของประเทศที่ใช้เวลาดำเนินการมายาวนานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2527 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรมลงนามในสัญญากับบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC)

ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทสัญชาติแคนาดา เพื่อให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โพแทชในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จนถึงขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเสนอเข้า ครม. ให้เห็นชอบแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อเพิ่มทุนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท ซึ่งเป็นการอนุมัติเดินหน้าโครงการอย่างเต็มรูปแบบภายใต้เงินลงทุนใหม่

ช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ APPC ลงนามในสัญญา ต่อมาปี 2543 บริษัทได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชจำนวน 12 แปลง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 120,000 ไร่ และพบแหล่งแร่สำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ แหล่งอุดรเหนือ พื้นที่ประมาณ 52,000 ไร่ และแหล่งอุดรใต้ พื้นที่ประมาณ 26,000 ไร่

โดยบริษัทได้ยื่นคำขอประทานบัตรในปี 2547 ครอบคลุมพื้นที่ 26,446 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปี 2554 และได้รับความเห็นชอบรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในปี 2557 

ต่อมาปี 2558 มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มเติม และในปี 2559 จังหวัดอุดรธานีได้ประมวลเรื่องส่งคำขอประทานบัตรให้ กพร.พิจารณา ก่อนจะมีการกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ (ค่าลอดใต้ถุน) ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อ กพร.ออกใบอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินชนิดแร่โพแทชให้กับบริษัท APPC โดยมีอายุ 25 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2590 ครอบคลุมพื้นที่ 26,446 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา

และปี 2568 บริษัทได้รับการสนับสนุนด้านเงินลงทุนจาก State Development and Investment Corporation (SDIC) รัฐวิสาหกิจด้านการลงทุนของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในระยะต่อไป โดยมูลค่าลงทุนรวมของโครงการประมาณ 40,000 ล้านบาท สูงกว่าทุนจดทะเบียนหลายเท่าตัว เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสำหรับการก่อสร้างเหมืองใต้ดิน โรงงานแปรรูปแร่ และระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง 

นายอดิทัตกล่าวว่า ด้วยระยะเวลาการพัฒนาโครงการที่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี กพร.ประเมินว่าหากทุกขั้นตอนดำเนินไปตามแผน โครงการเหมืองแร่โพแทชอุดรธานีจะเริ่มเจาะต้นปี 2570 รวมถึงสร้างโรงแต่งแร่ คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงต้นปี 2573 ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย และช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยของประเทศในอนาคต

“ทางผู้ถือหุ้นได้ใส่เงินเข้ามาแล้วรอ ครม.เห็นชอบ จากนั้น APPC จะเริ่มขุดที่หลุมแรกที่เป็นปากอุโมงค์ในพื้นที่ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี ในส่วนของชาวบ้านจากการสำรวจค่อนข้างเป็นไปในทางที่ดี เพราะมีกองทุนตามกฎหมายและมาตรการของ APPC ถึง 11 กองทุนที่เข้ามาดูแลชุมชน

อย่างการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเจ้าของที่ดินหรือค่าลอดใต้ถุนวงเงิน 1,200 ล้านบาท ให้ไร่ละ 45,500 บาท เงินช่วยเหลือในเขตประทานบัตรวงเงิน 1,040 ล้านบาท ที่จะโอนเงินเข้าบัญชีประมาณปีละ 41.5 ล้านบาท และยังมีเงินกองทุนช่วยเหลือค่าปุ๋ยให้เกษตรกรในพื้นที่ประทานบัตร กองทุนพัฒนาชุมชน กองทุนประกันความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการเหมืองแร่โพแทชอีก 2 แห่งของประเทศ คือ โครงการไทยคาลิ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งร่วมทุนกับทางบางจาก และโครงการจังหวัดชัยภูมิ ขณะนี้อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุน พบว่าโครงการไทยคาลิมีความก้าวหน้ามากที่สุด โดยปัจจุบันการเจาะอุโมงค์เหมืองมีความคืบหน้าประมาณ 60% จากชั้นแร่ทั้งหมด 280 เมตร และคาดว่าจะเข้าถึงชั้นแร่แรกได้ภายในปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 ส่วนโครงการอุดรธานีหลังจากได้รับความชัดเจนเรื่องการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว จะต้องดำเนินการจัดหาผู้รับเหมา เตรียมงานวิศวกรรม และเริ่มการเจาะอุโมงค์สู่ชั้นแร่ที่ระดับความลึกประมาณ 320 เมตร ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีความเป็นไปได้ทั้งหมด 

นายวรวุฒิ หิรัญไพศาลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) กล่าวว่า โครงการเหมืองแร่โพแทชแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26,000 ไร่ มีปริมาณสำรองแร่ราว 268 ล้านตัน โดยการออกแบบและศึกษารายละเอียดโครงการใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานจากประเทศเยอรมนี เน้นการทำเหมืองใต้ดินแบบสลับเสาค้ำยัน (Room and Pillar) เพื่อรักษาเสถียรภาพของชั้นหินและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การศึกษาด้านวิศวกรรมยืนยันว่าการทำเหมืองในระดับความลึกประมาณ 300 เมตร และการเว้นเสาค้ำยันในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของผิวดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงปีที่ 5 ของการดำเนินงานจะมีการนำหางแร่กลับไปอัดเติมในพื้นที่ใต้ดินเดิม (Backfilling) เพื่อเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างเหมือง สำหรับด้านการบริหารจัดการในพื้นที่ตลอดอายุโครงการประมาณ 25 ปี อาจเกิดการทรุดตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อหน้าดิน ส่วนการระบายน้ำหรือพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชนและด้านการใช้น้ำ โครงการได้จัดเตรียมบ่อกักเก็บน้ำสำหรับกระบวนการแยกแร่โดยเฉพาะ เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะและไม่กระทบต่อการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่

สำหรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีระบบดักจับฝุ่นเกลือภายในโรงงาน ควบคู่กับการทำแนวกันชนและมาตรการป้องกันการฟุ้งกระจาย โดยค่าการแพร่กระจายของฝุ่นอยู่ในระดับต่ำประมาณ 34-57 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนกระบวนการแยกแร่จะมีการนำน้ำเกลือกลับมาใช้หมุนเวียนภายในระบบไม่ปล่อยออกสู่ภายนอก บ่อกักเก็บทุกแห่งมีวัสดุรองรับป้องกันการรั่วซึม ขณะที่หางแร่เมื่อผ่านกระบวนการทำให้แห้งแล้วจะไม่เกิดการฟุ้งกระจาย และมีคันดินล้อมรอบเพื่อควบคุมน้ำไหลเข้าสู่บ่อกักเก็บน้ำเกลือรวมทั้งเป็นการป้องกันน้ำเกลือไหลออกนอกพื้นที่

ทั้งนี้ โครงการยังจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนรวม 3 กองทุน วงเงิน 3,100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ จ่ายค่าภาคหลวง และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐตลอดอายุโครงการกว่า 77,000 ล้านบาท