ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
รัฐบาลไทยเดินหน้ายกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-เมียนมา ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเมียนมา โดยผลักดันการรื้อเวทีประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี พร้อมเร่งลดอุปสรรคการค้า ผ่อนคลายกฎนำเข้า เปิดทางใช้เงินบาทในธุรกรรมการลงทุน และตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าสองประเทศแตะ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 พร้อมเข้าร่วมการหารือเต็มคณะ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ
การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเดินหน้าความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน โดยประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจ ไทยได้เสนอให้มีการจัดประชุม คณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission : JTC) ไทย-เมียนมา ครั้งที่ 8 ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575
ไทยยังเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับ Import License เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ขยายความร่วมมือด้านการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน การพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย การจัดตั้งคณะทำงานด้านความเชื่อมโยงไทย-เมียนมา การผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนผ่านความร่วมมือระหว่างหอการค้าของทั้งสองประเทศ ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
สำหรับประเด็นการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับฝ่ายเมียนมาเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการ Import Licensing โดยขอให้เพิ่มความสะดวกและความชัดเจนในการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิต เช่น เครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกัน ไทยยังติดตามความร่วมมือด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายหลังขยายระยะเวลาการนำเข้าตามคำขอของเมียนมาจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมรับทราบข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งไทยจะพิจารณาภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วมกัน และให้สอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การขอให้เมียนมาพิจารณาอนุญาตให้ใช้ เงินบาท เป็นสกุลเงินสำหรับธุรกรรมด้านการลงทุนเพิ่มเติมจากธุรกรรมการค้าสินค้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับนักลงทุนไทย และสนับสนุนการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ เช่น พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการเงิน และเหมืองแร่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว
ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือจำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาให้เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
ทั้งนี้ เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในอาเซียน โดยปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 7,392.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 3,884.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน



