สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
สภารับหลักการ ร่างงบประมาณ 2570 เอกนิติ สวมบท “หมอเอก” ขอเปิดแผลข้อมูลทั้งหมด ทำงบประมาณให้โปร่งใส ปลุกทุกฝ่ายช่วยกันผ่าตัดงบ ยันฝียังไม่แตก
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้อภิปรายสรุปในนามรัฐบาล ว่า ขอใช้โอกาสนี้ตอบหลายๆ คำถามว่ารัฐบาลมีมุมมองอย่างไรต่อวิสัยทัศน์ และต่อการจัดงบประมาณครั้งนี้
โดยงบประมาณนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเครื่องมือในหลายๆ เครื่องมือที่รัฐบาลมี เรามีเครื่องมือรัฐวิสาหกิจกองทุนนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ มีการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ดังนั้นวันนี้สิ่งที่เราต้องเห็นก่อนคือปัญหาของเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เชื่อว่าในระยะสั้นหลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าเราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต
1.เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ เราถอยหลังไปด้วยอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ปัจจุบันแม้จะปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 30 ขึ้นมาเป็นที่ 26 แต่ถ้าเรายังไม่รีบปรับตัวก็จะยิ่งถูกคนอื่นแซงไป ดังนั้นรัฐบาลถึงตั้งเป้าว่าในสี่ปีเราจะกลับขึ้นมาเป็นท็อป 20 ของโลก
2.เราต้องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ วันนี้อาจจะโตอยู่ที่แค่ 2.8% แต่เป้าหมายระยะปานกลางเราต้องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศให้โตมากกว่า 2.8% เราตั้งเป้าไว้ที่ 3% พลัส
วิสัยทัศน์ที่เราทำคือรัฐบาลได้ร่วมกับภาคเอกชน มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชนที่ร่วมกันตั้งเป้าในระยะยาว คนอาจจะบอกว่าตั้งเป้าเกินจริง แต่ทุกคนต้องฝันให้เป็นจริง วันนี้ถ้าเราไม่ตั้งเป้าให้ชัดเจนของการจะเติบโตได้แข่งขันได้ในระยะยาว เราก็จะถอยไปเรื่อย และสิ่งที่เราตั้งเป้าร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนไม่ใช่รัฐบาลคนเดียว เราร่วมกับเอกชนและมีองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมมือ ช่วยยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศผ่านการร่วมกับธนาคารธนาคารพัฒนาเอเชีย ต้องการยกระดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับระดับสูงภายใน 12 ปี
ธนาคารโลกได้ศึกษาว่าไทยต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง ซึ่งรัฐก็จะร่วมกับเอกชนยกระดับในเรื่องของการพัฒนาทักษะในด้าน ai ซึ่งเราเห็นด้วย ตนเห็นด้วยกับฝ่ายค้านมาร่วมกันทำให้ประเทศไทยดีขึ้น มาร่วมกันฝันช่วยให้ประเทศไทยดีขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 นี้เราเจอสภาพปัญหาอะไร ขอเล่าจากเรื่องจริงว่ารัฐบาลเข้ามาในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งถูกตั้งมาก่อนหน้านั้นงบประมาณมีอยู่อย่างจำกัดขาดดุลประมาณ 4.4% ของจีดีพีซึ่งเกินกว่ามาตรฐานสากลจนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาเตือนเราว่าให้มุมมองทางลบหากขาดดุลในระดับนี้อาจจะถูกดาวน์เกรด ต่อมาเราโตน้อยโตแค่ 1% 2% โตต่ำกว่าศักยภาพเราก็ต้องทำให้โตได้มากขึ้นคนไทยจะได้มีรายได้ที่ดีขึ้น และยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัดโดนวิกฤตพลังงานที่ถูกประเทศทั่วโลกเจอกัน จนลามมาสู่วิกฤตปากท้องของประชาชน
นอกจากนั้นตัวเลขเงินเฟ้อยังสูงขึ้นจากที่เคยติดลบกลายเป็นสูง 2.9% หลังจากเจอวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ราคาผู้ผลิตของแพงขึ้นเกือบ 10% ต้นทุนสูงขึ้น นี่คือวิกฤตปากท้องของประชาชนน้อย
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดเพื่อมาช่วยกลุ่มเหล่านี้ แต่การออกพระราชกำหนดนี้ไม่ได้เพื่อช่วยเยียวยาประชาชนเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยเราพึ่งพาน้ำมันในแก๊สธรรมชาติสูงมากเรานำเข้าน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเกือบ 10% ของจีดีพีหรือรายได้ประเภทสูงที่สุดในอาเซียนอันดับต้นๆ ในเอเชีย จนหลายคนเตือนว่าหากเราแก้การเปลี่ยนผ่านวิกฤติพลังงานนี้แล้วถ้าสงครามยังไม่จบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาพลังงานยังคงสูงอยู่ เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศแล้วเราไม่เปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่วันนี้ ประชาชน ธุรกิจก็จะต้องนำเข้าแพงขึ้น โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยประชาชนคือแก้วิกฤตปากท้อง
งบประมาณปี 2570 ตอบโจทย์แล้วว่าวันนี้เรามีวิสัยทัศน์ทั้งระยะปานกลาง ทำให้ประเทศมีขีดความสามารถดีขึ้นในระยะสั้น รักษาเสถียรภาพช่วยปากท้องประชาชนจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ช่วยดูแลคนตัวเล็กตัวน้อย ขณะเดียวกันเรายังคงขับเคลื่อนเพื่อมุ่งมั่นทำประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว แต่เครื่องมือที่เรามีเราต้องใช้ทุกเครื่องมือ โดยเครื่องมือที่หนึ่งคืองบประมาณรายจ่าย 2570 ตนเป็นคนบอกสำนักงบประมาณว่างบครั้งนี้ต้องเลิกทำแบบในอดีต ที่ตั้งให้ไม่เต็มหมกเม็ดไว้ ในอดีตตั้งงบหลายอันและไปกินงบประมาณคงคลัง และอีกสองปีก็ไปใช้คืนเพราะตั้งไม่เป็น ความโปร่งใสก็ไม่เกิดขึ้นทวันนี้ตนในฐานะเป็นหมอรักษาโรค เราเปิดแผลเลยให้ชัดเจนทำสิ่งต่างๆ ให้โปร่งใส ทำโครงการ PDF แปลงให้สามารถอ่านได้ ซึ่งช่วยกันตรวจสอบ
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ตนไม่ใช่แค่หมอที่มาบรรยายโรคว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ ตนไม่ใช่หมอที่สร้างวาทกรรมเก่ง แต่ตนตั้งใจจริงที่จะผ่าตัดรักษาโรค งบประมาณเราขาดดุลเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ตนนี่แหละคือคนที่บอกว่าต้องสร้างแผนความยั่งยืนทางการคลัง ปีที่แล้วขาดดุล 4.4% ของจีดีพี ตนจึงออกแผนยั่งยืนระยะปานกลางและจะลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 ปีนี้เมื่อเราเปิดเผยหมดให้เห็นแผลทั้งหมด ก็จะตั้งเป้าลดขาดดุล 4.4% ของจีดีพีเหลือ 3.9% ของจีดีพี บริษัทจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือเริ่มปรับให้เราเพิ่มขึ้น ตรงนี้ช่วยรักษาบริษัทไทยทำให้ต้นทุนไม่แพงขึ้น ธุรกิจไทยไม่ถูกกระทบ แรงงานก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการถูกดาวน์เกรด นี่คือความตั้งใจที่อยากทำให้การยั่งยืนทางการคลังโปร่งใส
“วันนี้ฐานะทางการคลังของประเทศเราเหนื่อย เราถึงต้องเน้นวินัยการเงินการคลัง แน่นอนว่าเมื่อเราทำให้โปร่งใสแล้วเราช่วยกันตัดงบวันนี้งบสวัสดิการต่างๆ ที่ซ้ำซ้อน งบต่างๆที่เคยแปะไว้ในอดีตไม่ได้จ่าย เอาขึ้นมากองให้หมด แล้วเราช่วยกันผ่าตัด ช่วยกันรักษาโรค เราจะได้มีงบประมาณเหลืออยู่เพื่อเอาไปลงทุนในการพัฒนาประเทศหลายท่านถามผมว่างบประมาณปีนี้ตัดงบทุน เพราะเราต้องการรักษาวินัยการคลังและเปิดแผลให้หมดไม่ต้องหมกเม็ด อย่าไปซุก รายจ่ายประจำก็เลยกระโดดขึ้นมาเพราะแผลเก่าในอดีตที่ไม่เคยเปิดเผย เราถึงต้องผ่าตัด ฝียังไม่แตกหรอกเพราะเรามาช่วยกันผ่าตัด นี่คือความตั้งใจจริงๆ ส่วนงบลงทุนเรามีงบส่วนอื่น ปีนี้ผมจึงเน้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจซึ่งไม่อยู่ในการพิจารณาของงบประมาณ 2570 นี้ เราตั้งให้งบลงทุนรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นจาก 2.4 แสนล้าน เป็น 2.7 แสนล้านโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในเรื่อง AI ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งในฐานะประธานบอร์ดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เราต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการจะมี AI ได้อย่างครบถ้วนต้องมีมีพื้นฐานพลังงานสะอาดต้องดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่พอ ต้องต่อยอดไปสู่เรื่องชิป ตอนนี้ตนได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม คุยเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับการสร้างพัฒนาทางทักษะผ่านบีโอไอ ดังนั้นเราต้องใช้เครื่องมือ
“หมอเอกคุ้นเคยเพราะเห็นเครื่องมือทั้งหมด วันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป การลงทุนไม่ว่าจะเป็น ai ชิปต่างๆ เซมิ คอนดัคเตอร์ เราถึงร่วมกับภาครัฐและเอกชน 7 อุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกษตรสมัยสมัยใหม่อาหาร ต่างประเทศต้องการความมั่นคงทางอาหาร เรื่องยา เรื่องสุขภาพ ประเทศไทยมีจุดแข็งเวลเนสต่างๆ เมื่อรถไฟขบวนใหม่มาเราต้องขึ้นรถไฟขบวนใหม่ให้ทัน ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ขึ้นขบวนใหม่ แต่ทำให้ผลของการขึ้นขบวนใหม่นั้นดึงบริษัทไทย เอสเอ็มอีไทยคนไทยให้เก่งขึ้น ถึงมีโครงการเชื่อมโยงทักษะระหว่างให้คนที่มาลงทุน ต้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยี สอนให้คนไทยเก่งขึ้นผ่านโครงการที่เชื่อมโยงทักษะสมัยใหม่”
นายเอกนิติ กล่าวปิดท้ายว่า งบประมาณปี 2570 นี้เรามุ่งมั่นที่จะทำให้โปร่งใสมากขึ้น รักษาวินัยการเงินการคลัง ตอบโจทย์จากงบประมาณที่เรามีจำกัดโปร่งใสแล้วเหลือเงินเท่าไหร่ เราขอมุ่งเน้นเอาไปช่วยประชาชน เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการ พยายามตั้งงบให้เต็ม ไม่ใช่เหมือนในอดีตตั้งไม่เป็นแล้วต้องมาหาเงินมาเติมทีหลัง ไปใช้เงินคงคลังหรือที่อื่นให้มันโปร่งใสมากขึ้น เราไม่สามารถกู้มากกว่านี้ได้เพราะถ้ากู้มากกว่านี้อาจจะโดนวิกฤตการคลัง วิกฤตซ้อนวิกฤตซ้อนวิกฤต ประเทศอาจจะพังได้
แต่เราไม่ได้ยอมแพ้เรื่องการลงทุน โดยเพิ่มงบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น และเราเอาการลงทุนไปร่วมกับเอกขน มีการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่าน infrastructure fund แม้การจัดทำงบประมาณรายจ่าย 2570 จะอยู่ภายใต้งบประมาณรายจ่ายที่มีจำกัด รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับประชาชนและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับเครื่องมืออื่นๆ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตความมั่นคงของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง
จากนั้นเวลา 21.00 น. ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ด้วยคะแนน 288 เสียง ต่อ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง โดยมีการตัั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ จำนวน 72 คน กำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน โดยนัดประชุม กมธ.ครั้งแรกวันที่ 2 กรกฎาคม เวลา 13.30 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อกมธ.วิสามัญทั้ง 72 คนได้แก่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 18 คนได้แก่ 1.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส 2.นายภราดร ปริศนานันทกุล 3.นายชาดา ไทยเศรษฐ์ 4.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล 5.นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน 6.นายชลัฐ รัชกิจประการ 7.น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา 8.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ 9.นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ 10.นายบุญลือ ประเสริฐโสภา 11.นายวีระ ธีระภัทรานนท์ 12.นายบุญชู ประสพกิจถาวร 13.ว่าที่ร้อยตรีศรัณย์ สมานพันธ์ 14.นายอนันต์ แก้วกำเนิด 15.นางมนพร เจริญศรี 16.นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ 17.น.ส.จิราพร สินธุไพร และ 18.นายพนม โพธิ์แก้ว
พรรคภูมิใจไทยจำนวน 21 คน ได้แก่ 1.นายชยุต ภุมมะกาญจนะ 2.นายซาการียา สะอิ 3.นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ 4.นายธนา กิจไพบูลย์ชัย 5.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 6.นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ 7.นายพิชญุตม์ พอจิต 8.นายพิชานนท์ อิงประสาร 9.น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล 10.นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ 11.นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ 12.นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์ 13.น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ 14.น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล 15.พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์ 16.นายสุทธิชัย จรูญเนตร 17.นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ 18.นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา 19.นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ 20.นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ และ 21.นายพิกิฏ ศรีชนะ
พรรคประชาชน 13 คน ได้แก่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ น.ส.ณัฐยา บุญภักดี นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายณรงเดช อุฬารกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
พรรคเพื่อไทย จำนวน 8 คน ได้แก่ 1.นายรวี เล็กอุทัย 2.นายศุภชัย นพขำ 3.นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล 4.นายพัฒนา สัพโส 5.นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ 6.นายพลากร พิมพะนิตย์ 7.นายสุรพจน์ เตาะเจริญสุข และ 8.น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน
พรรคกล้าธรรม จำนวน 6 คน ได้แก่ 1.นายประสิทธิ์ โนทะ 2.นายชยานันท์ เกตุเมฆ 3.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ 4.นายปรเมษฐ์ จินา 5.นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ และ 6.นายองอาจ วงษ์ประยูร พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค พรรคไทรวมพลัง จำนวน 1 คนคือนายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคประชาชาติ จำนวน 1 คนคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 1 คนคือ นายยุทธนา ศรีตะบุตร และพรรคเศรษฐกิจ จำนวน 1 คนคือ นายคริส โปตระนันทน์