จีนรุกเชื่อม “Data Center” เข้าพลังงานสะอาด รับมือวิกฤต AI โลก
สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยุคใหม่ด้วยพลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ โดยบูรณาการศูนย์ข้อมูลเข้ากับโซลาร์เซลล์ กังหันลม และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ชูยุทธศาสตร์ระดับชาติ “East West Computing Strategy” บังคับศูนย์ข้อมูลใหม่ใช้พลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 80% หวังครองความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเหนือสหรัฐ
ตัวอย่างการเติบโตนี้เห็นได้ชัดจากศูนย์ข้อมูลในมองโกเลีย ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับพลังงานลมขนาด 200 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ 100 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่อีก 45 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ห่างไกลอย่างมณฑลชิงไห่ ก็มีการทดลองใช้ศูนย์ข้อมูลต้นแบบที่ทำงานด้วยระบบไมโครกริดพลังงานแสงอาทิตย์แบบ 100% ส่วนในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีน ศูนย์ข้อมูลอีกแห่งถูกเชื่อมเข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 500 เมกะวัตต์ และพลังงานลมสูงถึง 1.5 กิกะวัตต์
แม้ในสหรัฐอเมริกาจะมีศูนย์ข้อมูลบางแห่งเริ่มใช้พลังงานสะอาดบ้างแล้ว แต่สำหรับในจีน ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “ยุทธศาสตร์ระดับชาติ”
ฟาสต์ คอมพานี (Fast Company) ระบุ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “East West Computing Strategy” จีนได้จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูล (Data Center Hubs) ขนาดใหญ่ขึ้น 8 แห่ง โดยเน้นไปที่การสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนอุดมสมบูรณ์ที่สุด
ซึ่งกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดภายในศูนย์กลางเหล่านี้ ต้องใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดไม่น้อยกว่า 80% นอกจากนี้ ในแผนปฏิบัติการที่รัฐบาลจีนปล่อยออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยังได้ระบุถึง 29 มาตรการย่อย เพื่อเร่งสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในศูนย์ข้อมูลอย่างจริงจัง
เป้าระดับชาติและการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับล่าสุดของจีน ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างระบบพลังงานสะอาดขนาดใหญ่และครอบคลุมการใช้งานทุกประเภทภายในปี 2030 ไม่ใช่แค่เพียงรองรับศูนย์ข้อมูลเท่านั้น ซึ่งการดำเนินการนี้ทำไปเพื่อความมั่นคงทางพลังงานอันเป็นเป้าหมายระยะยาวของประเทศ ควบคู่ไปกับการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Kyle Chan นักวิจัยจาก Brookings Institution ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนโยบายอุตสาหกรรมของจีน ให้ความเห็นว่า
“ผมคิดว่าผู้กำหนดนโยบายของจีนให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง”
แม้ปัจจุบันจีนจะเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษทางอากาศรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่นั่นก็หมายความว่า การปรับปรุงพัฒนาเพียงเล็กน้อยของจีนจะส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อโลกเช่นกัน ในปัจจุบัน จีนตั้งเป้าที่จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขึ้น 53% ภายในปี 2030 และตั้งเป้าให้การใช้ถ่านหินและน้ำมันพืชขึ้นสู่จุดสูงสุด (Peak) แล้วค่อย ๆ ลดลงภายในปีเดียวกัน
ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกากำลังเดินสวนทาง ภายใต้การบริหารของรัฐบาลทรัมป์ ที่เพิ่มความยากลำบากในการสร้างพลังงานสะอาด และพยายามฟื้นฟูโรงไฟฟ้าถ่านหินให้กลับมา ทั้งที่ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนจะต่ำกว่าก็ตาม
ความต้องการไฟฟ้าจาก AI ที่พุ่งสูง และความได้เปรียบของจีน
ศูนย์ข้อมูลถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการที่ใหญ่กว่าของจีน โดยมีการคาดการณ์ว่า จีนจะใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2030 ขณะที่อีกข้อวิเคราะห์หนึ่งระบุว่า การใช้พลังงานในภาคส่วนนี้อาจพุ่งสูงขึ้นถึงสามเท่า ไปแตะที่ระดับ 600 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการใช้ไฟฟ้าของคนทั้งประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังคิดเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดของจีนที่มีภาคโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้ใช้หลัก และเนื่องจากจีนได้เร่งสร้างพลังงานสะอาดเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี ทำให้จีนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบและพร้อมที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทรงตัวค่อนข้างคงที่มานานหลายทศวรรษ ความต้องการพลังงานอย่างกะทันหันจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI จึงกลายเป็นภาวะช็อกที่ส่งผลกระทบต่อระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid) อย่างรุนแรง
Kyle Chan เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า
“ผมคิดว่า… นี่คือจุดที่จีนมีความได้เปรียบ หากจะใช้เปรียบเปรยแบบง่าย ๆ เรื่องการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ จีนเหมือนคนที่เข้าฟิตเนสออกกำลังกายมาโดยตลอดทุกปีนับสิบ ๆ ปี ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับ AI เลย ในขณะที่สหรัฐไม่ได้เข้าฟิตเนสในด้านนี้มานานมากแล้ว”
ความท้าทายและการบริหารจัดการของรัฐบาลท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี ปัญหานี้ยังคงมีความท้าทายอยู่เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นทั่วโลก การคาดการณ์ความต้องการพลังงานที่แม่นยำจากศูนย์ข้อมูลยังคงทำได้ยาก และการสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่
ศูนย์ข้อมูลใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ห่างไกลใกล้กับฟาร์มลมและฟาร์มโซลาร์เซลล์ ไม่สามารถรองรับภาระงานของ AI ได้ทั้งหมด รัฐบาลจีนจึงกำลังพิจารณาจัดสรรว่า งานประมวลผลประเภทใดที่ไม่ไวต่อเรื่องเวลา (Less time-sensitive) และสามารถส่งไปประมวลผลในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ได้ ขณะที่พื้นที่เมืองใหญ่จะหันไปใช้พลังงานลมลมจากนอกชายฝั่ง (Offshore wind) และพลังงานนิวเคลียร์บางส่วน แม้ว่าพลังงานสะอาดส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ที่ห่างไกลจากเขตชุมชนหนาแน่นก็ตาม
Kyle Chan มองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จีนจะสามารถสร้างพลังงานสะอาดใหม่ ๆ ได้ทันตามความต้องการของ AI ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนมีระบบการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพสูงและเอื้อต่อการทำงาน
“หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ รัฐบาลท้องถิ่นของจีนมักได้รับมอบอำนาจและการควบคุมอย่างมากในระดับพื้นที่ จนสามารถจัดการหลาย ๆ เรื่องให้เสร็จสิ้นได้ในคราวเดียว พวกเขาทำหน้าที่เหมือนศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-stop shop) ในการอนุมัติและออกใบอนุญาต มีทีมงานเฉพาะกิจที่คอยประสานงานและสื่อสารระหว่างกันตลอดเวลา แถมทุกคนยังได้รับแรงจูงใจ (Incentivized) ในการทำงานสูงมาก”
ซึ่งสภาวะดังกล่าวแตกต่างจากในสหรัฐอเมริกาอย่างสิ้นเชิง ที่โครงการฟาร์มโซลาร์เซลล์และพลังงานลมอาจต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้รับใบอนุญาตในการเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งไฟฟ้า และในปัจจุบันรัฐบาลกลางสหรัฐก็ได้ทำการแช่แข็ง (Freeze) โครงการพลังงานสะอาดบางส่วนไว้ชั่วคราวอีกด้วย