เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปั้น ‘เมืองทอง’ ฮับไมซ์ เปิดทางดึงอีสปอร์ต–อีเวนต์โลก
Business ปั้น ‘เมืองทอง’ ฮับไมซ์ เปิดทางดึงอีสปอร์ต–อีเวนต์โลก
INNOPOWER ผนึก Triple Dot รุก Data-AI ยกระดับภาคอุตสาหกรรม
Biz Movement INNOPOWER ผนึก Triple Dot รุก Data-AI ยกระดับภาคอุตสาหกรรม
ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND
สงขลาวาง 3 มาตรการ แก้รถติดด่านสะเดาใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจชุมชนด่านนอก
เศรษฐกิจภูมิภาค สงขลาวาง 3 มาตรการ แก้รถติดด่านสะเดาใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจชุมชนด่านนอก
‘เนื้อแท้’ แจงวิกฤตกระแสเงินสด รับขยายสาขาเร็วเกินไป เคลียร์เงินเดือนครบแล้ว
Business ‘เนื้อแท้’ แจงวิกฤตกระแสเงินสด รับขยายสาขาเร็วเกินไป เคลียร์เงินเดือนครบแล้ว
คจร.เคาะแผนแก้ปัญหารถติด “ถนนวิทยุ-พระรามที่ 4”
Economic คจร.เคาะแผนแก้ปัญหารถติด “ถนนวิทยุ-พระรามที่ 4”
สสส. – DPU – สอศ. ปั้นเยาวชนอาชีวะสู่นักสื่อสารสุขภาวะ
Uncategorized สสส. – DPU – สอศ. ปั้นเยาวชนอาชีวะสู่นักสื่อสารสุขภาวะ
ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
Economic ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Tech คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
Biz Movement Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
ดูทั้งหมด

พลพีร์ มิดฟิลด์ตัวรับ รัฐบาล มือปราบผู้มีอิทธิพล ‘ทำผิดกฎหมายเจอกัน’

15 ก.ค. 2569 | 09:09น.
พลพีร์ สุวรรณฉวี
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ,วิรวินทร์ ศรีโหมด

พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของรหัส มท.2 

ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญที่สุดในชีวิต คือ ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ทวงคืนพื้นที่สาธารณะจากนายทุนที่รุกพื้นที่ป่า-กวาดล้างยาเสพติด ภายใต้รหัส Operation90 Days  

ในช่วงที่กระทรวงมหาดไทยมีปมร้อนลุกเป็นไฟ ทั้งเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ทั้งทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น 

และในฐานะที่เขาเป็นหลาน “เลิศ หงส์ภักดี” อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และลูกของ “ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งครั้งรับราชการเคยเป็น “นายอำเภอ” 

เขาประกาศว่า ในช่วงที่นั่งเก้าอี้สิงห์ มท.2 เขาจะกู้ศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทยคืนกลับมา 

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “พลพีร์”  ถึงภารกิจสำคัญปราบผู้มีอิทธิพล รื้อจริง-ถอน (เอกสารสิทธิ) จริง สั่งปิดจริง ที่มา-ที่ไปทางการเมือง ในจังหวะที่นายกรัฐมนตรีไล่บี้ให้รัฐมนตรีทุกคนรีบตีปี๊บผลงาน ไม่ให้เป็นรัฐมนตรีที่โลกลืม 

ชีวิต “พลพีร์” ที่ห่างการเมือง

แม้ว่า “พลพีร์” เกิดในครอบครัวนักการเมือง ซึ่งพ่อเขาคือ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี 1 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์สมาชิกกลุ่ม 16 อันลือลั่นในประวัติศาสตร์การเมือง ล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยุคชวน หลีกภัย จากกรณี ส.ป.ก.4-01 ส่วนแม่เขาคือ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 

แต่ก่อนเข้าสู่ถนนการเมือง “พลพีร์” สัมผัสนิยามคำว่า “การเมือง” น้อยยิ่งกว่าน้อย 

และภาพจำทางการเมืองของผู้เป็นพ่อ ในฐานะนักการเมืองกลุ่ม 16 ก็น้อยยิ่งกว่า เพราะเขาถูกส่งไปเรียนระดับมัธยมที่อังกฤษ ก่อนมาเรียนปริญญาตรีที่ไทย เพราะพ่อกลัวว่าไม่มีเพื่อนที่เมืองไทย ก่อนจะกลับไปเรียนปริญญาโทที่อังกฤษอีกครั้ง 

ด้วยความที่ใช้ชีวิตในอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ และคิดว่าหลังเรียนจบจะทำงานที่อังกฤษ คำว่าลงเล่นการเมืองไม่ได้มีอยู่ในความคิด กระทั่งเขาได้รับสายจากพ่อ ชวนให้ลงสมัคร สส.นครราชสีมาแทน เนื่องจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง หากไม่ลงจะให้ผู้เป็นแม่ “ร.ต.หญิงระนองรักษ์” ซึ่งขณะนั้นเป็นพยาบาลที่ค่ายสุรนารีลงสมัครแทน แต่เขาไม่อยากให้แม่ต้องลงสมัคร สส.จึงรับปาก 

“ปรากฏว่าพอกลับไทยมาก็ถูกหลอก เพราะว่าเราลงเขตหนึ่ง แล้วพ่อก็ให้แม่ลงอีกเขตหนึ่ง หลังจากเลือกตั้งเสร็จ คุณแม่ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  ส่วนผมก็เป็น สส. ตอนนั้นก็อายุประมาณ 25 ก็ปณิธานตนจะทำงานการเมืองแทนคุณพ่อตลอดไปจนถึงทุกวันนี้” 

“แต่ผมมาบรรลุจริง ๆ ตอนที่ผมหาเสียงสมัยที่ 2 เมื่อคุณพ่อเสียแล้ว เวลาลงพื้นที่ประชาชนเขาก็จะพูดถึงว่าสมัยนายอำเภอไพโรจน์ได้มาทำแบบนี้
มาช่วยทำสิ่งนี้ เป็นแรงกระตุ้นให้เราคิดว่า สิ่งที่คุณพ่อเสียสละไป มันไปทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้มีความสุข ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็พยายามที่จะทำ ตามรอยที่คุณพ่อนั้นได้ทำไว้”  

“สิ่งที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียงครั้งแรกตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ เราทำอะไรไปได้แล้วบ้าง เราช่วยอะไรให้เขาได้แล้วบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งนึงที่ผมจะไม่ทำคือ ผมจะไม่โกหก จะพูดในสิ่งที่ผมทำได้เท่านั้น คือความไว้ใจซึ่งกันและกัน ระหว่างผมกับชาวบ้าน ถ้าวันไหนผมพูดไปแล้วผมไม่สามารถที่จะทำได้ ผมคิดว่าวันนั้นน่ะผมไม่มีค่า”

หลังจากตัดสินใจลงเล่นการเมือง “พลพีร์” ได้เป็น สส. 4 สมัย มีทั้งสอบได้ และสอบตก หลังจากสังกัดพรรคการเมืองมาแล้ว 3 พรรค ตั้งแต่พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และพรรคเพื่อไทย มาจนตอนนี้อยู่ในเสื้อคลุมพรรคภูมิใจไทย 

“พลพีร์” เล่าว่า คนที่เป็นผู้ทาบทามให้มาอยู่พรรคภูมิใจไทยคือ “อนุทิน” เพื่อลงเลือกตั้งตอนปี 2562 และต้องทาบทามถึง 5 ครั้งก่อนเขาจะตัดสินใจ แม้ตอนนั้นเขาสอบตก ไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร ก็เป็น “อนุทิน” ที่ให้เขามานั่งตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองประจำ “อนุทิน” ที่ตอนนั้นเป็นรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ก่อนที่ลงสมัครเลือกตั้ง 2 ครั้งถัดมา ในปี 2566 และ 2569 “พลพีร์” เข้าสภาได้สำเร็จ 

“ตอนผมสอบตก ไม่ว่าจะแพ้ 800 หรือ 1,000 คะแนน ผมคิดว่าคะแนนแพ้ก็คือแพ้ เราก็กลับมานั่งคิดว่าการที่ประชาชนเขาเปลี่ยนไปใช้บริการคนอื่นแทน เปลี่ยนความไว้ใจมันเป็นเพราะอะไร แต่สิ่งหนึ่งคือที่เป็นจุดเปลี่ยนคือท่านอนุทินให้โอกาสผมมาเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ผมก็นั่งคิดกับตัวเองว่า คนระดับรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขในตอนนั้น เขายังไว้ใจให้เราทำงาน ทำไมประชาชนถึงไม่ไว้ใจเรามาเป็นตัวแทนของเขา มันเป็นเพราะอะไร” 

“จึงกลับไปลงพื้นที่ พยายามจะแก้ไขปัญหา หลังจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ได้รับเลือกตั้ง ได้กลับมาเป็น สส.”

รัฐมนตรีไม่ใช่จุดสูงสุด 

แต่พลพีร์คิดว่าการเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยไม่ใช่ความสำเร็จสูงสุด 

“การที่ได้รับโอกาสจากท่านนายกฯ และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรี คิดว่ายังไม่ใช่ความสำเร็จของผม ความสำเร็จของผมคืออยากให้พี่น้องประชาชนเปิดน้ำดื่มได้ ผมอยากให้ลูกหลานไปโรงเรียนแล้วมอเตอร์ไซค์ไม่ตกหลุมจนพลิกคว่ำข้างทาง ผมอยากให้คนไทย นักท่องเที่ยว ได้มาแวะที่อำเภอของผมเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก่อนแวะไปจังหวัดข้างเคียง เช่น บุรีรัมย์ ถ้าถึงวันนั้นผมคิดว่าสำเร็จ” 

“เพราะว่าเรายิ่งออกไปห่างจากอำเภอเมืองเท่าไหร่ความเจริญมันยิ่งน้อยลงเท่านั้น สาธารณูปโภคต่าง ๆ มันก็ยิ่งเจริญน้อยลงเท่านั้น” 

“เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากให้พื้นที่ของผมมันพร้อมในทุก ๆ มิติ ผมอยากเห็นน้อง ๆ ในโรงเรียนจบด๊อกเตอร์ จบหมอ กลับมาทำงาน รักษาคนในพื้นที่ ผมคิดว่าถ้ามาถึงวันนั้นเป็นความสำเร็จของชีวิตนักการเมือง”

คำว่า ลูกเทพ ไม่ใช่แรงกดดัน

“พลพีร์” ถูกจัดว่าอยู่ใน “รัฐมนตรีลูกเทพ” คนรุ่นใหม่ในพรรคภูมิใจไทย ถามว่ามีแรงกดดันไหม เขาตอบว่า 

“คำว่าลูกเทพไม่ได้มากดดันอะไรผมเลย ทุกอย่างก็คือนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีและทางพรรคได้มอบหมายให้เราทำ ดังนั้น อยู่ที่ผลงานว่าเราจะทำผลงานได้ออกมาดี ถูกใจพี่น้องประชาชนมากน้อยขนาดไหน แต่ทุกนโยบายที่ทำไม่ใช่ว่าสังคมจะชอบไปเสียหมด” 

“อย่างท่านนายกรัฐมนตรีตั้งผมมาดูแลเรื่องจัดระเบียบสังคม ก็แน่นอนล่ะครับ มีคนชอบและคนไม่ชอบ ผู้ประกอบการบางท่านอาจจะมองว่าเราหัวรุนแรงก็ได้ พี่น้องประชาชนบางคนบางกลุ่มเนี่ยอาจจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ก็ได้ เพราะฉะนั้น ต้องบริหารจัดการและหาวิธีการที่มันสามารถเดินควบคู่กันไปได้ ถามว่ากดดันไหม..ไม่ แต่ถามว่าอยากทำงานไหม คืออยากทำให้มันดีให้มาก”

ห่วง API นายกฯ อนุทิน

พลพีร์ขอตั้งคำถามกลับไปถึงผู้ที่ออกดัชนีชี้วัดการทำงาน API ว่า “ระยะเวลาที่เราเข้ามาบริหารหรือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐมนตรี 3 เดือน ถ้าจะวัดผลงาน อยากจะเห็นอะไร อยากจะวัดอะไร คุณอยากจะเห็นผลงานผมจริง ๆ จัง ๆ หรือคุณอยากจะเห็นผมออกทีวี ออก TikTok ออกสื่อมากขนาดไหน ความดังของคนอยู่ที่การสื่อสารไหม…ก็ใช่ แต่ความดังของคนมันต้องมาด้วยผลงานไหม นั่นก็เป็นอีกคำถามที่พวกผมอยากจะถามกลับกับคนที่อยากจะวัด KPI เหมือนกันว่า การที่เราจะมีชื่อเสียง เลือกได้หมดล่ะครับ ชื่อเสียงทางดี หรือทางไม่ดี”

“คำนิยามว่ามีผลงานหรือไม่มีผลงาน หรือ KPI หรือไม่ KPI มันอยู่ที่ว่าคุณอยากให้พวกผมดัง มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชนทั่วไป หรือคุณอยากจะวัดความสามารถของพวกผมโดยผลงาน อันนั้นเป็นคำถามที่อยากจะถามท่านนายกฯ กลับไป” (หัวเราะ)

คำว่า “ลูกเทพ” เป็นเหมือนดาบสองคมไหม “พลพีร์” ตอบว่า “ไม่เลย ผมคิดว่าวันนึงถ้าหากว่าพวกผมทำงานไม่ได้ ทำงานไม่ได้ดั่งใจอย่างท่านนายกฯ พวกผมก็ไป แค่นั้นเอง คือวันนี้เราไม่ได้ยึดติด ท่านนายกฯ อาจจะเห็นในความสามารถ ความคิด ในมุมมอง หรือท่านนายกฯอาจจะไว้วางใจ นั่นคือที่มาที่พวกผมอยู่ตรงนี้”

“ถามผมกดดันไหม ผมไม่กดดัน ผมพร้อมทำงาน และถ้าท่านนายกฯ เล็งเห็นว่าผมควรจะกลับไปในสภาอันนี้ไม่มีปัญหาผมก็พร้อม แต่ว่าวันนี้มันต้องทำให้ได้ มันต้องทำให้ดี มันต้องทำให้จริง อย่างที่ท่านนายกฯ และกรรมการบริหารพรรคนั้นได้ไว้วางใจมอบหมายมา”

ภารกิจมือปราบมาเฟีย

ภารกิจสำคัญของ “พลพีร์” คือ ภารกิจปราบผู้มีอิทธิพล ผู้บุกรุกพื้นที่ป่า โดยเฉพาะที่เกาะภูเก็ต เป้าหมายต่อไปเขาจะไปจังหวัดกระบี่ พังงา เกาะสมุย เชียงใหม่ กทม. เขากล่าวว่า “ผมไม่ได้มีเป้าในใจว่าจะต้องกี่อาคาร พื้นที่กี่ไร่ ที่ดิน โรงแรม ต้องจับใครให้ได้ แต่ข้าราชการที่อยู่ใต้กำกับผมและรับนโยบายนี้ ในคณะทำงานชุดนี้ ต้องทำงานทุกวัน”

“สมมติภูเก็ตมีสถานประกอบการผิดกฎหมายพันราย เป้าเราก็คือพันราย แต่วันนี้เรายังเจาะจงไม่ได้ว่ามีผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมายรวมทั้งหมดกี่ราย เพราะฉะนั้นเราทำทุกวัน” 

ถามว่า การปราบผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ อำนาจเศรษฐกิจ ต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองขนาดไหน พลพีร์ตอบอย่างมั่นใจว่า 

“ผมไม่สนใจเขาคือใคร ผมสนใจอย่างเดียวคือความถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมไม่กลัว แล้วผมไม่ได้ยึดติดกับเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ ผมไม่ได้ยึดติดกับกระทรวงที่ผมได้รับโอกาสมาช่วยบริหาร ผมไม่ยึดติดเลย ผมมา 3 เดือน เดือนหน้าผมอาจจะไปก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งในการทำงานคือ มันต้องยึดกับความถูกต้อง”

แม้กระทั่งการที่เขาดูแลกรมที่ดิน ซึ่งมีปมที่ดินเขากระโดงพัวพันกับนามสกุลผู้เป็นจิตวิญญาณสีน้ำเงิน “พลพีร์” บอกว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม หนีความจริงไม่ได้ ถ้าศาลว่าผิดก็ต้องผิด

“ผมไม่ได้สนใจชื่ออะไร นามสกุลอะไร พรรคอะไร เป็นนักการเมืองหรือไม่ เป็นนักธุรกิจใหญ่ขนาดไหน เป็นเศรษฐีหรือไม่เป็น แต่ตราบใดถ้าเกิดคุณเอาเปรียบสังคม เอาเปรียบคนไทยทำผิดกฎหมาย ก็เจอกันครับ” 

มั่นใจรัฐบาลอนุทินไม่สะดุด

ถามว่า มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 สะดุดได้บ้าง “พลพีร์” ตอบว่า “ถ้ารัฐบาลอนุทินไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย… การอยู่ได้ หรือการอยู่ไม่ได้เนี่ยประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเกิดว่าเรายืนอยู่ข้างพี่น้องประชาชนจริง ๆ ไม่ต้องกังวลอะไรเลย” 

“ผมคิดว่าบ้านผม พรรคภูมิใจไทย ยังคงยึดประชาชนเป็นที่ตั้งอยู่ ถ้าหากวันหนึ่งวันใดที่พรรคนั้นเปลี่ยนไป ไม่ได้เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง  ผมคิดว่าวันนั้นน่ะพรรคก็คงจะไป เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าไปหลงระเริงกับจำนวน สส. อย่าไปหลงระเริงกับจำนวนของคณะรัฐมนตรี ที่พรรคได้มีโอกาสในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะกี่กระทรวง ยึดประชาชน ยึดกฎหมาย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แค่นี้”

“และคณะรัฐมนตรีต้องทำงานหนัก เพราะว่าโจทย์แต่ละโจทย์มันไม่สามารถตอบโจทย์แบบเดียวกันได้ในทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นเป็นความท้าทายส่วนหนึ่งที่ภูมิใจไทยต้องแก้เรื่องพวกนี้ให้ได้ ก็อย่างที่ผมได้เรียนไปว่า ประชาชนเป็นหลัก และความถูกต้อง เราจะอยู่รอดแบบถาวร” 

อยากเป็นกองกลางตัวรับ 

พลพีร์เปรียบตัวเองว่า Defensive Midfielder (มิดฟิลด์ตัวรับ) 

“ผมอยากเป็นรอย คีน (ตำนานกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) รุกก็ได้ รุกก็สนุก มีปัญหาเจอผม นั่นคือผมเลยครับ ถามว่าผมอยากโด่งดัง โดยชื่อเสียง โดยตำแหน่งหน้าที่ไหม…ไม่ ผมยืนหลังกองหน้าได้ ผมยืนหลังกองกลางได้ เพราะฉะนั้นเนี่ยมันหมดหน้าที่ของผมปกป้องคนอื่น แต่ตราบใดที่ต้องบุกผมก็บุกไปตามเวย์ของผมได้เหมือนกัน ดังนั้น ผมเป็นรอย คีน”

ในฐานะเป็นกองเชียร์ปิศาจแดง เขาเปรียบรัฐบาลเป็นแมนฯ ยู แม้อาจจะไม่ได้แชมป์ในฤดูกาลหน้า 

“แต่ตราบใดถ้าเล่นเกมที่สนุก แฟนบอลแฮปปี้ แชมป์อาจไม่ได้ทุกอย่างก็ได้ ถ้าทรงบอลมันไม่ดี อันนั้นคือคำถามของแฟนบอล ก็เหมือนกันล่ะครับ ครม.หน้าตาดีขนาดไหนก็ต้องทำงานให้ตอบประชาชน เราอาจจะไม่ได้ทำนโยบายทุกเรื่องให้สำเร็จ พี่น้องประชาชนอาจจะไม่ได้หายจนโดยทันที อาจจะไม่ได้รวยมหาศาลโดยทันที” 

“แต่ตราบใดที่พี่น้องประชาชนเข้าใจในสิ่งที่เราทำ ถ้าทรงบอลมันไม่เสีย การบริหารเราไม่เสียทรง ก็ทำไปเถอะครับ ผมว่าประชาชนเขาเข้าใจ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐบาล