‘วีระพงษ์’ เร่งเครื่อง FTA ไทย-อียู ดึงเอกชนยุโรปตั้งทีมร่วม หนุนลงทุน-ยกระดับธุรกิจไทย
รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ต่อเนื่อง โดย “วีระพงษ์ ประภา” ผู้แทนการค้าไทย หารือผู้บริหารบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 30 ราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุน พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนร่วมเป็นกลไกสนับสนุนการเจรจา ขณะที่ภาคธุรกิจยุโรปเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วม ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎระเบียบความยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทยแข่งขันในตลาดอียู
นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นผู้แทนหารือเชิงลึกกับคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) พร้อมผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 ราย จาก 25 บริษัทชั้นนำของยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในไทยและอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป
ในการหารือ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเร่งสรุปการเจรจา FTA ไทย-อียู ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-อียู มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 6 คลัสเตอร์ ได้แก่ เกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การค้าบริการและการลงทุนรวมถึงการค้าดิจิทัล และกฎระเบียบรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา
ภาคเอกชนยุโรประบุว่า การเจรจา FTA ไทย-อียู มีความคืบหน้าอย่างมาก พร้อมเสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎระเบียบและมาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดยุโรปในอนาคต นอกจากนี้ ยังพร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งมีกำหนดลงนามในเดือนพฤศจิกายนนี้
นายวีระพงษ์ยังได้เชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม โดยภาคเอกชนอียูสะท้อนว่าให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายสำคัญ อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายควบคุมราคาสินค้าและบริการ และแนวทางรับมือความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ พลาสติก และบรรจุภัณฑ์
ผลสำรวจล่าสุดของภาคธุรกิจยุโรปยังพบว่า 57% ของบริษัทที่เข้าร่วมสำรวจมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยภายใน 5 ปีข้างหน้า และเชื่อว่าความสนใจลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีก หากการเจรจา FTA ไทย-อียู สามารถบรรลุผลสำเร็จ
ปัจจุบัน สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยในปี 2568 การค้ารวมมีมูลค่า 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% จากปีก่อน ไทยส่งออกไปอียู 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% นำเข้า 18,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 7,864 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และรถยนต์ ขณะที่สินค้านำเข้าหลักจากอียู ได้แก่ เครื่องจักรกล เวชภัณฑ์ เครื่องบินและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า


